28 ธ.ค. 2025 เวลา 02:27 • การศึกษา

7 เยือนเหลาจื่อเรียนจริยธรรม

ฉีจิ่งกงและเยี่ยนอิงต่างซักถามเรื่องการปกครองนับแต่อดีตตราบปัจจุบัน ทั้งยังขอความรู้เรื่องโหราศาสตร์แลภูมิศาสตร์ ซึ่งขงจื่อล้วนสามารถอ้างอิงและแนะนำได้อย่างแม่นยำ จนฉีจิ่งกงถึงกับทรงพยักพระพักตร์ตรัสชมขงจื่ออยู่มิขาด ส่วนเยี่ยนอิงนั้นก็ถึงกับตะลึงจนมิอาจสะกดความรู้สึกบนใบหน้า พลางคิดว่า “หากเจ้าเมืองหลู่ทรงใช้คนๆ นี้แล้ว การที่จะแผ่แสนยานุภาพเหนือแคว้นน้อยใหญ่ ก็คงหาใช่เรื่องยากอีกต่อไปไม่”
หลังจากทั้งสามต่างสนทนาจนพลบค่ำ ขงจื่อจึงถือโอกาสกราบบังคมลา
ขงจื่อยังคงดำเนินกิจวัตรด้วยความมุ่งมั่นใฝ่เรียนและประศาสน์วิชาให้เหล่าลูกศิษย์อย่างพากเพียรเช่นเดิม ท่ามกลางกระแสธารแห่งเวลาที่พัดผ่าน ปีใหม่ได้มาเยือนทุกคนอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว เวลานั้นเหล่าลูกศิษย์ต่างทยอยกันลากลับไปฉลองตรุษจีนที่บ้านเกิด ขงจื่อจึงรู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวขึ้นในทันใด แต่นั่นก็ทำให้ขงจื่อได้มีเวลาทบทวนเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ลำพังได้
เดือน ๓ ของปีนี้ ฉู่ผิงหวังทรงสังหารอู๋เส่อและอู่ซั่งสองพ่อลูก อู่เอวี๋ยนซึ่งเป็นบุตรชายอีกคนหนึ่งของอู๋เส่อจึงหลบหนีลี้ภัยไปที่แคว้นอู๋ ในเดือน ๑๐ ฮว๋าไฮ่ เซี่ยงหนิงและฮว๋าติ้งแห่งแคว้นซ่งต่างคิดคดก่อการกบฏ หากแต่ความได้แตกเสียก่อน ฮว๋าไฮ่และเซี่ยงหนิงจึงลี้ภัยไปแคว้นเฉิน ส่วนฮว๋าติ้งลี้ภัยไปแคว้นอู๋
ในเดือน ๑๑ ซุนตงกว๋อแห่งแคว้นไช่ได้สังหารพระยาไช่ผิงโหวและสถาปนาตนขึ้นเป็นพระยาไช่เต้าโหว
ขงจื่อรู้สึกว่าเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะความละโมบของบุคคลส่วนน้อย แต่กลับสร้างภัยมหันต์ให้กับประชาชนหมู่มาก จึงรำพันขึ้นอย่างเศร้าใจว่า “ช่างเป็นปีที่แสนวุ่นวายเสียจริงๆ หากจื๋อฉั่นยังอยู่ เหตุการณ์คงจะไม่วุ่นวายถึงเพียงนี้”
ทุกครั้งที่ขงจื่อคิดถึงจื๋อฉั่น ท่านมักจะอกสะท้านน้ำตาซึมอย่างไม่รู้ตัว เพราะขงจื่อคาดหวังให้มีคนดีอย่างจื๋อฉั่นเข้ามาปกครองประเทศชาติ เพื่อให้จริยาแห่งราชวงศ์โจวได้รับการฟื้นฟู และสยบความอาเพศแห่งบ้านเมืองให้สิ้นไปจากแผ่นดินเสียเหลือเกิน
ปีหลู่เจากงศกที่ ๒๑ (๕๒๑ ปีก่อนคริสตศักราช) ขงจื่ออายุ ๓๐ ปี ในเดือน ๓ ของปีนี้ พระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โจว พระนามว่าโจวจิ่งหวังทรงมีพระราชบัญชาให้หล่อระฆังอู๋เนี่ยด้วยทองสัมฤทธิ์
ในคิมหันตฤดูของปีเดียวกัน ฮว๋าไฮ่ เซี่ยงหนิงและฮว๋าติ้งที่ลี้ภัยในต่างแดนได้ยกกองทัพบุกยึดอำเภอหนันหลี่แห่งแคว้นซ่ง ทั้งยังได้ขอกำลังสนับสนุนจากแคว้นอู๋ให้ร่วมสมทบอีกแรง แคว้นอู๋ได้ส่งกำลังทหารเข้าตีทัพซ่งจนต้องถอยร่นออกไป ในเดือน ๑๑ แคว้นจิ้น แคว้นฉีและแคว้นเว่ยต่างกรีฑาทัพเข้าช่วยแคว้นซ่ง กองทัพของฮว๋าไฮ่ เซี่ยงหนิงและฮว๋าติ้งประสบกับความพ่ายแพ้
ปีหลู่เจากงศกที่ ๒๒ (๕๒๐ ปีก่อนคริสตศักราช) วสันตฤดู แคว้นฉียกทัพรุกรานแคว้นหลวี่ ส่วนฮว๋าไฮ่ เซี่ยงหนิง ฮว๋าติ้งแห่งแคว้นซ่งต่างลี้ภัยไปแคว้นฉู่ ในเดือน ๔ พระจักรพรรดิโจวจิ่งหวังเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงสถาปนาโจวเต้าหวังขึ้นสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ แต่ภายหลัง พระเจ้าโจวเต้าหวังได้ทรงถูกมกุฎราชกุมารนามว่าจี้ฉาวปลงพระชนม์และสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน เจ้าเมืองจิ้นฉิ่งกงจึงทรงกรีฑาทัพโค่นพระราชอำนาจและแต่งตั้งมกุฎราชกุมารที่มีพระนามว่าจี้ก้ายขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าโจวจิ้งหวังแทน
ปีหลู่เจากงศกที่ ๒๓ (๕๑๙ ปีก่อนคริสตศักราช) เดือน ๖ จี้ฉาวทรงยกพลโจมตีราชธานีจนพระเจ้าโจวจิ้งหวังต้องทรงอพยพลี้ภัยไปที่เมืองหลิวอี้ และทรงหลบซ่อนพระองค์อยู่ที่ตี้เฉวียน ในปีเดียวกัน พระยาไช่เต้าโหวถึงแก่กรรม น้องชายจึงขึ้นสืบตำแหน่งเป็นพระยาไช่เจาโหว ในเดือน ๗ แคว้นอู๋กรีฑาทัพเข้ารุกรานดินแดนในอาณัติของพระเจ้าจักรพรรดิหลายแห่ง แคว้นซ่งจึงติดต่อแคว้นเฉินและไช่ร่วมกันโจมตีแคว้นอู๋ ทั้งสามกองทัพประจัญกันที่จีฟู่ แคว้นอู๋เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
