1 ม.ค. เวลา 02:00 • ไลฟ์สไตล์

วันหยุด แต่ใจยังทำงานไม่หยุด? นักบำบัดเผย ทำไมสมองไม่ยอมปิดโหมดงาน พร้อมแนะวิธีผ่อนคลายอย่างแท้จริง

แม้จะเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่วัยทำงานหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์เดียวกันคือ ตั้งใจไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน แต่กลับรู้สึกว่าใจยังไม่หยุดคิดเรื่องงานสักที มือยังเผลอเช็กอีเมล และร่างกายเหมือนยังอยู่ในโหมดทำงานเต็มสปีด ไม่ว่าจะกังวลกับภาระงานที่ทุกวันนี้ไม่มีเส้นแบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวชัดเจน รวมถึงกังวลเรื่องความรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น พ่อแม่อยากให้กลับบ้านมาเยี่ยม หรือลูกหลานอยากให้พาไปเที่ยวในวันหยุดเทศกาล
กิจกรรมและภาระต่างๆ เหล่านี้ ล้วนทำให้สมองเรายังคิดวนเวียนไปมาไม่หยุดอยู่อย่างนั้น แม้ร่างกายจะเดินทางออกจากออฟฟิศไปไกลหลายร้อยกิโลเมตร แต่ใจกลับยังวนเวียนอยู่กับอีเมล งานที่ค้าง และความรู้สึกผิดลึกๆ ว่า “พักมากไปหรือเปล่า”
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราไม่อยากเที่ยวเต็มที่ แต่เป็นเพราะร่างกายและสมองของคนยุคทำงานหนัก ไม่สามารถเปลี่ยนจากวิถีชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ มาเป็นโหมดวันหยุดแบบฉับพลันได้ง่ายๆ อย่างที่คิด
ดร.ไมเคิล สวิฟต์ (Dr. Michael Swift) นักจิตบำบัดอาวุโสและผู้ก่อตั้ง Swift Psychology ซึ่งทำงานกับผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลและความเครียด อธิบายว่า “คนทำงานสมัยนี้เหมือนลืมไปแล้วว่าวันหยุดควรมีไว้เพื่ออะไร”
ในอดีต วันหยุด คือช่วงเวลาที่ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ได้หยุดพักพร้อมกัน แต่ปัจจุบัน หลายคนกลับใช้วันหยุดไปกับการอัดตารางกิจกรรมให้แน่น ราวกับกลัวว่าจะ ‘พักไม่คุ้ม’ หรือ ‘เสียเวลา’
ดร.สวิฟต์ อธิบายภาพนี้ได้ชัดเจนด้วยการเปรียบเทียบว่า “มันเหมือนขับรถด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วเหยียบเบรกกะทันหัน”
เนื่องจากชีวิตประจำวันของคนทำงานยุคใหม่ มักเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเร่งรีบ และความรับผิดชอบหลายบทบาท ทั้งบทบาทพนักงาน บทบาทพ่อแม่ บทบาทคนดูแลครอบครัว แต่เมื่อถึงวันหยุด เรากลับคาดหวังให้ร่างกายและสมอง “ปิดสวิตช์” ทันที ซึ่งในความเป็นจริง ระบบประสาทของคนเราไม่ทำงานแบบนั้น!
เมื่อความเครียดสะสม สมองจะเข้าสู่โหมด fight or flight ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจตื้นลง และร่างกายอยู่ในสภาวะระวังภัยตลอดเวลา
แต่เราต้องการลดความเครียด และอยากผ่อนคลายอย่างจริงจัง วิธีการคือ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ หรือหยุดทำงานฉับพลันทันที แต่ต้องค่อยๆ ลดความเร็วของทั้งร่างกายและใจ ดร.สวิฟต์ แนะนำว่า ต้องทำให้ร่างกายช้าลงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเดินช้าลง กินอาหารอย่างมีสติ เคี้ยวช้าลง หรือแม้แต่การปล่อยให้ตัวเองนั่งเฉยๆ สักพัก ก็จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดีขึ้น
อ่านต่อ:
โฆษณา