29 ธ.ค. 2025 เวลา 16:44 • หุ้น & เศรษฐกิจ
My DCA Project Ep 5: "เดือนที่ 7"
ปีนี้ ในที่สุด หลังจากที่ผมได้เขียนโม้อะไรต่าง ๆ ใน Blockdit Invest มา 2 ปี ผมก็ได้ตัดสินใจทำพอร์ต DCA ประจำช่องของตัวเองจนได้ และตอนนี้ผมก็ทำมันมาได้เป็นเวลาถึง 7 เดือนแล้ว
ต้องขอบคุณช่อง YouTube พี่แดม ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำตาม เพราะผมมีไอเดียอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ลังเลมาตลอด ผมเคยกดลบบัญชี Blockdit อันนี้มาแล้วครั้งนึงด้วยซ้ำ เพื่อจะได้เลิกขาดเสียที
แต่ในช่วง 1 วันก่อนบัญชีจะโดนปิดถาวร ระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน ผมก็ไปเห็นช่องพี่แดม ทำ Project DCA ให้ลูก
คลิปนั้นทำให้ผมมีไฟอยากทำ Project นี้อีกครั้ง
และตอนนี้ก็อดทนทำมาได้ 7 เดือนแล้วครับ
ผมขอสรุปสิ่งที่ทำมาในปีนี้ เป็นดังต่อไปนี้ครับ
- ในตอนแรก กลยุทธ์การลงทุนในพอร์ตนี้ คือจะ DCA หุ้น 40 ตัว ที่ผมชอบ ตัวละ 100 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 30 ปี
เพราะผมจะทดสอบสมมติฐาน ที่ผมเคยมองย้อนหลังไปว่า ถ้าเรา DCA หุ้นเทพ ที่มี
- ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
- เติบโตได้ในอัตราที่ดี ในระยะยาวเป็นเวลาหลายปี
- เป็นเครื่องจักรผลิตเงินสด
- สร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนได้ดี คือนำกระแสเงินสดที่ทำได้กลับไปลงทุนเพิ่ม แล้วยังทำอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน ได้สูง ไม่ตกไปจากอัตราเดิมมาก
โดยเราแค่กระจายความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องถือกระจุกตัวเกินไป ถือ 20 - 30 ตัวก็ได้ ถ้าแต่ละตัว มีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ตามเกณฑ์ที่ผมกล่าวมา
เราก็ยังมีโอกาสทำผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นในระยะยาว เอาชนะดัชนีอย่าง S&P500 ได้แบบขาดลอย
นี่คือสมมติฐานที่ผมเคยทดสอบในช่วงกรอบเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาครับ
พอได้ Back-test ผ่านการทำ Simulation แล้ว ก็เลยอยากลองกับตัวเองบ้างว่า ถ้าทำตามนี้ต่อไป สุดท้ายในอีก 30 ปีข้างหน้า ผลมันจะยังเป็นแบบที่ผมเชื่ออยู่หรือไม่
แต่จากหุ้น 40 ตัวที่ตั้งใจ ตอนนี้ก็งอกเพิ่มมาเป็น 52 ตัวแล้วครับ
แต่ผมก็ได้ปรับกลยุทธ์ในการลงทุนใหม่เหมือนกัน คือจะไม่ได้ DCA ตัวละ 100 บาทต่อเดือนแล้ว เพราะโดยธรรมชาติ ผมก็ยังเป็นคนที่ Conservative ไม่อยากซื้ออะไรที่ดูแพงจนเกินไป
ผมจึงปรับให้ ยังอยู่ในงบเท่าเดิม แต่จะซื้อเฉพาะหุ้นที่ผมมองว่า Valuation โอเคเลย ไม่ได้แพงเกินไป