ทุกครั้งที่ขงจื่อได้ยินข่าวเหล่านี้ จิตใจก็รู้สึกหดหู่และห่วงใยทุกข์สุขของราษฎรยิ่งนัก เพราะเหล่าเจ้าเมืองที่ถือศักดินาต่างแย่งชิงดินแดนและแผ่แสนยานุภาพกันไปมา จนทำให้ไพร่ฟ้าต้องประสบกับความยากลำบากไปทั่วทุกหัวระแหง
ขงจื่อได้เห็นความเสื่อมสลายของระบอบจริยาที่นับวันยิ่งมีแต่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากระบอบการปกครองโดยกฎหมายกลับยิ่งเฟื่องฟูขึ้นมาแทนที่ นี่คือสัญญาณความพินาศแห่งศีลธรรม เพราะจิตใจแห่งมนุษย์มิอาจถูกควบคุมโดยมโนธรรมสำนึกที่มีมาแต่เดิม หากจะต้องถูกควบคุมโดยกฎข้อบังคับที่ผ่านการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของคนนั่นเอง
โดยเฉพาะในปีหลู่เจากงศกที่ ๖ (๕๓๖ ปีก่อนคริสตศักราช) แคว้นเจิ้งได้นำตัวบทกฎหมายจารึกไว้ที่กระถางทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ขงจื่อจึงยิ่งตระหนักชัดถึงความยากลำบากในการกอบกู้ระบอบจริยามากยิ่งขึ้น
ปีหลู่เจากงศกที่ ๒๔ (๕๑๘ ปีก่อนคริสตศักราช) เมิ่งสีจื่อล้มป่วย เขามักจะล้มป่วยอยู่เป็นประจำ หากแต่ครั้งนี้หนักยิ่งกว่าครั้งใดๆ ดังนั้นเขาจึงมีเวลาทบทวนชีวิตของเขาอย่างมีสติ และสิ่งที่เขารู้สึกเสียใจมากที่สุดในชีวิตก็คือความไม่เอาธุระกับการศึกษาของตน ดังนั้นจึงเรียกบุตรชายทั้งสองคือ เมิ่งซุนเหอจี้และหนันกงจิ้งสูมาสั่งเสียว่า “หลังจากพ่อตายแล้ว พวกเจ้าทั้งสองจะต้องไปกราบขงจื่อเป็นอาจารย์ คนๆ นี้พ่อรู้จักเขาดี เขาเป็นคนที่มีความแตกฉานทั้ง ๖ วิทยา เขาเป็นผู้ที่มีความรอบรู้มากที่สุด”
หลังจากเมิ่งสีจื่อถึงแก่อนิจกรรม บุตรทั้งสองจึงปฏิบัติตามคำสั่งเสียของบิดา ในเวลานั้นเป็นวสันตฤดูที่อบอุ่น ขงจื่อกำลังถ่ายทอดคัมภีร์หลี่จี้ให้แก่ลูกศิษย์ทุกคนอย่างเกษมสำราญ เมิ่งซุนเหอจี้และหนันกงจิ้งสูได้เข้ามากราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ ขงจื่อรีบเข้าพยุงทั้งสองขึ้น และพูดอย่างรู้สึกลำบากใจว่า “ไยคุณชายทั้งสองจึงลงกราบเช่นนี้ด้วย?”
เมิ่งซุนเหอจี้กล่าวว่า “พวกเรามาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านอาจารย์”
ตามระเบียบราชการในยุคชุนชิวได้บัญญัติไว้ว่า ขุนนางผู้ใหญ่มีสิทธิยกตำแหน่งให้แก่ทายาทสืบต่อไป ดังนั้นหลังจากเมิ่งสีจื่อถึงแก่อนิจกรรม บุตรคนโตคือเมิ่งซุนเหอจี้จึงมีความชอบธรรมในการสืบตำแหน่งต่อจากเมิ่งสีจื่อ
ปกติขงจื่อจะเกลียดชังพวกไร้ความรู้แล้วชอบทำตัวอวดฉลาดเป็นอย่างมาก แต่ครั้นได้เห็นเมิ่งซุนเหอจี้และหนันกงจิ้งสูลดตัวคุกเข่าเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ จึงรู้สึกว่ากระแสสังคมเริ่มเปลี่ยนไป จึงรับเขาทั้งสองไว้เป็นศิษย์ด้วยความดีใจ
เมิ่งซุนเหอจี้กำลังไว้ทุกข์ให้แก่บิดา จึงถามขึ้นว่า “ขอเรียนถามท่านอาจารย์ มิทราบว่าอย่างไรจึงเรียกว่ากตัญญุตาธรรม?”
ขงจื่อตอบว่า “ยามบิดายังอยู่พึงสังเกตปณิธานแห่งบิดา หลังจากบิดาได้ถึงแก่อาสัญ พึงตั้งใจศึกษาในภารกิจที่ท่านเคยกระทำมาแต่ก่อน หากสามารถปฏิบัติตามแนวคิดและปฏิปทาอันดีงามของท่านได้โดยตลอด เช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นมรรคาแห่งกตัญญูแล้วแล”
เมิ่งซุนเหอจี้ถามต่อไปอีกว่า “ถ้าเช่นนั้น ควรทำอย่างไรจึงจะถึงขั้นกตัญญุตาธรรมได้?”
ขงจื่อตอบว่า “ไม่ขัดต่อจริยา จึงจะถึงขั้นกตัญญุตาธรรมได้”
เมิ่งซุนเหอจี้กล่าวว่า “ศิษย์จะขอน้อมปฏิบัติโอวาทของท่านอาจารย์อย่างแน่นอน”
นับแต่ขงจื่อได้รับศิษย์สองคนนี้ ขงจื่อก็ยิ่งทวีความมั่นใจต่องานด้านการศึกษา และเพื่อให้ศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้สิ่งที่ดีๆ แล้ว ท่านจึงยิ่งตั้งใจศึกษามากยิ่งขึ้นกว่าเก่า
วันหนึ่ง ขงจื่อได้ยินกิตติศัพท์ความปราดเปรื่องของท่านเหลาจื่อ จึงมีความประสงค์จะไปขอความรู้จากเหลาจื่อ หนันกงจิ่งสูจึงขันอาสากราบทูลหลู่เจากงให้ทรงทราบ หลู่เจากงได้ทรงมีพระราชานุญาตในทันที ทั้งนี้ยังทรงมีพระบัญชาให้หนันกงจิ้งสูร่วมเดินทางไปกับขงจื่อ พร้อมทั้งยังพระราชทานรถม้าและสารถีให้แก่ขงจื่ออีกด้วย
ขงจื่อและหนันกงจิ้งสูเริ่มออกเดินทางในตอนเช้าและพักแรมในยามค่ำ ทั้งสองต่างพูดคุยกันและชื่นชมทัศนียภาพริมทางอย่างเพลิดเพลิน ในช่วงพลบค่ำของวันหนึ่ง ทั้งหมดได้เดินทางมาถึงเชิงเขาสูงลูกหนึ่ง ได้เห็นพรานนกกำลังกางแหจับนกกระจอก ซึ่งล้วนเป็นลูกนกที่ยังสลัดขนอ่อนไม่หมดทั้งสิ้น จึงถามเหล่าพรานนกว่า “ทำไมพวกท่านจึงจับแต่นกเล็กๆ ล่ะ ?”
