29 ธ.ค. 2025 เวลา 04:34 • หุ้น & เศรษฐกิจ

พลังงานนิวเคลียร์: อาวุธลับของจีนในศึก AI - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

ถ้าถามว่าในที่สุด ชาติใดจะขึ้นมาเป็น “ผู้นำเทคโนโลยี AI” ผมคิดว่า เราไม่ควรมองเพียงว่าใครมีโมเดลเก่งกว่ากัน หรือใครมีนักวิจัย AI มากกว่ากัน แต่ต้องถามคำถามที่พื้นฐานกว่านั้นว่า ใครมีไฟฟ้าพอเลี้ยงสมองกลทั้งประเทศได้อย่างมั่นคง ในต้นทุนที่รับได้
คำตอบ คือ จีน และ “อาวุธลับ” ของจีนในเกมการแข่งขันเรื่อง AI ก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งล่าสุดบิล เกตต์เองก็ยังออกมาแสดงความกังวลว่านี่อาจเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนต่อไปในอนาคต
AI ในวันนี้คือฐานและพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ ต่างกันแค่แทนที่จะใช้เหล็ก น้ำมัน และแรงงานคนแบบอุตสาหกรรมในอดีต AI ต้องการชิป การประมวลผล และไฟฟ้าพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาล
องค์กรอย่าง International Energy Agency (IEA) ประเมินว่า ศูนย์ข้อมูล (data centers) ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้าเพิ่มจน “เกือบเท่าตัว” ภายในปี 2030 โดยการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์จะเติบโตปีละประมาณ 15% ซึ่งเป็นการเติบโตมากกว่าการใช้ไฟฟ้าจากภาคอื่น ๆ หลายเท่า
ประเด็นของเรื่องคือ ไฟฟ้าปริมาณขนาดนี้ หากใช้ถ่านหินและก๊าซมากเกินไป เราก็จะเกิดวิกฤตโลกร้อนและผิดจากเป้าหมาย Net Zero แต่หากใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแดด ก็เจอปัญหาความไม่เสถียร เช่น ไม่มีลมไม่มีแดดก็ไม่มีไฟ พลังงานนิวเคลียร์จึงกลับมาเป็นพระเอกในบทใหม่ของโลกพลังงาน
2
จีนกำลังลงทุนมหาศาลในพลังงานนิวเคลียร์ ข้อมูลของ US Energy Information Administration (EIA) จนถึงเดือนเมษายน 2024 จีนมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เดินเครื่องแล้ว 55 เครื่อง กำลังการผลิตสุทธิราว 53 กิกะวัตต์
ที่สำคัญกว่านั้นคือ จำนวนเตาที่กำลังก่อสร้าง รายงานจาก Global Energy Monitor ระบุว่า จีนขยายกำลังนิวเคลียร์ด้วยความเร็วสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก มีเตาปฏิกรณ์ที่ก่อสร้างอยู่หลายสิบเครื่อง และจีนเป็นประเทศที่เริ่มสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ในปี 2024 มากที่สุดในโลก
นอกจากนั้น จีนได้บุกเบิกนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่านิวเคลียร์แบบเดิม
นั่นคือ Small Modular Reactor (SMR) โครงการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Linglong-1 (ACP100) ของ China National Nuclear Corporation (CNNC)
Linglong-1 เป็น SMR เชิงพาณิชย์บนบกแห่งแรกของโลกที่ผ่านการทบทวนด้านความปลอดภัยจาก IAEA และได้รับฉายาว่าเป็น “พาวเวอร์แบงค์นิวเคลียร์ (nuclear power bank)” ซึ่งจะเริ่มใช้งานจริงในปีใหม่นี้ (ค.ศ. 2026)
SMR แบบนี้สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กลง ใช้เวลาสร้างน้อยกว่านิวเคลียร์โรงใหญ่ สามารถวางใกล้เมืองอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ใกล้คลัสเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานชิป
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 รัฐบาลจีนประกาศแผนการ “Eastern Data, Western Computing” (东数西算) แนวคิดคือ ใช้พื้นที่ภาคตะวันตกที่มีทรัพยากรพลังงานมากและที่ดินราคาถูก มาตั้งศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่ แล้วเชื่อมข้อมูลจากมหานครฝั่งตะวันออก การออกแบบแบบนี้ “เข้าทางนิวเคลียร์” เพราะสามารถวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR ใกล้ ๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่โล่งห่างไกลเมืองใหญ่ในภาคตะวันตก ลดแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองชายฝั่งภาคตะวันออกที่ใช้ไฟหนาแน่นอยู่แล้ว
1
ในระยะยาว จีนไม่ได้มองเพียงว่าจะใช้พลังงานนิวเคลียร์หล่อเลี้ยง AI ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมองเห็นโอกาสที่จะส่งออกแพ็คเกจโครงสร้างพื้นฐาน “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก + ดาต้าเซ็นเตอร์ + โครงข่ายโทรคมนาคม” ไปยังประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ อีกด้วยในอนาคต
หาก Linglong-1 หรือ SMR รุ่นต่อ ๆ ไปถูกพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง จีนก็จะสามารถเสนอ “ดีลโครงสร้างพื้นฐานชุดใหญ่” ให้ประเทศในเอเชีย แอฟริกา หรือภูมิภาคอื่น ๆ จัดหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก สร้างดาต้าเซ็นเตอร์เชื่อมต่อโครงข่ายคลาวด์และแพลตฟอร์ม AI จากจีน
1
หากจะบอกว่า “พลังงานนิวเคลียร์ทำให้จีนเป็นผู้นำ AI” คงเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะการแข่งขัน AI ยังขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ทั้งชิป กฎระเบียบ เสรีภาพในการทดลอง ทุนเอกชน ฯลฯ
แต่สิ่งที่เราเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือ AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และกำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของโลก หากในศตวรรษที่ผ่านมา เรามองมหาอำนาจผ่านกำลังทหาร น้ำมัน และดอลลาร์ ในศตวรรษนี้ เราอาจต้องเริ่มมองเกมมหาอำนาจผ่านพลังงานสะอาดที่นำไปใช้เลี้ยงสมองกลได้
1
และในสมรภูมิใหม่นี้ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของจีน ทำให้จีนเข้าใกล้สถานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับโลกยุค AI เต็มรูปแบบที่กำลังจะมาถึง
โฆษณา