26 ธ.ค. 2025 เวลา 12:28 • หนังสือ

หนังสือ "โมงยามแห่งความสิ้นยินดี"

กิตติศักดิ์ คงคา และ ณภัทร สัตยุตม์ ความเรียงบันทึกการทำจิตบำบัดเพื่อเยียวยาโรคซึมเศร้าของเพื่อนสองคน
สำหรับผม จิตบำบัดจะใช้ได้ดีในช่วงที่กำลังเริ่มมีภาวะซึมเศร้า หรือเริ่มเป็นโรคซึมเศร้าระดับอ่อน และจะใช้ได้ดีอีกครั้งตอนที่รักษาใกล้หายแล้ว หรือรักษาหายแล้วและต้องการนำไปใช้รับมือกับอารมณ์ของตัวเองในอนาคต การทำจิตบำบัดคือการพยายามทำความเข้าใจภาวะอารมณ์ของตัวเอง และจัดเรียงมันเสียใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง นั่นต้องใช้ตรรกะและความพยายามอยู่ไม่น้อย ในช่วงที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงและหนักหน่วง ผมพบว่าเราไม่ค่อยมีสติและตรรกะมากพอจะรับมืออะไรแบบนั้น (หน้า 25)
ความตายเป็นเพียงการสิ้นสุดของชีวิต แต่ไม่ใช่การสิ้นสุดของความสัมพันธ์ที่มีให้กัน เขาเคยมีความหมายกับเราอย่างไร ก็จะยังคงมีคุณค่าและความหมายแบบนั้นต่อไปแม้จากลา เพียงแต่เราอาจจะต้องหาวิธีที่ต่างไปในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ คุณค่า และความหมายนั้น (หน้า 69)
เราไม่คุ้นเคยกับการหยุดอยู่เฉยโดยไม่ต้องทำอะไร ... ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ทั้งชีวิตที่ทำไม่หยุดแบบสุดโต่ง และก็ไม่ใช่ชีวิตที่นิ่งเฉย ปล่อยให้เวลาจัดการเลือกทุกอย่างให้ มันคือการหาจังหวะในการเลือกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่าง "การลงมือทำเพื่อหวังแก้ไข' (Doing) กับ 'การยอมรับและอนุญาตให้สิ่งต่างๆเป็นไป' (Being) (หน้า 95-96)
หลายคนมองว่าการ Being ทำให้ชีวิตช้า และไม่ได้แก้ปัญหาให้หาย แต่ปรากฏว่าเมื่อได้ลองหยุดทำแล้วพิจารณา หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันทำให้เขาไปได้ไวและไกลขึ้น มันทำให้เขาเริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่ใช่ความคาดหวังหรือจินตนาการ (หน้า 97)
เราสามารถเดินให้ช้าลง หยุด และนั่ง เพื่อชื่นชมคุณค่าของความพยายามของตัวเรา สังเกตเห็นความคืบหน้าทีละนิดของชีวิต และความสุขในสิ่งเล็กๆที่ชีวิตพยายามหยิบยื่นมาให้ แต่ที่ผ่านมาเมื่อเราจดจ่อมุ่งแต่ที่จะทำ หรือวิ่งผ่านไปเร็วๆด้วยความคิดว่า 'ต่อไปทำอะไร ต่อไปทำอะไร ต่อไปทำอะไร' ทำให้เราไม่เคยเห็น
เข้าใจ มองเห็น และให้คุณค่าตัวเองได้โดยไม่ต้องให้ใครคนอื่นบอก ไม่จำเป็นต้องให้ทุกอย่างสำเร็จหรือมีรางวัลการันตี (หน้า 98)
ไม่ต้อง Doing เพื่อใครอยู่ตลอดเวลา (หน้า 102)
ถ้าแม่ไม่ได้เป็นคนที่ปกป้องและทะนุถนอมเรา ก็อาจจะไม่ได้แปลว่า เขาไม่รักเรา ถ้าพ่อไม่ได้ชื่นชมในสิ่งที่เราทำ ก็ไม่ได้แปลว่า สิ่งที่เราทำไม่ได้มีความหมาย มันอาจจะแปลได้เพียงแค่ว่า เขาไม่ได้ทำ และการไม่ได้ทำก็มีเบื้องหลังและปัจจัยมากมาย มันไม่ได้เป็นไปตลอดกาล (หน้า 105)
ในวันที่ผม ทำ ทำ ทำ เพื่อรอให้คนบอกว่าผมเป็นคนอย่างไร
ในวันที่ผม ทำ ทำ ทำ เพื่อสร้างและสวมเพื่อให้ตัวเองเป็นสิ่งต่างๆให้คนจดจำ
ในวันที่ผม ทำ ทำ ทำ เพื่อให้ผมรู้สึกว่า ผมทำได้ดี ดีมากกว่า หรือดีเพียงพอ เพื่อให้โดดเด่น
การ ทำ ทำ ทำ เหล่านั้น มันทำให้ผมวิ่งบนสายพานและไม่รู้จบ ไม่ได้เติมตัวตนผมให้เต็ม แต่กลับทำให้พร่อง เร่ง และล้า ตัวผมที่ทำตลอดเวลา จึงไม่เคยได้เห็นว่า ตัวเองมีตัวตน เพราะเอาแต่มองออกไปข้างนอก เมื่อผมหยุดที่จะไม่ทำ อนุญาตและยอมรับกับตัวเอง ผมถึงเข้าใจ... (หน้า 107)