เหล่าพรานนกเห็นขงจื่อมีความสุภาพเรียบร้อย จึงตอบว่า “นกใหญ่มันเฉลียวฉลาดกว่า จับได้ยาก ส่วนตัวเล็กมันตะกละ จึงจับได้ง่ายกว่า”
ขงจื่อรู้สึกสะท้านใจยิ่งนัก จึงกล่าวกับหนันกงจิ้งสูว่า “มีความเฉลียวก็จะพ้นภัย หากตะกละก็จะวายชีวัน และทุกข์ภัยเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเองทั้งสิ้น จากตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่า คนเราไม่ควรโลภในผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยจนลืมซึ่งคุณธรรมอันอมตะนิรันดร คนเราหากไร้วิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ก็จักต้องประสบภัยในกาลอันใกล้เป็นแน่ ขอให้เจ้าจดจำคำสอนข้อนี้ให้จงดี”
หนันกงจิ้งสูรับคำอย่างหนักแน่นว่า “ศิษย์จะจดจำไว้ให้มั่น”
ศิษย์อาจารย์ต่างขึ้นรถและเริ่มต้นหนทางอันวิบากต่อไป หลังจากได้เดินทางติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน ทั้งหมดได้มาถึงเมืองลั่วอี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกของราชธานีแห่งราชวงศ์โจวบูรพา ดังนั้นเมืองลั่วอี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองบูรพา
ขงจื่อมองเห็นตัวเมืองลั่วอี้แต่เพียงเลือนลาง จิตใจก็รู้สึกแช่มชื่นจนอยากรีบเข้าสู่ประตูเมืองในทันใด เวลานั้นกำลังย่างสู่ยามสนธยา ทินกรแห่งประจิมทิศสาดแสงแยงตาจนมิอาจเห็นภาพเมืองลั่วอี้ได้ถนัด จึงได้แต่ใช้มือป้องตาชมเมืองเก่าแก่ที่เฝ้าหามานาน
“เห็นแล้ว สมแล้วที่เป็นกรุงเก่าแห่งราชวงศ์โจว เมืองโบราณแห่งนี้ช่างงดงามตระการตายิ่งนัก”
ม้านั้นดูเหมือนจะรู้ใจนาย แม้ไม่ต้องเร่งมันก็รีบกวดฝีเท้ามุ่งสู่ตัวเมืองไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นเหลาจื่อทราบข่าวว่าขงจื่อกำลังจะมาถึง จึงขึ้นรถม้าออกไปต้อนรับที่นอกเมือง พร้อมทั้งสั่งคนใช้รีบทำความสะอาดเรือนรับรองให้เรียบร้อย ส่วนขงจื่อครั้นทราบว่าเหลาจื่อออกมาต้อนรับถึงนอกเมือง ก็รีบลงจากรถม้าและจัดแต่งเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เรียบร้อย จากนั้นนำของขวัญมอบให้เหลาจื่อเป็นกำนัลอย่างนอบน้อม
เหลาจื่อ แซ่หลี่ นามว่าเอ่อ อีกมีนามว่าเหล่าจัน ชาวเมืองฉู่ รับราชการเป็นขุนนางอาลักษณ์ที่รับผิดชอบด้านหนังสือสะสมในราชสำนัก เป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวาง อีกทั้งยังมีคุณธรรมอันเป็นที่เลื่องลือ ตอนนั้นสิริอายุได้ ๗๐ กว่าปี ผมเผ้าหนวดเคราล้วนขาวโพลน
หลังจากทั้งสองต่างโอภาปราศรัยกันพอประมาณ ทั้งคู่จึงขึ้นรถม้ามุ่งสู่ตัวเมือง ครั้นเข้าสู่ตัวเมือง ขงจื่อถึงกับตกตะลึงในความวิจิตรด้วยยังไม่เคยเห็นบ้านเมืองที่เจริญถึงเพียงนี้มาก่อน ผู้คนบนท้องถนนต่างมีมารยาทโอนอ่อนต่อกัน มีผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินจูงอูฐม้าสวนมาอย่างไม่รีบร้อน เสมือนหนึ่งว่าพวกเขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับชีวิต ที่หน้าร้านข้าวสารมีพวกแบกหามกำลังเดินขวักไขว่ไปมา รถเกวียนเทียมม้าจอดเทียบริมทางแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างเป็นระเบียบ
ที่ลานกว้างด้านหน้าเห็นฝูงชนกำลังห้อมล้อมปรบมือให้กับศิลปินสัญจรเป็นกลุ่มๆ บ้างก็แสดงกระบี่กระบอง บ้างก็แสดงลูกดิ่งเวหา บ้างก็แสดงนาฏลีลา ส่วนร้านค้าแผงลอยก็จัดเรียงทั้งสองฟากฝั่งเป็นทิวแถว มีทั้งร้ายขายดอกไม้มาลัย ร้านขายถ้วยโถโอชาม ร้านขายศัตราอาวุธ ร้านขายภาพวาดงานเขียน และร้านขายก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวนึ่ง ทั้งหมดดูดาษดื่นเจริญตายิ่ง
เหลาจื่อพักการสนทนาและส่งขงจื่อเข้าพักที่เรือนรับรอง
วันที่สองยามอรุณ ขงจื่อสั่งให้สารถีขับรถไปส่งที่บ้านของเหลาจื่อเพื่อคารวะทักทาย เคหะสถานของเหลาจื่อห่างจากเรือนพักของขงจื่อไม่ไกลนัก ดังนั้นเพียงไม่นานก็เดินทางมาถึงบ้านพักของเหลาจื่อ บ้านเหลาจื่อมิได้ปลูกสร้างอย่างโอ่อ่าหรูหรา มิได้มิดชิดด้วยราวรั้วกำแพงกั้น หากจะเปิดกว้างจนสามารถเห็นตัวบ้านได้อย่างง่ายดาย รอบบริเวณจะปลูกแซมด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์จนดูร่มรื่นเจริญตา ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ที่ฉลุลายอย่างเรียบง่าย
ขงจื่อเห็นเหลาจื่อเดินออกมาต้อนรับแต่ไกล จึงรีบเข้าไปคารวะว่า “ข้าน้อยข่งชิวพร้อมด้วยลูกศิษย์ขอคารวะท่านอาวุโส”
เหลาจื่อกล่าวว่า “ท่านทั้งสองรอนแรมมาแต่ไกล หวังว่าเมื่อคืนคงจะพักผ่อนได้เต็มที่นะ”
ขงจื่อกล่าวว่า “ข่งชิวรู้สึกชื่นชมท่านมาช้านาน วันนี้จึงมาพร้อมด้วยลูกศิษย์จิ้งสูเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านโดยเฉพาะ จึงขอให้ท่านอาวุโสได้โปรดกรุณา”
เหลาจื่อกล่าวว่า “ในเมื่อท่านทั้งสองต่างให้เกียรติ ข้าจะต้องนำสิ่งที่รู้ทั้งหมดถ่ายทอดให้อย่างแน่นอน เพียงแต่ข้าพอมีความรู้ในด้านคุณธรรมและหลักจริยาเท่านั้น หากเป็นเรื่องของคีตะก็หาได้เจาะลึกมาก่อนไม่ เอาไว้จะแนะนำเพื่อนข้าที่ชื่อฉางหงให้รู้จัก เพราะบรรพชนของเขาได้รับราชการฝ่ายดนตรีมาถึงสามชั่วอายุคน เชื่อว่าคงจะเป็นที่พอใจของท่านทั้งสองเป็นแน่”
ขงจื่อกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็จักดียิ่ง แต่ขอเรียนถามท่านอาวุโส ในปัจจุบัน ผู้คนต่างกล่าวว่าจริยาในสมัยนี้หาอาจสู้จริยาในสมัยก่อนไม่ จึงขอให้ท่านได้โปรดชี้แนะจริยาในสมัยก่อนให้ฟังด้วยเถิด”
เหลาจื่อกล่าวว่า “ทั้งหมดนั้นเพราะราชสำนักเริ่มเสื่อมโทรม เหล่าเจ้าเมืองต่างพากันแก่งแย่งชิงดี จริยาในสมัยก่อนล้วนเป็นระเบียบจารีตที่โจวกงได้ทรงบัญญัติไว้เมื่อสมัยที่ทรงถวายงานกษัตริย์โจวอู่หวังและโจวเฉิงหวัง ในสมัยที่ราชสำนักแห่งราชวงศ์โจวเรืองบารมี จริยระเบียบล้วนพร้อมพรั่ง ทุกฝ่ายต่างนำพาไม่ขัดฝืน แต่หลังจากราชวงศ์โจวตะวันออก เป็นต้นมา ราชสำนักเริ่มระส่ำระสาย ความบ้าอำนาจของเหล่าขุนนางศักดินาเริ่มทวีความรุนแรง จริยาแต่โบราณจึงถูกทำลายจนหมดสิ้น
แต่โชคยังดีที่ในท้องพระโรง ศาลบูชาบรรพชนและตามวัดวาศาลเจ้ายังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง โบราณกล่าวว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ในเมื่อท่านทั้งสองประสงค์เรียนรู้บูรพจริยา ข้าก็จะพาท่านทั้งสองไปชมศาลบูชาฟ้าดินและศาลบูชาบรรพชนต่าง ๆ พอท่านดูแล้วก็จะเข้าใจได้เอง”
ครั้นพูดจบก็นำหน้าขงจื่อและหนันกงจิ้งสูเข้าสู่ศาลบูชาบรรพชน
ท้องพระโรงแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระเจ้าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โจวทรงประกาศราโชบายการปกครอง จึงเป็นสถานที่ที่ตกแต่งด้วยสีสันตระการตา หลังคามีลักษณะสูงโปร่งอย่างน่าเกรงขาม เสาแปขื่อคานล้วนสลักลงรักอย่างวิจิตร
ทั้งหมดต่างเดินเข้าสู่ภายใน ทุกอณูขุมขนต่างลุกซู่เสมือนว่ากำลังอยู่ในมหาพิธี ทุกคนต่างตกตะลึงกับความอลังการแห่งจิตรกรรมฝาผนังรอบท้องพระโรง ทางด้านหน้าของท้องพระโรงมีการวาดประดับด้วยพระบรมสาทิสลักษณ์แห่งบูรพกษัตริย์ นับจากฝั่งขวาขึ้นไปก็มี กษัตริย์ฝูซี หนวี่วา จู้หยง เสินหนง หวงตี้ จวนซวี่ ตี้คู่ ถังเหยา อวี๋ซุ่น เซี่ยอวี่ ซึ่งทั้งหมดล้วนระบายเป็นภาพสีอันสดใส ในพระหัตถ์ของแต่ละพระองค์ล้วนถือพระราชกกุธภัณฑ์ประจำพระองค์ ส่วนพระราชอิริยาบทล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์อย่างสมจริง
แต่กษัตริย์พระองค์อื่นล้วนมีพระวรกายเป็นมนุษย์ หากจะมีเพียงฝูซีและหนวี่วาเท่านั้นที่มีพระวรกายที่ผิดแผกออกไป คือทรงมีหางมังกรติดอยู่ที่พระวรกายด้วยนั่นเอง
หนันกงจิ้งสูชี้ไปที่หางมังกรแล้วถามว่า “ขอถามท่านอาจารย์ เหตุใดฝูซีและหนวี่วาจึงมีหางมังกรล่ะ?”
ขงจื่อเหลียวมองเหลาจื่อเพื่อขออนุญาตอธิบาย เหลาจื่อพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการอนุญาต
ขงจื่อกล่าวว่า “ตามที่ร่ำลือมาแต่อดีต ในสมัยที่ผืนแผ่นดินยังไม่มีมนุษย์ ฟ้าเบื้องบนได้ทรงอนุญาตให้ฝูซีและหนวี่วาลงสู่แผ่นดินโลก ซึ่งพวกเขาต่างเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงมีรูปร่างที่แปลกออกไปคือมีพระวรกายและพระเศียรเป็นมนุษย์ หากแต่มีหางเป็นมังกร และด้วยการที่ทั้งสองพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสร่วมกัน บุตรที่กำเนิดจึงมีลักษณะเป็นมนุษย์เช่นกาลปัจจุบัน ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของเรานั่นเอง ดังนั้นจึงมีการกล่าวว่าเราคือทายาทแห่งมังกรไงล่ะ
สำหรับพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ฝูซีก็คือการสอนผู้คนให้ถักแหจับปลา เลี้ยงปศุสัตว์ อีกทั้งยังประดิษฐ์คิดค้นปรัชญาปากั้ว อีกด้วย
และอีกคำบอกเล่าหนึ่งก็คือ หนวี่วาได้ทรงใช้ดินเหลืองปั้นรูปมนุษย์ จนที่สุดได้เกิดมนุษย์นับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ในภายหลังฟ้าเกิดรูรั่ว จึงทำให้เกิดอุทกภัยไปทั่วทุกหัวระแหง ตอนนั้นฝูงสัตว์ร้ายยังเข้าทำร้ายเข่นฆ่าประชาราษฎร์จำนวนมาก หนวี่วาจึงทรงเสกหินห้าสีไปปะฟ้า ทั้งยังทรงหักกระดูกของปลาร้ายมาเป็นเสาค้ำนภาทั้งสี่ทิศ จึงทำให้แผ่นฟ้ารอดพ้นจากการพังทลายในที่สุด ต่อมาพระองค์ก็ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข สังหารเหล่าสัตว์ร้าย จนทำให้ประชาราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขนับแต่นั้นเป็นต้นมา”
หนันกงจิ้งซูรู้สึกตะลึงงัน ด้วยเพราะได้ถูกสะกดด้วยมนตราแห่งเทพนิยายจนลืมหายใจ
ณ กำแพงทิศตะวันตกมีภาพวาดอยู่สองภาพ ต่างมีรูปร่างสัณฐานอันอัปลักษณ์สุดประมาณ ขงจื่อเดินเข้าไปใกล้ จึงทราบว่าคือภาพวาดของทรราชเซี่ยเจี๋ยและซังโจ้วหวังนั่นเอง
ครั้นหนันกงจิ้งสูได้เห็น ก็บันดาลโทสะจนหน้าตาแดงก่ำและส่ายหน้าเมินหนีไปอย่างไม่ไยดี
ณ กำแพงทิศตะวันออกคือพระสาทิสลักษณ์ของโจวกง โจวกงในพระสาทิสลักษณ์ทรงมีพระวรกายที่สูงสง่า พระพักตร์เมตตา กำลังทรงโค้งคารวะตามพระราชพิธีอย่างนอบน้อมต่อพระยุวกษัตริย์โจวเฉิงหวังที่กำลังทรงสดับฎีกาบนพระบัลลังก์มังกร
ครั้นขงจื่อได้เห็นวีรบุรุษที่ตนเคารพนับถือมาช้านาน แม้นจะเป็นเพียงแค่ภาพวาด แต่ก็มีความรู้สึกสนิทสนมจนทำให้ต้องยืนพินิจด้วยความเคารพอยู่เนิ่นนาน แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ภาพโจวกงบนฝาผนังมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับที่ตนฝันเห็นเป็นอย่างมาก ขงจื่อจึงยิ่งรู้สึกได้รับกำลังใจขึ้นอย่างล้นหลาม และยืนชมอย่างเคลิบเคลิ้มในพระบารมีจนเหลาจื่อต้องเดินมาเรียกจึงได้ตื่นขึ้นจากภวังค์
