5 ม.ค. เวลา 04:00 • ข่าว

📂 กรมธรรม์ไม่พูด ศาลต้องตีความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2558)

ตอนที่ 3 : ผู้มีส่วนได้เสีย คือใครในสายตากฎหมาย 👁️📜
📖 คำกฎหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ความหมายไม่ธรรมดา
เมื่อคดีเข้าสู่ศาล คำหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวางไว้กลางห้องพิจารณาคือคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย” คำที่ดูเหมือนเข้าใจง่ายในภาษาพูด แต่ในภาษากฎหมายกลับมีน้ำหนักมากพอจะชี้เป็นชี้ตายคดีได้ เพราะหากศาลเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย สัญญาประกันภัยทั้งหมดก็อาจกลายเป็นโมฆะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ทันที โดยไม่ต้องพิจารณาแม้แต่เรื่องข้อยกเว้นใดๆ
⚖️ หลักกฎหมายที่วางไว้ ไม่ได้วัดแค่สายเลือด
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักไว้ว่า ผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย เพื่อป้องกันไม่ให้การทำประกันกลายเป็นการหวังผลจากความตายหรือความเสียหายของผู้อื่น แต่ “ส่วนได้เสีย” ตามกฎหมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ หรือมีผลประโยชน์ทางทรัพย์สินเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดภาระ หน้าที่ หรือความผูกพันที่แท้จริงในชีวิตด้วย
👥 ความสัมพันธ์ในครอบครัว กับน้ำหนักทางกฎหมาย
ในคดีนี้ โจทก์ไม่ใช่คนแปลกหน้า ไม่ใช่เพื่อนห่างๆ แต่เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ทั้ง 2 อาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด โจทก์เป็นผู้จัดการศพ เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตายของน้องชาย ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงสายเลือด แต่เป็นความผูกพันที่ก่อให้เกิดความเสียหายจริงเมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น
📝 ความตั้งใจของคู่สัญญาที่สะท้อนในเอกสาร
ศาลยังพิจารณาไปถึงวันที่ทำประกันภัยว่า ใครเป็นผู้ยื่นคำขอ ใครเป็นผู้รับประโยชน์ และบริษัทประกันรับรู้ข้อมูลใดบ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า บริษัททราบตั้งแต่ต้นว่าโจทก์เป็นพี่สาวของผู้เอาประกัน และยอมรับสถานะนั้นโดยออกกรมธรรม์ ระบุชื่อและความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจน หากบริษัทเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เหตุใดจึงรับประกันภัยตั้งแต่แรก นี่คือคำถามที่ศาลไม่อาจมองข้ามได้
⏱️ การยอมรับโดยปริยายที่เกิดขึ้นตามพฤติการณ์
เวลาผ่านไปกว่า 4 ปีนับแต่วันทำสัญญา บริษัทประกันไม่เคยทักท้วงสถานะของโจทก์ จนกระทั่งเกิดเหตุเสียชีวิตและมีการเรียกร้องค่าสินไหม การยกข้ออ้างว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในชั้นคดี จึงถูกมองว่าเป็นการอ้างเหตุภายหลัง ไม่ใช่ข้อกังขาที่มีอยู่ตั้งแต่ต้น พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าบริษัทได้ยอมรับสถานะของโจทก์ไปแล้วโดยปริยาย
⚖️ เส้นแบ่งระหว่างเจตนากับตัวบท
ศาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างตัวบทกฎหมายที่ต้องเคร่งครัด กับเจตนาที่แท้จริงของการทำประกันภัยในครอบครัวหนึ่ง หากมองเพียงตัวอักษรอย่างแคบ คำว่า “ส่วนได้เสีย” อาจถูกตีความจำกัด แต่หากมองตามเจตนาแห่งกฎหมายและข้อเท็จจริงในชีวิตจริง ความสัมพันธ์ของโจทก์กับผู้ตายย่อมก่อให้เกิดส่วนได้เสียอย่างแท้จริง และเป็นส่วนได้เสียที่กฎหมายตั้งใจจะคุ้มครอง ไม่ใช่ปิดกั้น
🔍 คำตอบที่นำไปสู่คำถามถัดไป
เมื่อภาพของ “ผู้มีส่วนได้เสีย” เริ่มชัดขึ้น คดีนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่สถานะของโจทก์อีกต่อไป หากกำลังจะก้าวเข้าสู่ประเด็นที่คมยิ่งกว่า นั่นคือ แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องแล้ว แต่การตายของผู้เอาประกันจะถูกตัดสิทธิด้วย “ข้อยกเว้นทะเลาะวิวาท” หรือไม่ ซึ่งเป็นสมรภูมิทางกฎหมายที่รอการตัดสินอย่างจริงจังในตอนถัดไป ⚖️📘
โฆษณา