'ความน่าจะเป็น' ต่างจาก 'ความเป็นไปได้' ตรงที่ความเป็นไปได้ (Possibility) มองว่า มันสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ ไม่ว่าความคิดจะประหลาดแค่ไหน ส่วนใหญ่คำตอบก็ยังจะเป็น 'อะไรก็เกิดขึ้นได้' แต่หากถามถึงความน่าจะเป็น (Probability) เราก็จะพบว่า 'เรื่องนี้เป็นไปได้ แต่ความน่าจะเป็นต่ำ' การคิดในมุมความน่าจะเป็น ช่วยให้เราพิจารณามองหา 'หลักฐาน' ว่าอะไรสนับสนุนหรือเป็นสัญญานว่าสิ่งที่กังวลจะเกิด และอะไรคัดค้านบ้างว่าสิ่งที่กังวลไม่น่าจะเกิด (หน้า 128-129)
หากทุกความผิดพลาด มีคนที่ขอโทษ รับผิดชอบ และแก้ไข ก็จะทำให้พื้นที่ของความไว้ใจค่อยๆจะสร้าง และทำให้มั่นใจกันมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์จะอยู่ได้ยาวอาจไม่ได้เกิดจากการรักกันให้มาก ...
การมีโอกาสได้พูดคุยกันเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกันก็เป็นเรื่องสำคัญ คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เพราะจะพูดไปก็กลัวกระทบความสัมพันธ์ กลายเป็นทะเลาะกันเลยทำร้ายจิตใจ แต่หากไม่พูดกันก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องมีคนอดทน และอาจบานปลายกลายเป็นจุดสิ้นสุดที่ระเบิดออกไปแล้วพูดกันไม่ได้อีก การพูดคุยในเรื่องความขัดแย้งที่ไม่ทำร้ายกัน อาจใช้ 'ภาษาฉัน หรือ I-message' พูดแบบชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแบบเข้าใจ ว่าทำไมจึงสื่อสาร
ภาษาแก (You message) : ทำไมถึงกลับบ้านช้า
ภาษาฉัน (I message) : เรากังวลเวลาที่เธอยังไม่ถึงบ้าน
...
ภาษาแก (You message) : เธอก็สนใจแต่มือถือนั่นแหละ
ภาษาฉัน (I message) : เวลาที่เราอยู่ด้วยกันแล้วเธอหยิบโทรศัพท์มาเล่นทำให้เรารู้สึกว่าไม่สำคัญ
การใช้ภาษาแก (You message) ทำให้คนที่ฟังรู้สึกว่าถูกตำหนิหรือสั่งสอน กระตุ้นกลไกของการปกป้องตัวเอง แล้วตอบโต้กลับด้วยภาษาแกกลับมาเช่นกัน ทำให้สุดท้ายแล้วคุยกันได้ไม่จบ ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน
การใช้ภาษาฉัน (I message) ทำให้เราได้ตั้งหลักทบทวนคิดว่าเรากำลังรู้สึกอะไร ที่มาจากเหตุการณ์ไหน และสิ่งที่อยากร้องขอให้อีกฝ่ายเพิ่มหรือลดคืออะไร เมื่อปิดท้ายด้วยการร้องขอก็จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความคาดหวัง และเปิดโอกาสให้ได้เจรจาต่อรองกันว่าทำได้หรือไม่ได้อย่างไร (หน้า 169-171)
ความสัมพันธ์ไม่ใช่แก้วหรือกระจก หากความสัมพันธ์เป็นแก้วหรือกระจก ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง มีปัญหาหรือความไม่เข้าใจ เราจะรู้สึกว่ามีบางอย่างสูญเสียไปและไม่สามารถกู้คืน แต่หากความสัมพันธ์เปรียบเป็นต้นไม้ แม้กิ่งจะหัก ใบจะร่วงหล่นไป ตราบใดที่ยังรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ก็ยังจะงอกใบอ่อนใบใหม่ มีกิ่งก้านขยายสาขาได้ต่อ (หน้า 173)
การนอนไม่หลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุกความผิดปกติทางความรู้สึกเสมอ เพราะการนอนไม่หลับทำให้ทุกอย่างพังพินาศ อย่าว่าแต่คนป่วยเลย ต่อให้คนที่มีสุขภาพจิตดีเยี่ยม ถ้าวันไหนนอนน้อยมาก วันรุ่งขึ้นก็อาจจะหงุดหงิดง่าย ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือมีอารมณ์ไม่ปกติ (หน้า 218)
ในการให้คำปรึกษาที่ผ่านมาจะอยู่บนพื้นฐานของการใช้ CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy ‘จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม’ ที่เน้นการสำรวจ พิสูจน์ และทำความเข้าใจ ‘ระบบการประมวลผล’ เพื่อปรับปรุงให้สมมติฐานและกฎเกณฑ์ในใจยืดหยุ่นขึ้น เลือกคิดและทำพฤติกรรมที่จะเป็นประโยชน์กับชีวิตในระยะยาว แต่กระบวนการแบบ CBT อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน ...