ครั้นก้มมองดูด้านล่าง ได้เห็นเครื่องทองสัมฤทธิ์โบราณตั้งอยู่มากมาย โดยแต่ละชิ้นล้วนประณีตและงดงามอย่างลงตัว ขงจื่อยืนชมอยู่พักใหญ่จึงเดินออกจากท้องพระโรงแล้วมุ่งหน้าไปที่ศาลบรรพชนต่อไป
ศาลบรรพชนแห่งนี้เป็นศาลบรรพชนโฮ่วจี้ ซึ่งเป็นปฐมบรรพบุรุษแห่งราชวงค์โจว ตามคำร่ำลือก็คือ มารดาของโฮ่วจี้นามว่าเจียงเอวี๋ยน ได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่ที่นอกเมืองโดยบังเอิญ นางจึงลงไปย่ำรอยเท้านั้นด้วยความสนใจ
แต่จากนั้นไม่นาน นางกลับตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านต่างเห็นเป็นสิ่งอัปมงคล จึงนำทารกไปทิ้งที่ตรอกเล็กแห่งหนึ่ง แต่ม้าและโคต่างหลบหลีกมิได้ก่ออันตรายให้แก่ทารกแต่อย่างใด จึงนำทารกไปทิ้งที่ป่า แต่เด็กมารกก็ยังสามารถแคล้วคลาดจากภยันตรายของสัตว์ร้ายได้อีก จึงนำไปทิ้งที่คูน้ำที่เย็นยะเยือกจนกลายเป็นน้ำแข็ง ปรากฏว่าพญาวิหคก็ยังมากางปีกให้ความอบอุ่นจนคลายหนาว เจียงเอวี๋ยนรู้สึกอัศจรรย์ใจ จึงได้นำทารกกลับมาเลี้ยงดูตามเดิม
โฮ่วจี้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่มาแต่เด็ก ขณะที่เด็กคนอื่นๆ กำลังสนุกสนานกันตามประสาเด็ก โฮ่วจี้กลับปลีกตัวไปปลูกพืชพันธุ์ธัญญหารแต่ลำพัง และพืชพันธุ์ธัญญาหารเหล่านั้นก็ยังสามารถเจริญงอกงามได้อย่างน่าอัศจรรย์
หลังจากโฮ่วจี้เจริญวัยก็มีความตั้งใจบริหารที่นาอย่างแข็งขัน ผลผลิตจึงเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างไม่มีผู้ใดเสมอเท่า กิตติศัพท์ของท่านขจรไกลจนพระเจ้าเหยาได้ทรงทราบ
พระองค์จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นเกษตราจารย์ที่รับผิดชอบอบรมวิธีการเพาะปลูกให้กับประชาชน ประชาชนต่างปรับปรุงวิธีการเพาะปลูกตามที่โฮ่วจี้สอน ผลผลิตของประเทศจึงอุดมสมบูรณ์อย่างไม่เคยปรากฏ ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าเหยาจึงทรงโปรดโฮ่วจี้เป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะในอดีตมักเกิดทุพภิกขภัยอยู่เสมอ แต่หลังจากประชาชนได้ปฏิบัติตามวิธีการเพาะปลูกของโฮ่วจี้แล้ว ปัญหาทั้งหมดล้วนคลี่คลายไปจนสิ้น
ดังนั้นโฮ่วจี้จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ไปกินเมืองที่เมืองอี๋ มีพระนามว่าโฮ่วจี้ (แต่เดิมมีนามว่าชี่ หมายความว่าทอดทิ้ง เหตุเพราะในอดีตได้ถูกทอดทิ้งนั่นเอง)
ขงจื่อได้คำนับอภิวาทต่อพระสาทิสลักษณ์ของโฮ่วจี้ด้วยความเคารพ จากนั้นจึงเดินผละจากศาลบรรพชนไปด้วยความอาลัย แต่ครั้นหันหลังไปก็พบว่าที่เชิงบันไดฝั่งขวาได้มีรูปมนุษย์ทองสัมฤทธิ์ตั้งอยู่รูปหนึ่ง ปากถูกปิดด้วยผ้าไหมสามผืน
ขงจื่อเดินเข้าไปชมด้วยความสนใจ พบว่าที่แผ่นหลังของหุ่นมนุษย์ทองคำได้ถูกสลักด้วยตัวอักษรบรรจงว่า “โบราณกล่าวว่า การเจรจาควรตรึกตรอง อันว่าคนนั้นไซร้ จะต้องระวังนักแล มิกล่าวมาก เพราะยิ่งกล่าวจักยิ่งปราชัย มิทำมาก เพราะยิ่งทำจักยิ่งเป็นภัย พึงตระหนกในกองสุข ก็จักมิทุกข์ในการกระทำ ...”
ขงจื่อรู้สึกชื่นชมคติพจน์ข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงถ่ายทอดให้หนันกงจิ้งสูว่า “วันนี้ได้อ่านคติพจน์จากมนุษย์ทองคำนี้แล้ว จึงรู้ว่าคนเราไม่ควรพูดมาก เพราะยิ่งพูดจักยิ่งปราชัย มิควรทำมาก เพราะยิ่งทำจักยิ่งมีภัย ในคัมภีร์ซือจิงได้กล่าวไว้อย่างดีว่า ‘จงตื่นตัวทุกเพลา ให้ดุจเผชิญเหวลึก ดุจย่ำน้ำแข็งบาง’ เจ้าจะต้องจดจำโอวาทของบูรพชนเอาไว้ให้จงดี พึงรู้ว่าภัยทั้งมวลล้วนกำเนิดจากวาจา ฉะนั้นจะต้องระวังวาจา แลรอบคอบในการกระทำ”
หลังจากได้เยี่ยมชมเป็นเวลานาน เหลาจื่อรู้สึกท้องหิวเป็นกำลัง จึงเชิญศิษย์อาจารย์ทั้งสองไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน
หลังทานอิ่ม ขงจื่อได้ถามขึ้นว่า “ข้าน้อยมีความเข้าใจต่อระเบียบจริยาแต่ละชนิดเพียงผิวเผิน ยังไม่อาจแตกฉานทั้งหมดได้ จึงขอให้ท่านอาวุโสช่วยชี้แนะให้ด้วยเถิด”
เหลาจื่อกล่าวว่า “ระบอบจริยามีความเกี่ยวข้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ในสมัยกษัตริย์อวี่ เฉิงทัง โจวเหวินหวัง โจวอู่หวัง ตลอดจนโจวเฉิงหวังและโจวกง ทุกพระองค์ล้วนทรงผลักดันระบอบการปกครองโดยจริยาทั้งสิ้น ดังนั้นจึงทำให้ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข ทุกคนล้วนเปี่ยมด้วยความจงรักภักดี
แต่ทรราชเซี่ยเจี๋ยและซังโจ้วหวังกลับทรงดำเนินในทางที่กลับกัน โดยทรงทำลายระบอบจริยา ทำลายการปกครองแห่งเมตตาธรรม จนทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย ปวงชนประสบแต่ความเดือดร้อนทุกหัวระแหง จึงทำให้ประชาชนต่างพร้อมใจกันโค่นล้มพระราชอำนาจ ฉะนั้นเหล่าธีรราชแต่จำเนียรกาลมาล้วนต้องทรงดำเนินการปกครองตามครรลองแห่งฟ้า เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนให้สถาพรสืบไป”
ขงจื่อกล่าวว่า “ความหมายของการบูชากลางแจ้งนั้นเป็นเช่นไร?”
“การบูชาที่ประกอบพิธีที่กลางแจ้งนั้น แท้ก็คือการบูชาฟ้าและดิน โดยจะบูชาฟ้าเมื่อเหมันตฤดู และจะบูชาดินเมื่อคิมหันตฤดู”
ขงจื่อถามขึ้นอีกว่า “แล้วขั้นตอนที่พระมหากษัตริย์ทรงบูชาฟ้าดินนั้นเป็นอย่างไร?”
