ชีวิต CS ขาเข้าที่ไม่มีใครบอก

เวลาคนได้ยินคำว่า “งานโลจิสติกส์”
หลายคนอาจคิดถึงขั้นตอนเอกสาร การขนส่ง หรือระบบที่ดูเป็นระเบียบ
แต่สำหรับ CS ขาเข้าทางอากาศ
ชีวิตจริงมีมากกว่านั้น… และไม่ค่อยมีใครบอกล่วงหน้า
เพราะงานนี้ ไม่ได้มีแค่ “จัดการของ”
แต่มีทั้งความกดดัน ความเร่งด่วน และความรับผิดชอบ
ที่ต้องรับพร้อมกันในวันเดียว
1. รับสายตั้งแต่เช้า และบางทีต้องรับจนถึงหลังเลิกงาน
สำหรับหลายคน เสียงโทรศัพท์คือเรื่องธรรมดา
แต่สำหรับ CS ขาเข้า
มันคือสัญญาณว่า “มีอะไรสักอย่างกำลังเกิดขึ้น”
ลูกค้าโทรมาเพราะอยากรู้สถานะ
อยากรู้ว่าของถึงไหม
ออกได้หรือยัง
ติดตรงไหน
ทำไมช้า
หรือจะทันใช้งานไหม
บางครั้งเราเองก็ยังไม่รู้คำตอบทั้งหมด
แต่ต้องพยายามหามาให้เร็วที่สุด
เพราะ “ความกังวลของลูกค้า” ไม่เคยหยุดแม้สักนาที
2. ทุกอย่างต้องเร็ว แต่ต้องแม่นยำแบบไม่มีพื้นที่ให้พลาด
งานขาเข้าคือพื้นที่สีแดงของคำว่า “ผิดไม่ได้”
เพราะเอกสารผิดเพียงตัวเดียว
อาจทำให้ของติดด่านแบบไม่รู้กำหนด
MAWB ไม่ตรง
ใบขนผิด
Invoice สะกดผิด
หรือข้อมูลน้ำหนักไม่ตรงระบบ
ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
และ CS คือคนที่ต้องรับหน้า—ทั้งกับลูกค้าและภายใน
3. ลูกค้าไม่ได้รอแค่ข้อมูล… เขารอความสบายใจ
เวลาที่ต้องโทรแจ้งข่าวไม่ดี
เราเองก็รู้ว่าปลายสายอาจไม่พอใจ
แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของงาน
CS รู้ดีว่า
บางทีลูกค้าไม่ได้อยากได้คำตอบสวยหรู
เขาแค่ต้องการ “ใครสักคน” ที่บอกได้ว่า
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น
และเรากำลังทำอะไรเพื่อแก้ไข
เราจึงไม่ใช่แค่ผู้ประสานงาน
แต่ต้องเป็นคนรับฟัง และเป็นเหมือนที่พิงใจในบางวันด้วย
4. เคสจริง คือสิ่งที่สอนงานได้ดีที่สุด
ไม่มีคู่มือเล่มไหนอธิบายงานนี้ได้
เท่ากับเคสที่ต้องจัดการในแต่ละวัน
ของติด
ไฟลต์เลื่อน
เอกสารถูกสุ่มตรวจ
คลังคนเยอะ
ลูกค้าต้องการของด่วนมาก
หรือเอกสารเพียงหน้าเดียวหายจากระบบ
เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะคิดเร็ว
มองให้ขาด
และเลือกจัดการสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน
ประสบการณ์หลายปี
ทำให้เรารู้ว่า “จังหวะในการแจ้งลูกค้า” สำคัญพอ ๆ กับการแก้ปัญหา
5. ไม่มีคำว่าเลิกคิดหลังเลิกงานจริง ๆ
สำหรับหลายคน เลิกงานคือจบวัน
แต่สำหรับ CS
หลายครั้งต้องตามงานต่อ
ตอบลูกค้าเพิ่ม
หรือเช็กไฟลต์ที่ยังไม่ลงจอด
งานนี้ไม่ได้เอาแค่เวลา
แต่มักเอาความรู้สึกติดไปด้วย
6. แต่สิ่งที่ได้กลับมา… คือทักษะชีวิตที่หาไม่ได้จากที่ไหน
สิบปีในงานโลจิสติกส์ขาเข้า
ทำให้ฉันเรียนรู้ว่า…
• ความเร็วไม่เคยสำคัญกว่าความถูกต้อง
• ความกดดันต้องจัดการด้วย “สติ”
• ทุกฝ่ายทำงานต่อได้ เมื่อเขา “เชื่อใจ” สิ่งที่เราพูด
• และบางครั้งผลลัพธ์ของงานทั้งกระบวนการ
ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ CS เพียงคนเดียว
งานนี้ไม่ใช่งานที่ฉันเลือกตั้งแต่แรก
แต่เป็นงานที่สอนฉันมากที่สุด
เบื้องหลังคำว่า “ของถึงแล้วนะคะ”
มีความเหนื่อย ความรับผิดชอบ
และความพยายามของคนทำงานอีกมาก
ที่ไม่มีใครบอก แต่คนในวงการรู้ดี
บางครั้ง
งานที่เราไม่ได้เลือก
กลับกลายเป็นงานที่หล่อหลอมเราในแบบที่ไม่เคยคาดคิด
โฆษณา