4 ชั่วโมงที่แล้ว • นิยาย เรื่องสั้น

คืนเดือนดับที่โคกผีปู่: ผมกับโคกผีปู่

เสียงจิ้งหรีดเรไรระงมไปทั่วทุ่งนาที่มืดสนิท แสงไฟฉายสามดวงวูบวาบตัดผ่านความมืดของคืนเดือนดับในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดร้อยเอ็ด กลิ่นโคลนผสมกลิ่นหญ้าหลังฝนตกใหม่ๆ ลอยเตะจมูก
"บักเข้ม มึงแน่ใจนะว่าจะไปทางนี้?" เสียงของ 'จ่อย' ไอ้หนุ่มร่างผอมแห้งถามขึ้นด้วยความหวาดหวั่น แสงไฟฉายในมือมันสั่นระริก
"เออ น่า! มึงจะกลัวอะไรนักหนา บักจ่อย" เข้ม หัวโจกประจำกลุ่มหันมาตวาด "คืนนี้เดือนมืด กบมันออกเยอะ แถวนี้คนไม่ค่อยมากันหรอก เรารวยแน่คืนนี้"
ผมเดินรั้งท้าย คอยส่องไฟระวังหลังให้เพื่อนทั้งสอง คืนนั้นพวกเราสามคนนัดกันออกมา "ส่องกบ" กิจกรรมยามดึกสุดฮิตของวัยรุ่นอีสาน แต่คืนนี้เข้มมันพาพวกเราเดินลึกเข้ามาไกลกว่าปกติ มันพาเรามุ่งหน้าไปยัง "โคกผีปู่" เนินดินท้ายหมู่บ้านที่มีต้นไทรใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาน่าเกรงขามยืนต้นอยู่
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านต่างสั่งห้ามเด็ดขาดว่าหลังตะวันตกดิน อย่าได้เฉียดเข้าไปใกล้โคกผีปู่ เพราะที่นั่นคือที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ และที่สำคัญ... มันเคยเป็นที่เอาศพคนตายโหงมาฝังไว้สมัยก่อน
ยิ่งเดินเข้าใกล้โคกไทร เสียงกบเขียดที่เคยร้องระงมกลับค่อยๆ เงียบลงอย่างประหลาด เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเราที่ย่ำลงบนดินแฉะๆ บรรยากาศเริ่มวังเวงจนขนแขนผมลุกซู่โดยไม่มีสาเหตุ
"กูว่า... เรากลับกันเถอะว่ะ" จ่อยพูดเสียงสั่นเครือ "กูรู้สึกไม่ดีเลย แถวนี้มันเงียบเกินไป"
"เงียบสิดี! จะได้ยินเสียงกบชัดๆ มึงนี่ปอดแหกจริง" เข้มยังคงทำเก่ง เดินนำหน้าพลางส่องไฟไปตามกอหญ้า
ทันใดนั้น จมูกผมก็ได้กลิ่นบางอย่าง... มันไม่ใช่กลิ่นโคลนหรือกลิ่นหญ้า แต่มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่า เหมือนซากสัตว์ตายที่ขึ้นอืดมาหลายวัน ผสมกับกลิ่นคาวเลือดฉุนกึก
"พวกมึง... ได้กลิ่นอะไรไหม?" ผมถามขึ้น
เข้มหยุดเดิน มันสูดจมูกฟุดฟิด "เออว่ะ กลิ่นเหมือนหมาตาย แถวนี้อาจจะมีซากอะไรอยู่"
ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายของเข้มก็ส่องไปกระทบกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร
ภาพที่เห็นทำเอาพวกเราสามคนยืนตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกสาป...
ใต้เงาตะคุ่มของต้นไทร มีร่างของใครคนหนึ่งนั่งยองๆ หันหลังให้พวกเรา ผมเผ้ายาวรุงรังปรกหลัง เสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมม แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้นคือเสียงที่ดังออกมาจากร่างนั้น
กร๊อบ... กร๊อบ... แจ๊บ... แจ๊บ...
มันเป็นเสียงเหมือนคนกำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างที่แข็งและเหนียวอย่างเอร็ดอร่อย สลับกับเสียงดูดนิ้วดังจ๊วบจ๊าบ
"นะ... นั่นใครวะ?" จ่อยถามเสียงกระซิบที่แทบจะไม่ได้ยิน
เข้ม แม้จะปากเก่ง แต่ตอนนี้มือที่ถือไฟฉายเริ่มสั่นเทา มันรวบรวมความกล้าตะโกนออกไป "เฮ้ย! นั่นใครวะ มาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ ตรงนี้!"