ทำให้เราจะได้เห็นตามตารางด้านล่างว่า สัดส่วนการถือหุ้นแต่ละตัว จะช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน
คือผมจำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะไม่อยากจะฝืนความรู้สึกของตัวเองน่ะครับ
ผมยังเชื่อว่า การมอง Valuation เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งถ้ามีโอกาส ผมจะมาอธิบายเพิ่มในโอกาสหน้าครับ
- เพิ่ม ADBE เข้ามาในพอร์ต
ADBE เป็นบริษัทที่ถูกนักลงทุนมองข้ามมาก ๆ ในปีนี้ จน P/FCF ของบริษัท เคยตกไปเหลือแค่ 10 เท่าต้น ๆ เท่านั้น
แน่นอน AI ช่วยตัดต่อรูปภาพ ผมใช้แล้วมันก็ดีจริง ๆ
หรือคู่แข่งอย่าง Canva และ Figma ก็น่ากลัว
แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่า ADBE ก็ไม่ได้กากขนาดจะไม่พยายามทำอะไรเลยเพื่อปกป้องตัวเองนะครับ
ผู้บริหารของบริษัทเก่งมาก พยายามจะลงทุนหรือทำดีลใหม่ ๆ เพื่อเสริม Product ของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น
ผมไปดูที่ Market Share ประกอบกับผลประกอบการที่ออกมา รวมถึงวิเคราะห์ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน ที่บริษัททำได้ ซึ่งสูงกว่า 60% ต่อปีมาโดยตลาอด
มันก็ยังไม่เห็นมีตรงไหนบ่งชี้ว่า ADBE จะตายเลยนะครับ
ผมเห็นข่าวจากสื่อต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่บอกว่า เดี๋ยว ADBE จะล่มจมแล้ว
ผมว่ามันตลกดี เหมือนตอนเห็นข่าวเมื่อต้นปีที่เชื่อกัน Google จะตาย เพราะแพ้ในสมรภูมิ AI หรือ SaaS เจ้าดัง ๆ จะตาย เพราะคนจะใช้ AI แทน
ผลประกอบการที่ออกมา ผมยังไม่เห็นตรงไหนมันเป็นตัวบ่งชี้ว่า บริษัทเหล่านี้จะตายเลยสักนิด
ในกรณีอย่าง ADBE ผมดันรู้สึกว่า คนด่าอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้จ่ายเเงินใช้ด้วยซ้ำ แต่คนที่ยังจ่ายเงินใช้อยู่ ก็จะยังจ่ายต่อไป เพราะมันคือ "มาตรฐานอุตสาหกรรม" น่ะครับ
เพราะถ้าเรามองในเรื่องว่า Product ของ ADBE คือมาตรฐานของอุตสาหกรรม มีความครบเครื่อง ราคาอาจจะดูแพงกว่า แต่ถ้าเรามองในเรื่อง Value ที่ได้กลับมา เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป มันอาจจะคุ้มค่ากว่าของคู่แข่งที่ราคาถูกกว่าก็ได้นะครับ
อีกอย่าง พอมันเป็น Product ที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไปแล้ว การเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น ในระดับที่องค์กรหนึ่งจะต้องใช้ในงานที่สำคัญมากจริง ๆ มันอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย
เหมือนผมจะได้ยินคำกล่าวประมาณนี้บ่อยมากว่า ของเจ้าอื่นก็ดี ใช้งานง่าย แต่มันก็แทนกันไม่ได้อยู่ดี
พอผมลองคิดในเรื่องนี้ดู มองไปในหลาย ๆ ด้านประกอบกัน
- ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัท
- CFROI ที่สูงมาก