เหลาจื่อตอบว่า “ก่อนอื่นจะต้องประกอบพิธีอ่านบทอาราธนาในศาลบรรพชนเพื่อเลือกลัคนาฤกษ์ จากนั้นอ่านบทอาราธนาการทำนาย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการทำนายมักจะใช้กระดองเต่าและหญ้าฉีเฉ่า ในวันที่ประกอบพิธีทำนาย พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่วังวารี ณ สนามยิงธนู เพื่อรับบทปฏิญาณตนจากผู้ประกอบพิธี หลังเสร็จสิ้นพิธี ก็จะนำบทปฏิญาณตนนี้ไปประกาศบนประตูเมืองนอกพระมหาราชวัง เพื่อเป็นการประกาศแก่ข้าราชบริพารให้ทำการถือศีลกินเจ
ครั้นถึงวันมหาพิธีบูชาฟ้า ผู้คนทั้งหมดจะต้องอยู่ในอาการสำรวม แม้นจะมีผู้ใดที่เสียชีวิตในวันนั้น ญาติมิตรของผู้วายชนม์ก็ต้องห้ามแสดงอาการโศกเศร้าใดๆ ทั้งสิ้น
ในวันนั้น พระเจ้าแผ่นดินจะทรงฉลองพระองค์ชุดหนังยาว ทรงประทับพระราชรถที่ไม่มีการตกแต่ง และจะเสด็จภายใต้การนำขบวนของธงตราสัญลักษณ์นาค พยัคฆ์ ตะวัน จันทราไปสู่พระแท่นบูชา จากนั้นจะทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดปักลายมังกรสำหรับจอมขัตติยะที่ใช้เฉพาะในพิธีบูชาฟ้า อีกทรงสวมพระมาลาทรงแบนที่ประดับด้วยม่านหยกที่ห้อยย้อยบังพระพักตร์ ๑๒ เส้น จากนั้นจะทรงถวายธูปและอ่านบทพิธีอัญเชิญ”
ขงจื่อกล่าวว่า “ข้าน้อยได้เคยฟังถันจื่อเล่าให้ฟังว่า หากทุกครัวเรือนสามารถเจริญจริยาได้ทุกเรื่องราว พี่น้องก็จักปรองดอง หากสตรีสามารถเจริญจริยาได้ทุกเรื่องราว ครอบครัวก็จะสมานฉันท์ หากจอมขัตติยะทรงสามารถเจริญจริยาได้ทุกพระราชกรณียกิจ ข้าราชบริพารทุกหมู่เหล่าจักล้วนภักดี หากข้าราชบริพารสามารถเจริญจริยาได้ทุกเรื่องราว ก็จักอนุชิตเหนือข้าศึก แต่หากสิ่งเหล่านี้มิได้ถูกนำไปปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ปรากฏจะเป็นเช่นไรฤๅ?”
เหลาจื่อกล่าวว่า “หากคนเราไม่ดำเนินตามระบอบแห่งจริยาแล้ว ก็จะเป็นเช่นคนตาบอดขี่ม้าที่หารู้ภัยแห่งหุบเหวไม่ ซึ่งจะส่งผลให้พี่น้องแตกแยก ครอบครัวแตกใจ กษัตริย์โฉดเขลา ขุนนางไร้จรรยา พลทหารแพ้พ่าย ภัยพิบัติมากมายนั่นเอง”
ในเวลานี้ พลันได้ยินคนใช้ส่งข่าวแจ้งว่าฉางหงมาเยือน เหลาจื่อจึงทำการแนะนำให้แก่ขงจื่อและหนันกงจิ้งสูรู้จัก พร้อมทั้งบอกเจตนาการขอเรียนดนตรีของขงจื่อให้ฉางหงทราบ
ฉางหงเป็นชายวัย ๔๐ กว่า หน้าเหลี่ยมตาโต ท่าทางกระฉับกระเฉงงามสง่า ใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอิบ หลังจากได้ฟังคำแนะนำจบ ได้พูดถ่อมตัวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าน้อยด้อยความสามารถ เกรงว่าหากถามแล้วตอบไม่ได้ ก็จักอับอายขายหน้าเสียเปล่า?”
ขงจื่อกระทำการเคารพว่า “ขอให้ท่านอย่าได้ถ่อมตัวเลย ข้าน้อยเองยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ อย่างดนตรีอู่มีความลึกซึ้งพิสดาร ซึ่งยังมีหลายจุดที่ยังมิอาจเข้าถึงได้ จึงขอเรียนถามถึงความหมายของคำว่า ‘อู่จือเจี้ยจืออี๋จิ่ว’ นั้นเป็นไฉน?”
ฉางหงตอบว่า “คำๆ นี้มีความหมายว่าการประกอบกิจใดจะต้องรู้จักเลือกเฟ้นจังหวะและเวลาให้เหมาะสม เพื่อจะได้บรรลุผลโดยสมบูรณ์แบบ”
ขงจื่อตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง จึงถามขึ้นอีกว่า “คำว่า ‘ฉืออี่เอ๋ออิ้ว จิ่วลี่อวี๋จุ้ย’ นั้นมีความหมายว่ากระไรฤๅ?”
ฉางหงอธิบายว่า “บทเพลงอู่นี้ล้วนสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระเจ้าโจวอู่หวังทั้งสิ้น อันคำว่า ‘ฉืออี่เอ๋ออิ้ว’ นั้นเป็นการพรรณนาเหตุการณ์การเสด็จอย่างยากลำบากเมื่อตอนที่ไปปราบทรราชซังโจ้วหวัง ส่วน ‘จิ่วลี่อวี๋จุ้ย’ นั้น เป็นการพรรณนาถึงเหตุการณ์ตอนที่พระองค์ทรงยืนคอยเหล่าขุนนางทุกหัวเมืองมาถวายพระพรอยู่เป็นเวลานานนั่นเอง”
ครั้นอธิบายจบ ฉางหงก็เดินไปที่โต๊ะพิณและเริ่มบรรเลงเพลงอู่ตั้งแต่ต้นจนจบ เสียงพิณมีความไพเราะเสนาะโสต จังหวะเพลงมีจังหวะขึ้นลงนิ่มนวลดุจกระแสคลื่นบนผิวน้ำ ในยามที่เสียงพิณชะลอก็ไพเราะประหนึ่งธารน้ำไหลรินอย่างอ่อนโยน ในยามที่กังวานจับจิตก็พลิ้วไหวราวผีเสื้อที่โบกปีกโผบิน ในยามที่ไล่เสียงสูงกระหน่ำทรงพลังก็เสมือนหนึ่งทัพม้าที่ฟันฝ่าสมรภูมิ ในยามที่เสียงพิณดังกำจายก็ประดุจสายน้ำตกกระทบเหวลึกแตกกระเซ็นสนั่นภพ
ขงจื่อนั่งฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม จนประหนึ่งว่าตนได้อยู่ในเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่พระมหาราชโจวอู่หวังทรงกรีฑาทัพใหญ่ออกปราบกบฏทั้งเหนือใต้ และเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ทุกหัวเมืองมาร่วมกันถวายพระพร
ในที่สุด เสียงพิณก็จบลงด้วยจังหวะที่นิ่มนวลอย่างไม่รู้ตัว ครั้นสิ้นเสียงเพลง ขงจื่อจึงตื่นขึ้นจากภวังค์และกล่าวยกย่องชมเชยมิขาดปาก
ฉางหงกล่าวว่า “เพลงนี้มีทั้งหมด ๖ ตอน ตอนที่หนึ่งเป็นจังหวะตีกลองออกศึก ตอนที่สองเป็นจังหวะโค่นราชวงศ์ซัง ตอนที่สามเป็นจังหวะยอทัพกลับปราบทักษิณ ตอนที่สี่เป็นจังหวะกู้มั่นแผ่นดินใต้ ตอนที่ห้าเป็นจังหวะแบ่งกิจบริหาร ตอนที่หกคือจังหวะสดุดีพระบารมี”
ครั้นขงจื่อได้ฟังคำอธิบายจากฉางหงแล้วก็ตื่นแจ้งเข้าใจในจังหวะเพลงอู่ได้โดยตลอด มีความรู้สึกปลื้มปีติในความอลังการแห่งดนตรีอย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งสองต่างสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างเป็นกันเอง แต่แล้วขงจื่อก็เปลี่ยนเรื่องพูดขึ้นว่า “ระหว่างดนตรีเสาและดนตรีอู่ ข้ายังมิอาจแยกแยะได้ว่าเพลงใดดีที่สุด จึงขอให้ท่านได้โปรดชี้แนะด้วยเถิด?”