เสียงเคี้ยวนั้นหยุดลงทันที ความเงียบที่น่าสยดสยองเข้าปกคลุม
ร่างนั้นค่อยๆ ขยับ มันไม่ได้ลุกขึ้นยืน แต่ค่อยๆ หันศีรษะกลับมาหาพวกเราอย่างช้าๆ... ช้าจนผิดธรรมชาติ ราวกับกระดูกคอกำลังบิดหมุน
เมื่อใบหน้านั้นกระทบกับแสงไฟฉายเต็มๆ ผมแทบอยากจะกรีดร้องแต่เสียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
มันไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์! ผิวหนังเหี่ยวย่นดำคล้ำ ดวงตาลึกโบ๋สองข้างส่องประกายสีแดงฉานราวกับถ่านไฟคุ และที่ปาก... ปากที่ฉีกกว้างผิดรูปนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดสดๆ ที่ยังหยดติ๋งๆ ลงมาเปื้อนคาง ในมือที่ผอมเกร็งราวกับกิ่งไม้แห้ง กำลังถือซากกบตัวใหญ่อยู่ครึ่งตัว ส่วนหัวของกบหายไปแล้ว... อยู่ในปากของมันนั่นเอง!
"แฮ่!!!"
เสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังออกมาจากลำคอของมัน ไม่ใช่เสียงคน แต่เหมือนเสียงสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย
"ปอบ! ผีปอบ!" จ่อยกรีดร้องลั่นเป็นคนแรก มันทิ้งข้องใส่กบแล้วหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
วินาทีนั้น สติของผมกับไอ้เข้มก็ขาดผึง พวกเราหันหลังวิ่งตามไอ้จ่อยไปติดๆ โดยไม่สนใจทางข้างหน้า ไฟฉายส่องสะเปะสะปะไปทั่วทุ่งนา เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังไล่หลังพวกเรามาอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหลมสูงที่บาดหู
"ฮิๆๆๆๆ... จะไปไหนกัน... มาอยู่เป็นเพื่อนกูสิ... ฮิๆๆๆ"
พวกเราวิ่งล้มลุกคลุกคลาน ขาจมโคลน แขนขาถูกหนามเกี่ยวจนเลือดซิบ แต่ไม่มีใครกล้าหยุด ความกลัวตายทำให้พวกเราวิ่งเร็วกว่าที่เคยวิ่งมาทั้งชีวิต
จนกระทั่งเห็นแสงไฟนีออนจากบ้านเรือนในหมู่บ้านอยู่ลิบๆ เสียงไล่ตามข้างหลังจึงค่อยๆ เงียบหายไป
พวกเราสามคนวิ่งมาทรุดตัวลงหอบแฮ่กอยู่ที่ลานวัดกลางหมู่บ้าน หน้าตาตื่นตระหนก เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนและเลือดจากรอยขีดข่วน ชาวบ้านที่ยังไม่นอนต่างพากันแตกตื่นออกมาดู
เมื่อตั้งสติได้ พวกเราเล่าเรื่องที่เจอให้ผู้ใหญ่บ้านและหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่
"อาตมาบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งแถวนั้น... ที่พวกเอ็งเจอหนะ น่าจะเป็น 'ผีตาโฮง' แกเคยเป็นคนหาของป่าแล้วไปตายอยู่แถวนั้น ไม่มีญาติพี่น้อง วิญญาณแกคงหิวโหย เลยออกมาหากินกบกินเขียดดิบๆ แบบนั้นแหละ ดีนะที่พวกเอ็งยังรอดมาได้"
คืนนั้น พวกเราสามคนไม่มีใครกล้านอนคนเดียว ต้องมานอนรวมกันที่ศาลาวัดให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้
ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่ากบจะเยอะแค่ไหน หรือใครจะท้าทายยังไง ก็ไม่มีวัยรุ่นหน้าไหนในหมู่บ้านกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ "โคกผีปู่" ในคืนเดือนดับอีกเลย... เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ที่นั่นมีเจ้าถิ่นที่สยดสยองคอยต้อนรับผู้มาเยือนยามวิกาลอยู่เสมอ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา