Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Somedayinthesummer
•
ติดตาม
28 ธ.ค. 2025 เวลา 11:00 • ความคิดเห็น
สูงกว่าย่อมต้องดีกว่าต่ำกว่าเสมอ???
ถ้าผมให้คุณพูดชื่อนักวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องบนท้องฟ้า ผมว่าพวกคุณคงตอบได้หลายชื่อ แต่กลับกันถ้าผมให้คุณพูดชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับใต้ดินหรือเบื้องล่าง ผมว่า “คุณคงแทบนึกไม่ออก” จากความสงสัยในสิ่งนี้ จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่า ‘ทำไมมนุษย์ถึงให้ความสำคัญกับสิ่งที่สูงกว่า มากกว่าสิ่งที่ต่ำกว่า’
ที่มาของคำถามข้างต้น ไม่ได้เกิดจากการที่ผมนั่งสังเกตชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการจดจำเพียงอย่างเดียว เพราะหากเรามองไปให้ลึกลงไปกว่านั้น คำถามนี้ยังสามารถเชื่อมโยงได้อีกหลายสิ่ง ทั้งหลักความเชื่อเรื่องเทพเจ้า หลักความเชื่อทางศาสนา หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวัน ที่มักจะถูกกำหนดคุณค่าให้ความสำคัญโดยสิ่งที่ดีกว่าต้องอยู่ ‘สูง’ และสิ่งที่แย่ต้องอยู่ ‘ต่ำ’ กว่าเสมอ
ทำไมสูงกว่าถึงสำคัญมากกว่าสิ่งที่ต่ำกว่า
การจะตอบคำถามข้างต้น เราคงสามารถแบ่งแนวคำตอบได้หลากหลายแนวทาง แต่หากจะพูดถึงแนวทางที่ผู้คนยอมรับและให้ความสำคัญ การหยิบยกหลักจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ควบคู่กัน คงจะทำให้น้ำหนักของคำถามนี้ ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น
ภาพที่บ่งบอกตัวแทนกลไก สูง-ต่ำ ให้เห็นภาพและชัดเจน
ในส่วนของหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ‘สูง’ และ ‘ต่ำ’ ถูกเรียกว่าหลัก Directional psychology หรือ จิตวิทยาเรื่องทิศทาง ได้อธิบายสาเหตุไว้ว่า เหตุผลที่มนุษย์ให้ค่ากับคำว่าสูงกว่าคือสิ่งที่ดีกว่า เป็นเพราะ ‘แรงโน้มถ่วง’ ที่ทำให้การขึ้นไปข้างบนต้องอาศัยความพยายามสูง ในขณะที่การลงไปที่ต่ำนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เองและทำได้ง่าย
นอกเหนือจากนั้น ด้วยเหตุผลข้างต้น สมองของมนุษย์จึงเชื่อมโยงและปรับเข้ากับธรรมชาติโดยอัตโนมัติ เมื่อมนุษย์มองท้องฟ้า (ตัวแทนข้างบน) ภาพของความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และเป็นตัวแทนของความสวยงามที่ชวนน่าค้นหา ได้ปรากฏขึ้น เนื่องจากยากที่จะเข้าใกล้ ขณะที่เมื่อมองลงยังพื้นดิน(ตัวแทนข้างล่าง) มนุษย์กลับรู้สึกง่ายเนื่องจากตนเองอยู่สูงกว่าและเหยียบย่ำเป็นปกติ สมองของมนุษย์จึงได้ประมวลผลกลายเป็นว่าสิ่งที่ ‘สูง’ ต้องย่อมดีกว่าเสมอ
และเมื่อนำหลักจิตวิทยามาพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผ่านงานวิจัยเรื่อง Conceptual metaphors, processing fluency, and aesthetic preference ได้ชี้ให้เห็นว่า ในสมองของมนุษย์มีกลไกที่เรียกว่า ‘ความคล่องตัวในการประมวลผล’ (Processing Fluency) ซึ่งส่งผลต่อความคิดทางอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