- ตัว FCF ยังมีโอกาสโตได้อย่างน้อย 10% ไปอีกหลายปี เพราะกลยุทธ์ของบริษัทปรับเปลี่ยนตลอด ก็แปลกดีนะ บริษัทที่คนบอกว่าจบเห่แล้ว แต่ก็เห็นมีกลยุทธ์และผู้บริหารก็มีความเชื่อว่า บริษัทจะยังโตได้อีกยาว
- CEO เก่งมาก พูดหลายรอบแล้ว
- ด้วย Valuation ในตอนนั้นมี P/FCF แค่ 10 กว่าเท่าต้น ๆ ผมก็เลยซื้อหุ้นตัวนี้เข้ามาในพอร์ต
พอเรามององค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ด้วยความที่ มันอาจจะ "ถูกเกินไป" ล่ะมั้งครับ ผมจึงคิดว่า มันมีความคุ้มค่าในการลงทุนซ่อนอยู่
ถึงบริษัทจะไม่ได้เติบโตอีกเยอะแล้ว (แค่ 10% นิด ๆ ไม่ได้เรียกว่าเยอะนะครับ) แต่เมื่อมองคุณภาพประกอบกัน ราคาที่ผมเข้าซื้อนั้น มันก็มีโอกาสให้ผมลุ้นผลตอบแทนเฉลี่ยสัก 12-15% ต่อปี ในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ พอจะได้ครับ
- ขายหมู CRM
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ซื้อหุ้น CRM ที่ 230 ดอลลาร์ เพิ่มไปอีกเยอะ แต่ผมก็ตัดสินใจขายออกไปที่ 244 ดอลลาร์
ถ้ามองจากตอนนี้ ผมก็คิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะผมขายเร็วเกินไป
แถมหุ้นที่ผมเอาเงินไปซื้อ กลับราคายังไม่ไปไหน
ไม่เจ็บใจเท่าไร เพราะผมไม่มีทางรู้อนาคตได้เลยว่า หุ้นมันจะขึ้นนี่
ผมขายเพราะ ในพอร์ตส่วนตัว ผมก็ถือ CRM มาเป็นปีแล้ว
หุ้นตัวนี้เคยขึ้นไป 50% หลังผมซื้อไปไม่นาน และจากนั้นราคามันก็ร่วงลงมา และดูไม่ไปไหนเลย
ผมยังชอบคุณภาพของบริษัท และเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของคุณ Marc Benioff แม้แกจะพูดจาไม่รู้เรื่อง เป็นพวกโลกหมุนรอบในตัวเอง Narcissist หนักมากก็ตามที
(ไปดูสัมภาษณ์แกแต่ละเทปได้ครับ พฤติกรรมแบบนี้เรียก Narcissist หนักมากครับ แกเป็นประจำด้วย)
แต่บริษัทก็โตช้าจริง ๆ แม้พยายามจะ Lean คน เปลี่ยนให้ตำแหน่งงานต่าง ๆ กลายเป็น AI Agent ก็ตาม แต่ตัว Top Line Growth ก็ดูแล้วไม่น่าจะลุ้นเลย 10% ในระยาวได้อีกต่อไป
แต่ Valuation ก็ถูกมากจริง ๆ ครับ P/FCF ประมาณแค่ 17 เท่าเอง (ตอนนี้ราคาขึ้นมา เลยกลายเป็น 19 เท่าแล้ว)
พอเห็นว่าบริษัทโตน้อยไปหน่อย ผมรู้สึกว่า การอยู่กับหุ้นที่เติบโตช้านานเกินไป ถึงมันจะมีคุณภาพที่ดีมาก มันก็เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงเกินไป
พอราคาขึ้นมานิดนึง บวกกับผมเห็นโอกาสในหุ้นตัวอื่นมากกว่า ผมก็เลยจำใจต้องขาย CRM ครับ
บทเรียนสำหรับเรื่องนี้คือ "ไม่มีครับ เล่าให้ฟังเฉย ๆ เพราะผมไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเลย 5555"
- Duolingo ข้ารักเจ้า
ปีนี้เป็นปีที่ผมเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสครับ โดยเริ่มจาก Duolingo ก่อน แล้วค่อยขยับขยายไปใช้เครื่องมืออื่นตามมา
ผมชอบเจ้าแอปนกฮูกเขียวนี้มากเลย ผมเล่นมันทุกวัน เกิน 30 นาทีได้
หลังจากที่ผมลองหาข้อมูลจากกลุ่มคนที่เรียนกับแอปนี้ มาหลายร้อยวันหรือบางคนเลยพันวันไปแล้ว
ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่า แค่แอปนี้อย่างเดียว ยังไม่พอจะทำให้เราใช้ภาษาที่เรียน จนเป็น Expert ได้จริง ๆ
แต่แอปนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงตามกระแสดราม่าที่เราเห็นตาม YouTube นะครับ
แอปนี้มีประโยชน์กับผมแน่ ๆ อย่างน้อย 3 ข้อ
1. เหมาะสำหรับการช่วยให้เราได้เริ่มต้นเรียนภาษาใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย ด้วยวิธีที่มันง่าย ไม่ซับซ้อน สนุกด้วย
เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงสมัยผมเด็ก ๆ ว่า นี่ถ้าสมัยนั้น มีแอปแบบนี้ให้ผมเรียน หรือครูที่โรงเรียนสอนให้มันสนุกแบบนี้ คงเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยเราคงเก่งภาษาที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ไม่น้อยเลย
2. Streak ทำให้เราต้องกลับมาเรียนทุกวัน
ข้อดีของการเข้ามาเก็บ Streak ในทุกวัน ก็จะทำให้เราเริ่ม Familiar กับภาษานั้นมากขึ้น ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป
ซึ่งใจความสำคัญสำหรับการจะใช้ภาษาหนึ่ง จนเริ่มเชี่ยวชาญได้บ้าง ก็คือการใช้มันบ่อย ๆ ครับ
พอเราต้องรักษา Streak ไว้ กระบวนการที่เราต้องเข้ามาเรียน ทำซ้ำ ๆ ทุกวันแบบนี้ ในสักวันจะทำให้เราคุ้นเคยกับภาษานั้นมากยิ่งขึ้นไปเอง
ผมได้ดูช่องของ YouTuber ต่างชาติบางคน ที่เรียน Duolingo อย่างเดียว วันละแค่ไม่กี่นาที คนนึงเรียนภาษารัสเซียไป 600 วัน แล้วไปเที่ยวรัสเซีย เขาก็พอจะสื่อสาร ถามทาง สั่งอาหาร พูดคุยกับคนท้องถิ่นได้บ้าง พอรู้เรื่อง
อีกคนเรียนภาษาสเปน ประมาณ 1,000 วันขึ้น เขาก็สามารถพูดคุยเป็นภาษาสเปนแบบง่าย ๆ กับคน Native ได้เหมือนกัน
เราลองคิดในแง่ดีกันดูนะครับ แอป Duolingo ถ้าเราเลือกเรียนฟรี แต่มีจำกัดการเรียนในแต่ละวัน ต้องยอมทนดูโฆษณา
หากเราอดทนทำแบบนี้ได้ทุกวัน สัก 2-3 ปี เราก็สามารถพอจะสื่อสารภาษาใหม่ ๆ ได้บ้างแล้ว
คำถามคือ "แล้วเราเสียหายอะไรครับ เราก็เรียนฟรี แถมยังได้มีทักษะภาษาด้วย"
แต่ถ้าเราจ่ายเงิน เราจะได้เรียนแบบ Unlimited ทำให้ในแต่ละวัน เราจะได้ใช้เวลากับภาษานั้นมากขึ้นกว่าแบบเรียนฟรี
ผมเชื่อในเรื่องกฎ 10,000 ชั่วโมงนะ ถ้าเราสามารถให้เวลากับเรื่องหนึ่ง ๆ ได้นานมากพอ เราจะเริ่มเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นได้มากขึ้น
ผมนึกถึงประสบการณ์ตัวเองกับ คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ (เมื่อก่อนผมไม่ได้เลยครับ), การอ่านงบการเงิน, การวิเคราะห์ธุรกิจ, การทำวิจัย
สิ่งเหล่านี้ ตอนแรกผมก็ไม่ได้เลยเหมือนกัน แต่เพราะผมใช้เวลากับพวกมันหลายปี วันละหลายชั่วโมง สุดท้ายผมก็ใช้งานมันได้จริงครับ
มนุษย์เราเรียนรู้ได้จริงครับ ถ้าให้เวลามากพอ
3. มันเป็นวิธีช่วยให้ผมกลายเป็น Polyglot ตามที่ผมฝันไว้มาตลอด
ผมเคยมีความฝันว่า ผมอยากจะสื่อสารได้ 7 ภาษา เพราะผมเคยดู TED Talk เมื่อหลายปีก่อน ผมว่าคนกลุ่มนี้เท่ดี
แต่ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีความพยายามมากพอ จะทำให้ตัวเองกลายเป็น Polyglot ได้
แต่พอได้ใช้งาน Duolingo แล้ว ผมเชื่อว่า มันจะช่วยผมได้
อย่างที่บอกไป แค่แอป Duolingo อย่างเดียว ยังไม่พอ แต่มันช่วยสร้าง Routine ให้ผมสามารถใช้งานภาษานั้นทุกวัน ๆ ได้
และในระดับสูงสุดที่แอปจะสอนเราได้ คือ B2 ครับ ซึ่งระดับนี้ เราพอจะสื่อสารเรื่องง่าย ๆ ในชีวืตประจำวันได้แล้ว
โดยเฉลี่ย Polyglot ก็จะเรียนภาษานึงให้มาถึงขั้น B1 - B2 ก็พอแล้ว และเปลี่ยนไปเรียนภาษาใหม่ต่อครับ
ผมเลยตั้งใจไว้ว่า ทุก 2 ปี ผมจะเรียนภาษาใหม่ และภายใน 10 ปีนี้ ผมจะพูดให้ได้ 7 ภาษาครับ
ตอนนี้ผมเรียนฝรั่งเศสมา 52 วันแล้ว จากที่ผมไปคำนวณอัตราการเรียนที่ตัวเองทำในแต่ละวัน ผมยังเชื่อว่า ภายใน 2 ปี ผมน่าจะพิชิต B2 ใน Duolingo ได้
หลังจากฝรั่งเศส ผมวางแผนไว้ตามนี้ครับ อิตาลี, เยอรมัน, สเปน, และญี่ปุ่น (จริง ๆ อยากเรียนละติน แต่ดูแล้วเรียนไปไม่น่าเอาไปใช้งานได้)
ก็ถ้าผมยังเขียน Blockdit ต่อไปเป็นอีก 10 ปี และถ้าแอปนี้ยังคงอยู่ ผมก็จะมาเล่าให้ฟังเป็นระยะ ๆ ครับ
เอาล่ะ นั่งพิมพ์ไปพิมพ์มา นี่ผมใช้เวลาในการเขียนมาเกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว ขอบอกเลยว่า ตอนนี้โคตรปวดมือกับปวดหลังเลยครับ
ผมว่าน่าจะพอกันที
ตอนแรกผมอยากจะเขียนถึง LVMH ด้วย แต่ตอนนี้ผมเขียนมายาวเกินไปแล้ว เดี๋ยวจะขอยกไปเดือนหน้าครับ
ขอสรุปของเดือนนี้นะครับ ตอนนี้ "พอร์ตโต เพราะเงินเติม" มีมูลค่าอยู่ที่ 2,219 ดอลลาร์แล้วครับ พอร์ตยังติดลบนิดหน่อย เพราะหุ้นที่ให้น้ำหนักมากที่สุด ยังติดลบอยู่
เรายังเหลือเวลาให้ DCA กันอีก "353 เดือน" ครับ
สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ ขอให้ปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นปีที่ดีและมีความหมายกับทุกท่านครับ
พบกันใหม่อีกครั้ง ในช่วงปลายเดือน มกราคม 2026 ครับ
ปล ผมแนบคลิป "ฟังธรรมตามกาล” กับ พระไพศาล วิสาโล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ ลานหินโค้ง ชั้น 1 สวนโมกข์กรุงเทพ มาให้ด้วยครับ
ในทุกปี ผมจะไปฟังธรรมบรรยายของท่านที่นี่ครับ
ขอให้ทุกท่านมีความสุขครับ
ลิงค์สำหรับ Ep เก่าครับ:
Part 01
Part 02
Part 03
โฆษณา