คนบางคนการยิ่งพยายามแก้ไขยิ่งทุกข์ใจ ยิ่งรู้สึกว่าทำเท่าไหร่ยิ่งท้อแท้ บางทีการไปแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอาจไม่ใช่ทางที่ถูกจริตกับคนคนนั้น ผมก็อาจจะแนะนำ ACT หรือ Acceptance and Commitment Therapy ที่มุ่งเน้นการ ‘ยอมรับ’ และ ‘อยู่’ กับความทุกข์นั้นแบบที่ไม่ได้หลอมมันให้กลายเป็นทุกข์ และใส่ใจกับการลงมือทำสิ่งต่างๆเพื่อมุ่งหน้าไปยังชีวิตที่มีคุณค่าและความหมาย ACT อยู่บนหลักคิดที่ว่า ‘ชีวิตที่มีความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา’ (หน้า 264)
ให้เราเป็นท้องฟ้าที่เฝ้ามองสภาพอากาศ สภาพอากาศเวลานี้เป็นอย่างไร? ให้ก้อนเมฆ ลม และสายฝน แทนความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทางร่างกาย แล้วเราเป็นท้องฟ้า การที่ท้องฟ้ามีก้อนเมฆ แต่ท้องฟ้าก็ไม่ใช่ก้อนเมฆ ถึงแม้จะมีลมพายุพัด แต่ท้องฟ้าไม่ใช่พายุ การที่ท้องฟ้ามีฝนพรำ แต่ท้องฟ้าไม่ใช่ฝน ท้องฟ้าจะเป็นก็เพียงกระดานผืนใหญ่ที่รองรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป
ตัวเราเองก็เช่นกัน การที่เรามีความคิดว่าเราเป็นสิ่งใด เราไม่ใช่ความคิดนั้น การที่ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด เราก็ไม่ใช่ความเจ็บปวดนั้น “เมื่อเราสังเกตเห็นสิ่งใดได้ เราก็จะไม่ใช่สิ่งนั้น” สิ่งที่เราสังเกตเหล่านั้นจะเกิดขึ้น คงไว้ชั่วขณะ เปลี่ยนแปร และผ่านไป แต่ไม่ได้กลายมาเป็นตัวเรา เรายังคงเป็นตัวเราอยู่ต่อไป (หน้า 280)
คุณค่า (Value) แตกต่างจาก เป้าหมาย (Goal) ตรงที่คุณค่านั้นคือสิ่งที่ไม่มีทางเสร็จ ไม่มีทางทำแล้วจบ แต่มันคือคำอธิบายว่าทำไมเราจึงมีเป้าหมายเหล่านั้น (หน้า 282)
การให้อภัยคือการที่เราปล่อย ลด ละ วาง ความโกรธและอารมณ์ทางลบอื่นๆลง โดยที่มองว่าเรื่องนั้นๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะต้องทุ่มเทพลังกายใจในการไปทำให้คู่กรณีชดใช้ หรือยอมรับ ไม่จำเป็นที่จะต้องจดจ่อและจับจ้องว่าเมื่อไหร่เขาจะทำในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำสักที การให้อภัยจึงเป็นการถอยกลับมาตั้งหลักว่าเราควรจะทุ่มเอาพละกำลัง เวลา ความใส่ใจไปใช้กับเรื่องที่เราอยากทำ และเป้าหมายชีวิตอื่นๆจะดีกว่า
ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเห็นด้วยหรือยอมรับสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเรื่องที่ดี ไม่ได้แปลว่าจะเมินเฉยต่อความยุติธรรม กฏหมาย และการลงโทษ ที่ควรเป็น แต่แค่ไม่ได้โกรธแค้นขุ่นเคืองให้มีอารมณ์พลุ่งพล่านกับเรื่องนั้นๆหรือกับคนนั้นๆ (หน้า 316-317)
เราห้ามน้ำขึ้นน้ำลงไม่ได้ เราห้ามความผันผวนของชีวิตไม่ได้ แต่เราหาวิธีรับมือได้ (หน้า 326)
ชีวิตเคลื่อนที่ไปตามวาระและโอกาสจะจัดสรร เหมือนน้ำที่ไหลเรื่อยไปตามทาง คุณจะนั่งบนแพอย่างดีหรือตะเกียกตะกายว่ายทวนกระแส แต่น้ำก็จะไหลไปตามทาง ไม่สนใจโลกภายนอก ไม่สนใจคนที่อยู่ในทางธาร ไม่มีประโยชน์ที่จะยึดยื้อเอาตัวเองไว้กับอดีตที่จะไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว เราทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เตรียมพาหนะที่ดีพอจะล่องลำน้ำนี่ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน น้ำเชี่ยวกราก กระแสลมแรง นั่นก็หวังว่าจะพอมีเครื่องรักษาดูแลความปลอดภัยให้รอดตายไปอีกวัน (หน้า 327)
โฆษณา