ฉางหงตอบว่า “ดนตรีเสาเป็นเพลงที่บรรเลงถึงพระเจ้าซุ่น ส่วนดนตรีอู่เป็นเพลงที่บรรเลงถึงพระเจ้าโจวอู่หวัง หากจะกล่าวในแง่พระเกียรติคุณแล้ว พระเจ้าซุ่นจะทรงสืบสานระบอบการปกครองมาแต่กษัตริย์เหยา ส่วนพระเจ้าโจวอู่หวังนั้นทรงปราบทรราชซังโจ้วหวังแลช่วยเหลือพสกนิกรให้พ้นทุกข์ภัย จึงเรียกได้ว่าทั้งสองพระองค์ต่างมีพระเกียรติคุณที่ไม่ต่างกัน
แต่หากจะกล่าวถึงความไพเราะของทั้งสองบทเพลงแล้ว ด้วยความรู้อันน้อยนิดของข้านั้น ข้าเห็นว่าดนตรีเสามีความเสนาะระรื่นหู มีความงดงามทั้งเสียงเพลงและความหมาย จึงเรียกได้ว่ามีพร้อมทั้งความงามและความเลิศ แต่ในส่วนของดนตรีอู่ แม้นจะมีท่วงทำนองอันไพเราะ แต่ความหมายของเนื้อร้องกลับมีความลึกซึ้งจนยากแก่การเข้าใจ ดังนั้นจึงมีแต่เพียงความพร้อมในด้านความงามเพียงด้านเดียว โดยหาได้มีความเลิศไม่”
ขงจื่อได้ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงเพลงและความหมายต่ออีกพักหนึ่ง จนเมื่อเวลาคล้อยค่ำแล้ว ฉางหงจึงลุกขึ้นกล่าวอำลา ส่วนขงจื่อและหนันกงจิ้งสูก็ถือโอกาสกล่าวอำลาเหลาจื่อและกลับไปยังที่พักด้วยเช่นกัน
ขงจื่อได้ขอคำแนะนำจากเหลาจื่อต่อจากนั้นอีกหลายวัน เห็นว่าได้ควรแก่โอกาส ทั้งสองจึงขออำลากลับแคว้นหลู่
เหลาจื่อเดินไปส่งด้วยความอาลัยว่า “ข้าได้ยินมาว่า ในยามที่ต้องอำลา บูรพชนจะมอบของขวัญให้เป็นที่ระลึกแก่มิตรสหาย โดยคนที่มีฐานะจะให้เป็นเงินทอง ส่วนคนที่มีคุณธรรมความรู้ก็จะให้เป็นอุทาหรณ์ ข้าเองหาได้เป็นผู้มั่งคั่งแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจึงขอมอบอุทาหรณ์ไว้เป็นที่ระลึกแก่ท่าน
ข้าคิดว่า ประการที่หนึ่ง สิ่งต่างๆ ที่ท่านกำลังศึกษาร่ำเรียนมานี้ โดยมากจะเป็นสิ่งที่บูรพชนได้ตกทอดมาแต่โบราณ สำหรับสิ่งเหล่านี้ ท่านหาควรยึดถือเป็นกฎเข้ทงวดจนมิยอมเปลี่ยนแปลงไม่
ประการที่สอง แม้นมีกำหนดว่าคนมีฐานะควรต้องมีพาหนะในการเดินทาง แต่หากเงื่อนไขมิอำนวย พลิกแพลงสักหน่อยก็เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ อย่าได้เอาแต่ดื้อรั้นตามจารีตโบราณเสียทั้งหมด
ประการที่สาม คนที่มีคุณธรรมความรู้จะเป็นคนที่มีความสุขุมลุ่มลึก โดยจะมิเปิดเผยความสามารถตนให้คนล่วงรู้ อันเป็นดั่งพ่อค้าแม่ขายที่จะไม่นำของมีค่ามาอวดที่นอกร้านนั่นเอง”
โอวาทของเหลาจื่อเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนชี้ตรงที่จุดอ่อนของขงจื่อทั้งสิ้น ขงจื่อตรึกตรองอยู่พักหนึ่งแล้วจึงกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “การมาเยือนเมืองหลวงในครั้งนี้ ได้รับความกรุณาจากท่านอาวุโสมากมาย ข้าน้อยได้รับความรู้มหาศาลจนมิอาจพรรณนาความให้สิ้นได้ สำหรับโอวาทของท่านอาวุโสนั้นข้าน้อยจะขอจดจำไว้ชั่วชีวิต” หลังจากได้กล่าวขอบคุณ ทั้งหมดจึงขึ้นรถและเดินทางจากไป
ครั้นขงจื่อได้กลับถึงเมืองหลู่ ก็รีบเดินทางเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าถวายรายงานให้หลู่เจากงได้ทรงทราบ หลังเสร็จจากการเข้าเฝ้าจึงค่อยเดินทางกลับบ้านพบครอบครัวและลูกศิษย์ทั้งหลาย
หยั่นเกิงถามว่า “กราบเรียนอาจารย์ ท่านเหลาจื่อเป็นคนเช่นไรฤๅ?”
ขงจื่อตอบว่า “เรื่องนี้อธิบายได้ยากยิ่ง ข้ารู้ว่าวิหคสามารถโผบิน บางครั้งมันอาจจะบินหายเข้าไปในกลีบเมฆ หรืออาจจะเหินท่องไปในนภาตามที่ใจปรารถนา แต่มันก็ยังหาอาจหลบหนีลูกธนูของนายพรานไม่
ข้ารู้ว่ามัจฉาชาติสามารถแหวกว่ายในสาคร มันสามารถดำมุดสู่ก้นสมุทรนานเท่าที่ใจประสงค์ แต่ที่สุดก็ยังหาอาจรอดพ้นจากบ่วงแหไม่
ข้ารู้ว่าจตุรบาทมีความชำนาญในการวิ่ง แต่ไม่ว่าจะวิ่งได้เร็วสักปานใด ที่สุดก็ยังต้องถูกจับโดยกับดักของมนุษย์อยู่ดี
ในโลกนี้ก็คงมีเพียงมังกรเท่านั้นที่คนเรามิอาจควบคุม มันสามารถบินเหินไปทั้งสี่คาบสมุทร มันสามารถโจนทะยานไปในนภากาศ ไม่ว่าจะเป็นชั้นฟ้าใดก็สามารถไปถึงได้ตามใจปรารถนา หรือกระทั่งคิดจะมุดลงสู่ปฐพี ปฐพีก็หาอาจเป็นอุปสรรคแก่มังกรไม่ ข้ามิอาจเข้าใจได้ว่าท่านเหลาจื่อเป็นคนเช่นไร อาจเป็นไปได้ว่าท่านคือมังกรกระมัง”
นับแต่นั้น ขงจื่อได้เริ่มถ่ายทอดจริยาที่ได้ร่ำเรียนจากเหลาจื่อให้เหล่าลูกศิษย์ ทั้งยังได้แจกแจงให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองของเมืองหลู่ในปัจจุบัน ขงจื่อมีความรู้สึกว่าจริยาของราชวงศ์โจวมีความสลับซับซ้อนจนยากแก่การเข้าใจ แต่หากสามารถเข้าใจและปฏิบัติได้โดยครบถ้วนแล้ว เช่นนี้ก็จักชนะใจประชาแลดูแลประเทศชาติให้สงบร่มเย็น ดังนั้นขงจื่อจึงเพียรพยายามวาดผังงานนี้ไว้ เพื่อจะได้กราบบังคมทูลให้หลู่เจากงได้ทรงผลักดันจริยาแห่งราชวงศ์โจวเมื่อโอกาสอำนวยสืบไป
เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ขณะที่ขงจื่อกำลังประสิทธิ์วิชาให้เหล่าลูกศิษย์ ทันใดจื่อลู่ก็วิ่งถลันเข้ามาหา ขงจื่อกล่าวว่า “จื่อลู่ เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังสอนจริยาของราชวงศ์โจวอยู่พอดี เจ้ามาฟังด้วยกันสิ”
จื่อลู่พูดว่า “ท่านอาจารย์ จริยาล่มสลายไปแล้ว ยังจะมีใครคิดที่จะปฏิบัติตามระบอบจริยากันอีกเล่า?”
ขงจื่อตำหนิจื่อลู่ที่พูดจาโดยไม่ยั้งคิดว่า “จื่อลู่ เจ้าก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ควรด่วนสรุปอะไรเร็วเกินไปนัก”
จื่อลู่กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ โปรดฟังข้าก่อน เพราะตอนนี้อุปราชจี้ผิงจื่อได้ใช้พิธีอัฏฐสังคีตบูชาบรรพชนของตนแล้ว ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้มิใช่หรือว่า อัฏฐสังคีตคือพิธีที่ใช้เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ แม้แต่พวกเหล่าเจ้าเมืองก็ใช้ได้เพียงฉกสังคีตเท่านั้น จี้ผิงจื่อเป็นเพียงขุนนางหัวเมือง ตามหลักแล้วควรที่จะใช้เพียงจตุสังคีตจึงถูก แต่เขากลับใช้อัฏฐสังคีตอย่างเปิดเผย นี่มิใช่เป็นการขัดต่อระบอบจริยาดอกหรือ ?”
ขงจื่อขึ้งโกรธจนหน้าแดงก่ำ อณูรูขนล้วนลุกชันด้วยอารมณ์โทสะ
จื่อลู่เล่าต่อไปอีกว่า “ตอนนี้เขายังสร้างลับแลกั้นประตูอีกด้วย”
ขงจื่อบันดาลโทสะอย่างรุนแรงว่า “มีอย่างนี้ซะที่ไหนกัน หากเรื่องนี้ยังทนได้ แล้วยังจะมีอะไรที่ทนไม่ได้อีก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าศิษย์เห็นขงจื่อแสดงอารมณ์โกรธอย่างรุนแรง ดังนั้นทุกคนจึงนิ่งอึ้งมิพูดจา
แต่เหตุใดขงจื่อจึงโกรธถึงเพียงนี้ล่ะ? ที่แท้ตามลักษณะตัวบ้านในสมัยก่อน หากเปิดประตูใหญ่ ผู้คนภายนอกจะสามารถมองทะลุไปถึงสวนหลังบ้านได้อย่างง่ายดาย
เนื่องจากพระราชวังเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้พระราชวังเป็นที่รโหฐานส่วนพระองค์แล้ว จึงได้สร้างประตูที่ไม่ติดกำแพงเป็นลับแลกั้นระหว่างระเบียงหน้าและระเบียงหลัง และประตูที่ใช้สำหรับเป็นลับแลกั้นบานนี้จะไม่เปิดใช้ในโอกาสทั่วไป หากจะเปิดเฉพาะในตอนมหาพิธีเท่านั้น ดังนั้นจึงเรียกว่าประตูพิธี ซึ่งอัฏฐสังคีตและประตูพิธีล้วนเป็นเครื่องยศเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
แต่อำมาตย์หัวเมืองธรรมดาอย่างจี้ผิงจื่อกลับนำมาใช้อย่างเปิดเผย ด้วยเหตุนี้ ขงจื่อจึงมุ่งตรงสู่วังหลวงเพื่อกราบทูลให้หลู่เจากงได้ทรงทราบ
หลู่เจากงได้ทรงทราบเรื่องของจี้ผิงจื่อมาก่อนแล้ว แต่ครั้นได้ยินคำกราบทูลจากขงจื่ออีกก็ยิ่งพิโรธมากขึ้นเป็นทวี จึงตรัสอย่างมีพระอารมณ์ว่า “จี้ผิงจื่อมีอำนาจบริหารอยู่ในมือ จึงมักจะกระด้างกระเดื่องต่อข้าอยู่เสมอ ข้าถือว่ามันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงและคิดหาทางกำจัดมาโดยตลอด แต่เสียอยู่ที่มันครอบครองอำนาจการบริหารไปถึงครึ่งแผ่นดิน ทั้งยังครอบครองสิทธิ์ขาดทางกองทัพไว้อีกต่างหาก ข้าจึงมิใช่คู่ปรับของเขา ตามความเห็นของท่านฟูจื่อ คิดว่ายังพอมีวิธีกำจัดเขาประการใดหรือไม่?”
ขงจื่อนิ่งตรองอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องยอมจำนนต่อความจริง ขงจื่อเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังแล้วจึงทูลด้วยเสียงอันเบาว่า “เรื่องเล็กไม่อดก็จักเสียการใหญ่ ตอนนี้ฝ่าบาทจะต้องทรงอดพระทัยเอาไว้เพื่อรอโอกาสที่เหมาะจะดีกว่า”
หลู่เจากงทรงกลุ้มพระทัย สีพระพักตร์หม่นหมอง จึงได้แต่สูดลมหายใจและตรัสว่า “จี้ผิงจื่อมีตำแหน่งเป็นถึงอุปราช มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับไม่สนใจการบ้านการเมือง เอาแต่เสพเหล้าเคล้านารีอยู่ทุกวัน พวกเหล่าขุนนางก็ไม่ปรองดอง ซ้ำปีนี้ยังต้องประสบภัยธรรมชาติอีกต่างหาก ตอนนี้ข้าวยากหมากแพง ความหนาวและความหิวโหยต่างกระหน่ำซ้ำเติมจนประชาชนเริ่มสิ้นศรัทธาต่อบ้านเมืองแล้ว หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไป ก็จักเกิดมหันตภัยในไม่ช้า”
ขงจื่อทูลว่า “ภูเขาน้ำแข็งหาได้ก่อขึ้นด้วยความหนาวเพียงราตรีเดียวไม่ ในเมื่อเหตุการณ์ได้เป็นถึงเช่นนี้ ก็คงได้แต่คิดการระยะยาวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากได้สนทนาการบ้านการเมืองจบ ขงจื่อก็กราบบังคมลากลับ
ด้วยความรู้และอุปนิสัยของขงจื่อ จึงทำให้หลู่เจากงทรงรู้สึกเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา หลู่เจากงก็ทรงเรียกหาขงจื่อเข้าร่วมปรึกษาข้อราชการอยู่เสมอ กอปรกับชื่อเสียงของขงจื่อนับวันยิ่งระบือไกล ลูกศิษย์จึงยิ่งทวีจำนวนมากยิ่งขึ้น แต่คาดไม่ถึงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา หลู่เจากงจะมีแต่ทรงเรียกขงจื่อเพื่อปรึกษาข้อราชการเพียงอย่างเดียว โดยหาได้มีพระดำริที่จะแต่งตั้งให้รับราชการไม่
ขงจื่อจึงได้แต่ตั้งใจศึกษาแลประศาสน์วิชาให้เหล่าลูกศิษย์ต่อไป ท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ว่า “อย่ากลุ้มเรื่องการไร้ตำแหน่ง หากควรกลุ้มว่าตนไร้ความรู้ความสามารถพอต่อตำแหน่งนั้น อย่าได้กลุ้มว่าคนอื่นไม่รู้เรา หากควรกลุ้มว่าตนไร้คุณธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ต่างหาก” เพราะขงจื่อมีความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่ง เขาจะต้องมีโอกาสได้รับใช้ประเทศชาติอย่างแน่นอน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา