2 ม.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ม้าเปรวาสกี ม้าป่าแท้ๆ ที่เหลืออยู่ มีเพียงประมาณ 2,000 ตัว

พ.ศ. 2569 ตรงกับปีนักษัตร ‘ม้า’
ในทางความเชื่อโบราณ เรียกว่า ‘ปีม้าไฟ’ มีความหมายว่าเป็นปีที่เหมาะกับการเริ่มต้นใหม่ เช่น ด้านธุรกิจ การสร้างครอบครัว โดยมีธาตุไฟเป็นตัวเสริมความร้อนแรง ทำให้เป็นปีแห่งโอกาสและความก้าวหน้า
และคงเหมาะสำหรับการเริ่มต้นลงมือเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น
เหมือนเช่นเรื่องราวของ ‘ม้าป่า’ สัตว์ที่เคยถูกระบุว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ด้วยความพยายามของมนุษย์เรา ทำให้ม้าป่าในธรรมชาติยังคงอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบัน ม้าในธรรมชาติ หรือม้าที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระในป่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรก คือม้าเลี้ยงที่หลุดจากฟาร์ม แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ เช่น มัสแตงในอเมริกา หรือบรัมบี้ในออสเตรเลีย
พวกนี้คือม้าบ้านที่หนีเข้าป่า จนกลายเป็นสัตว์ป่า (Feral horses) ไม่ใช่ม้าป่าโดยกำเนิด
ส่วนอีกกลุ่มที่เรียกว่าม้าป่าจริงๆ คือ ม้าเปรวาสกี (Przewalski's horse) ตั้งชื่อตาม นิโคไล เปรวาสกี (Nikolai Przewalski) นักสำรวจชาวรัสเซีย ที่ค้นพบมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
กับก่อนหน้านั้น เคยมีม้าทาร์ปัน (Tarpan) อีกชนิด แต่สูญพันธุ์ไปจากป่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
โดยม้าทาร์ปันตัวสุดท้ายในกรงเลี้ยงตายลงในปี ค.ศ. 1909 ณ สวนสัตว์ในยูเครน
สาเหตุที่ม้าทาร์ปันสูญพันธุ์ เกิดจากการล่าโดยมนุษย์ เพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหารและป้องกันไม่ให้มาแย่งหญ้าสัตว์เลี้ยง
ตามมาด้วยเรื่องราวเดียวกับสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างการสูญเสียถิ่นที่อยู่ เพราะทุ่งหญ้าถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
และประเด็นใหญ่สุดท้ายเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ร่วมรักกับม้าบ้านจนสูญเสียลักษณะทางพันธุกรรมอันบริสุทธิ์ไป
ปัจจุบันจึงเหลือเพียงม้าเปรวาสกี ที่เป็นม้าป่าแท้ๆ และคาดว่ามีเพียง 2,000 ตัว
แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องใส่หมายเหตุตัวโตๆ กำกับไว้ เพราะมีการศึกษาอ้างว่าม้าเปรวาสกี เดิมเป็นม้าเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสืบเสาะหาหลักฐานจากอดีตเพิ่มเติมกันในอนาคต
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าม้าเปรวาสกีจะสืบเชื้อสายมาจากไหน ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ม้าเปรวาสกีที่อาศัยอยู่อย่างอิสระท่ามกลางผืนป่าในปัจจุบัน ล้วนสืบเชื้อสายมาจากม้าประมาณสิบกว่าตัวที่ถูกจับมาก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ในช่วงทศวรรษ 1960
โดยก่อนที่ม้าเปรวาสกีจะสูญพันธุ์ในป่า (ถูกประกาศว่าสูญพันธุ์จากธรรมชาติ Extinct in the Wild ในปี 1969) ได้มีการดำเนินโครงการเพาะพันธุ์ในสวนสัตว์ทั่วโลกอยู่แล้ว
และตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 มีโครงการนำม้ากลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมในมองโกเลีย จีน และรัสเซีย
ก่อนตามมาด้วยที่ยูเครนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 มีม้ากว่า 30 ตัวถูกปล่อยในเขตหวงห้ามเชอร์โนบิล และจำนวนประชากรของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ
และปีที่ผ่านมา เพิ่งมีการปล่อยม้าที่สเปน
ถึงตอนนี้กลุ่มประชากรใหญ่ๆ อาศัยอยู่ในมองโกเลีย คาดว่ามีประมาณ 430 ตัว และในจีนตอนนี้มีมากกว่า 900 ตัว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากม้าเปรวาสกีในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากม้าเพียงสิบกว่าตัว ทำให้ขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมจึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการอยู่รอดของพวกมัน
แต่ยังมีข่าวดี เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการ ‘โคลนนิ่ง’ โดยใช้เซลล์ที่แช่แข็งของม้าเปรวาสกีตัวผู้จากปี 1980 โคลนนิ่งลูกม้าในปี 2020 และในปี 2023 และดีเอ็นเอของม้าตัวต้นแบบก็ไม่ได้ซ้ำกับประชากรที่มีอยู่
ดังนั้น ลูกม้าโคลนนิ่งจะช่วยขยายแหล่งพันธุกรรม และเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในรุ่นต่อไปได้อีกทาง
แต่งานอนุรักษ์ม้าเปรวาสกียังมีโจทย์อีกหลายข้อให้ต้องติดตามแก้ไข
ตัวอย่างเช่น ม้าเปรวาสกีไปผสมพันธุ์กับม้าบ้าน ที่เจ้าของปล่อยให้หากินในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ลักษณะทางพันธุกรรมของม้าป่าแท้ๆ สูญเสียไป
นอกจากเรื่องพันธุกรรม ยังมีเรื่องขั้นตอนการปล่อยม้าคืนสู่ธรรมชาติที่ไม่ง่าย หากม้าปรับตัวเข้ากับธรรมชาติไม่ได้ ก็อยู่รอดไม่ได้ การปล่อยสัตว์ไปทำหน้าที่ทางระบบนิเวศก็คงไร้ความหมาย
หรือต่อให้เพาะพันธุ์ได้ แต่อนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยไม่ได้ เรื่องราวก็จบเห่เช่นกัน
ตัวอย่างถิ่นที่อยู่ในมองโกเลียกำลังประสบพบฤดูร้อนแห้งแล้งจัด ตามด้วยฤดูหนาวที่หิมะตกหนักและเย็นจัดผิดปกติ ทำให้ม้าป่าไม่สามารถหาหญ้ากินได้ และอาจล้มตายเป็นจำนวนมาก
การขาดแคลนน้ำ ากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติในทุ่งหญ้าสเตปป์แห้งขอด บีบให้ม้าป่าต้องเดินทางไกลออกนอกเขตคุ้มครองเพื่อหาน้ำ
ภัยคุกคามยังมีเรื่องจำนวนแกะ แพะ และม้าบ้านของชาวท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแย่งชิงทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัด
แถมยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อ
งานฟื้นฟูสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติเป็นงานที่มีหลากหลายขั้นตอน ไม่ใช่แค่ทำให้สัตว์สังวาสกันสำเร็จ
ทางที่ดีจึงควรตั้งเป้ารักษาที่สิ่งที่เหลืออยู่มากกว่า เพราะนั่นคือหลักประกันการอยู่รอดที่แท้จริง
ผู้สนใจสามารถค้นหาเพิ่มเติมได้จาก link อ้างอิงด้านล่าง
Ancient genomes revisit the ancestry of domestic and Przewalski’s horses https://www.science.org/doi/10.1126/science.aao3297
Photograph by Loflo69, Dreamstime
โฆษณา