โดยผลการทดลองได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมักจะชื่นชอบและสามารถประมวลผลได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นภาพที่สื่อถึงความสุขถูกจัดไว้ข้างบน ขณะที่ภาพที่สื่อถึงความทุกข์ไว้ข้างล่าง เนื่องจากภาพที่เห็นสอดคล้องกับกลไกของสมองของมนุษย์ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน
กลไกสูงต่ำกับการสร้างวัฒนธรรมร่วมในสังคมมนุษย์
เมื่อกลการรับรู้ ‘สูง’ และ ‘ต่ำ’ ได้ฝังรากลึกมาในสมองมนุษย์มาเป็นเวลายาวนาน การรับรู้เรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในลักษณะเชิงพื้นที่อีกต่อไป วัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนแล้วแต่สะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาทั้งในรูปแบบความเชื่อทางศาสนา เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งล้วนแล้วแต่มีกลไกเหล่านี้เข้าไปควบคุมเสมอ
ภาพสวรรค์และนรกตามหลักศาสนาพุทธ (ภาพจาก AI ใช้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านเท่านั้น)
ตัวอย่างที่ได้ชัดเจน คงหนีไม่พ้นหลัก ‘ความดี’ และ ‘ความชั่ว’ ตามหลักศาสนาต่างๆ ที่เมื่อคนทำคุณงามความดี สะสมบุญบารมีเยอะขึ้น ก็จะได้ ‘ขึ้นสวรรค์’ ไปสู่พื้นที่ที่จะพบกับความสุข ส่วนใครที่ทำความชั่ว ทำบาปในชีวิตมาเยอะ มักจะ ‘ตกลง’ สู่พื้นที่ที่เรียกว่านรก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธ ยิ่งสะท้อนผ่านกลไกข้างต้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ใครยิ่งทำความดีมากขึ้น ชั้นของสวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้น โดยสามารถไต่ไปได้สูงสุด 6 ชั้น ในแต่ละชั้นจะมีคุณสมบัติกำหนดความดีตามขั้น ยิ่งสูงแปลว่า ยิ่งดี กลับกันหากใครทำบาปมากๆ จะตกนรก ที่จะพบแต่ความทุกข์ทรมาน แต่ละชั้นที่ตกลงไปก็จะยิ่งมีความโหดร้ายมากยิ่งขึ้น
ภาพสวรรค์และนรกตามตำนานกรีก (ภาพจาก AI ใช้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านเท่านั้น)
ไม่ใช่เฉพาะศาสนาพุทธอย่างเดียวเท่านั้น ที่กลการรับรู้สูงและต่ำเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักความเชื่อ
แม้แต่ความเชื่อทางเทพเจ้าของกรีก-โรมัน กลไกดังกล่าวก็ยังเข้าไปกำหนดหลักความเชื่อให้เห็นอย่างชัดเจนอีกด้วย สามารถสังเกตได้จากทั้ง ลำดับศักดิ์ความสำคัญของเทพเจ้า ที่จะไล่ระดับลงไปตั้งแต่ เทพเจ้าที่ได้ความเคารพสูงสุดเป็นผู้ปกครองทั้งมวลของมนุษย์และเทพเจ้า ซึ่งก็คือ ซูส (Zeus) ที่มีบ้านหรือศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ภูเขาโอลิมปัสที่ตั้งอยู่สูงเสียดฟ้า ขณะที่เทพเจ้าอย่าง เฮดีส (Hades) มักจะถูกมองในแง่ลบและไม่รับความเคารพเท่า เนื่องจากเป็นผู้ปกครอง ยมโลก (Underworld)
จะเห็นได้ว่ากลไกข้างต้น ไม่ได้ไปกำหนดความเชื่อให้วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มันได้ไปสร้างความรับรู้ของมนุษย์ให้แทบจะเหมือนกันทั่วทั้งโลก กลไกนี้ได้ไปสร้าง ‘วัฒนธรรมสากล’ ที่ทำให้ทั้งโลกสามารถมีมุมมองแนวคิดคล้ายคลึงกันได้อย่างกลมกลืน
กลไกสูงต่ำกับมายาคติบดบังชีวิตประจำวันของมนุษย์
ภาพกลไกสูง-ต่ำ กับการกำหนดค่านิยมและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม (ภาพจาก AI ใช้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านเท่านั้น)
กลไกการรับรู้ ‘สูง’ และ ‘ต่ำ’ ไม่ได้หยุดเพียงแค่ในระดับความเชื่อทางศาสนาหรือจินตนาการเกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น หากแต่ได้แทรกซึมเข้ามามีบทบาทอย่างแนบเนียนในชีวิตประจำวันของเรา ผ่านทางวิธีคิด การใช้ภาษาหรือแม้แต่กระทั่งการปฏิบัติตัวทางสังคม โดยผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่ทันสังเกตตนกำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลไกเดียวกันนี้
หนึ่งในตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ คือการที่มนุษย์มักเชื่อมโยง ‘ตำแหน่งที่สูงกว่า’ เข้ากับคุณค่าเชิงบวกทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านความเชื่อ ความสามารถรวมถึงการปฏิบัติตนให้ควรค่าแก่การเคารพ ในทางจิตวิทยากลไกนี้สอดคล้องกับการที่สมองมนุษย์ใช้โครงสร้างพื้นที่มาเป็นกรอบในการประเมินคุณค่า เมื่อบุคคลใดถูกจัดวางให้อยู่ตำแหน่งที่สูงกว่า สมองย่อมประเมินให้บุคคลดังกล่าวควรได้รับการยกย่องและปฏิบัติด้วยความระมัดระวังอย่างไม่รู้ตัว
ในขณะที่ บุคคลที่ถูกจัดวางในสังคมให้อยู่ตำแหน่งที่ ‘ต่ำกว่า’ หรืออยู่ลำดับชั้นที่ด้อยกว่า มักถูกมองผ่านกรอบการรับรู้ที่ลดทอนคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการละเลย การไม่ให้เกียรติ หรือการมองว่าเสียงของบุคคลเหล่านั้นมีความสำคัญน้อยกว่าทั้งที่ในความเป็นจริง คุณค่าของมนุษย์ไม่ควรถูกกำหนดด้วยตำแหน่งหรือระดับทางสังคมใดๆ แต่กลไกการรับรู้เรื่องสูงและต่ำกลับทำหน้าที่บดบังการตัดสินใจด้วยเหตุผลอยู่เสมอ
เรื่อง ‘สูง’ และ ‘ต่ำ’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพของเปรียบเทียบในศาสนา ไม่ได้หยุดอยู่ที่สวรรค์ นรก เทพเจ้าหรือท้องฟ้า แต่มันคือกรอบความคิดที่ฝังอยู่ในสมองมนุษย์และไหลลงมาผ่านการแสดงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ภาษาที่ใช้ ตำแหน่งในสังคมหรือแม้กระทั่งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราอย่างไม่รู้ตัว
บทความนี้จึงไม่ได้ชวนให้ผู้อ่าน เข้าใจอะไรใหม่ทั้งนั้น แต่เป็นการชวนให้ ‘ระวัง’สิ่งเดิมที่เราคุ้นเคยมากขึ้น เพราะเมื่อเรามองเห็นว่าแนวคิดสูงดีกว่าเป็นเพียงกลไกอย่างหนึ่งในการรับรู้ ไม่ใช่ความจริงที่เป็นสากล เราอาจจะเริ่มตั้งคำถามกับลำดับชั้นที่เคยยอมรับ กับอำนาจที่เคยศรัทธาและกับคนที่สังคมเคยบอกให้มองข้าม
ในโลกที่คุณค่าของมนุษย์ยังคงถูกจัดวางด้วยลำดับ ‘สูง’ และ ‘ต่ำ’ การรู้เท่าทันกลไกในสมอง อาจจะกลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้สังคมหันมามองกันอย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง
https://dornsife.usc.edu/norbert-schwarz/wp-content/uploads/sites/231/2023/12/22_JESP_Zhang_et_al_Metaphors_fluency_beauty.pdf
https://thetakenforgranted.com/why-is-up-positive-and-down-negative-directional-psychology/
ชีวิต
จิตวิทยา
แนวคิด
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย