1 ม.ค. เวลา 16:24 • ข่าวรอบโลก

ทำไมอิสราเอลจึงรับรองเอกราชโซมาลีแลนด์

การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางรัฐศาสตร์โลก
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2025 รัฐอิสราเอลได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการทูตด้วยการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติชาติแรกที่ให้การรับรอง "สาธารณรัฐโซมาลีแลนด์" ในฐานะรัฐเอกราชที่มีอธิปไตยสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงการลงนามในเอกสารทางการทูตระหว่างนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล และประธานาธิบดีอับดิราห์มาน โมฮาเหม็ด อับดุลลาฮี แห่งโซมาลีแลนด์เท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคแหลมแอฟริกา (Horn of Africa) ความมั่นคงในทะเลแดง และบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการแบ่งแยกดินแดน
1. อัตลักษณ์และสถานะรัฐของโซมาลีแลนด์: จากอาณานิคมสู่รัฐโดยพฤตินัย
เพื่อให้เข้าใจถึงนัยยะสำคัญของการรับรองเอกราชในครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และสถานะทางการเมืองที่ทำให้โซมาลีแลนด์มีความโดดเด่นและแตกต่างจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนอื่น ๆ ในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง
ข้อกล่าวอ้างเรื่องความเป็นรัฐของโซมาลีแลนด์มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้รากฐาน แต่สืบย้อนไปได้ถึงยุคการล่าอาณานิคมในปลายศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ดินแดนทางตอนใต้ของโซมาเลียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอิตาลี (Italian Somaliland) พื้นที่ทางตอนเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของโซมาลีแลนด์ในปัจจุบันถูกปกครองโดยจักรวรรดิอังกฤษในฐานะ "British Somaliland Protectorate"
ซึ่งได้รับการประกาศสถานะในปี 1887 การแบ่งแยกการปกครองโดยสองมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมที่แตกต่างกันได้สร้างระบบกฎหมาย การบริหาร และวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างเหนือและใต้ ซึ่งยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำร่วมของประชากร
เมื่อกระแสการเรียกร้องเอกราชแผ่ขยายไปทั่วแอฟริกา โซมาลีแลนด์ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1960 ในนาม "รัฐโซมาลีแลนด์" (State of Somaliland) ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 5 วันนี้ โซมาลีแลนด์มีสถานะเป็นรัฐเอกราชที่สมบูรณ์ โดยได้รับการรับรองจากนานาประเทศกว่า 35 ชาติ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ เพราะฝ่ายสนับสนุนโซมาลีแลนด์ยืนยันว่าการประกาศเอกราชใหม่ในปี 1991 มิใช่การ "แบ่งแยกดินแดน" (Secession) ออกจากประเทศแม่ แต่เป็นการ "สลายการรวมตัว" (Dissolution of Union) ที่ล้มเหลว คล้ายคลึงกับกรณีการแยกตัวของอียิปต์และซีเรียจากสหสาธารณรัฐอาหรับ หรือการแยกตัวของเซเนกัลและแกมเบีย
1.2 ความล้มเหลวของการรวมชาติและบาดแผลแห่งสงคราม
ด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม "Greater Somalia" ที่ต้องการรวมชนชาติโซมาลีทั้งห้าภูมิภาคเข้าด้วยกัน รัฐโซมาลีแลนด์จึงตัดสินใจรวมเข้ากับอิตาเลียนโซมาเลียโดยสมัครใจเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1960 เพื่อก่อตั้ง "สาธารณรัฐโซมาเลีย" อย่างไรก็ตาม การแต่งงานทางการเมืองครั้งนี้แปรเปลี่ยนเป็นความขมขื่นอย่างรวดเร็ว ชาวเหนือรู้สึกถูกกีดกันทางเศรษฐกิจและการเมืองโดยรัฐบาลกลางในโมกาดิชู
สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุดภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของ ไซอัด บาร์เร (Siad Barre) (1969–1991) รัฐบาลของบาร์เรดำเนินนโยบายปราบปรามชนเผ่าไอซัค (Isaaq) ซึ่งเป็นประชากรหลักของโซมาลีแลนด์อย่างรุนแรง
การตอบโต้ขบวนการชาติโซมาลี (Somali National Movement - SNM) นำไปสู่การทิ้งระเบิดปูพรมถล่มเมืองฮาร์เกซา เมืองหลวงของโซมาลีแลนด์ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน เหตุการณ์นี้ถูกนักประวัติศาสตร์หลายท่านนิยามว่าเป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" (Genocide) และกลายเป็นจุดแตกหักทางจิตวิทยาที่ทำให้การอยู่ร่วมกันภายใต้ร่มธงเดียวกับโซมาเลียเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับชาวโซมาลีแลนด์
1.3 การฟื้นคืนชีพในปี 1991 และสถานะ "รัฐในเงามืด"
เมื่อระบอบของบาร์เรล่มสลายลงในปี 1991 และโซมาเลียเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ผู้นำชนเผ่าในภาคเหนือได้จัดการประชุมใหญ่ที่เมืองบูเรา (Burao) และประกาศยกเลิกกฎหมายรวมชาติปี 1960 โดยฝ่ายเดียว ฟื้นฟู "สาธารณรัฐโซมาลีแลนด์" ขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1991
ตลอดระยะเวลากว่า 34 ปีที่ผ่านมา โซมาลีแลนด์ได้พิสูจน์ตนเองในฐานะรัฐที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความวุ่นวายของภูมิภาค:
๑. การปกครองระบอบประชาธิปไตย: มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาที่ประสบความสำเร็จและมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติหลายครั้ง โดยเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตา (Iris Scanning) เพื่อป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้ง
๒.​ สถาบันของรัฐ: มีรัฐบาลที่บริหารงานจริง มีกองทัพ ตำรวจ หน่วยยามฝั่ง สกุลเงินของตนเอง และหนังสือเดินทางที่ได้รับการยอมรับในวงจำกัด
๓.​ ความมั่นคง: ในขณะที่โซมาเลียยังคงต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอัล-ชาบับ (Al-Shabaab) และปัญหาโจรสลัด โซมาลีแลนด์กลับสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนถูกมองว่าเป็น "โอเอซิสแห่งเสถียรภาพ"
แม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention) ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (มีประชากรที่แน่นอน, ดินแดนที่ชัดเจน, รัฐบาล, และความสามารถในการมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่น) แต่โซมาลีแลนด์กลับติดอยู่ใน "กับดักทางการทูต" สหภาพแอฟริกา (AU) ยึดมั่นในหลักการ Uti Possidetis Juris หรือการยอมรับเส้นพรมแดนเดิมจากยุคอาณานิคมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดโดมิโนของการแบ่งแยกดินแดนทั่วทวีปแอฟริกา การรับรองของอิสราเอลจึงเปรียบเสมือนการทุบทำลายกำแพงแก้วนี้ลงอย่างสิ้นเชิง
2. ทำไมต้องเป็นโซมาลีแลนด์ และทำไมต้องตอนนี้?: ภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีและสมรภูมิทะเลแดง
การตัดสินใจของอิสราเอลในการเป็น "ชาติแรก" ที่รับรองโซมาลีแลนด์ มิใช่เพียงท่าทีทางการทูตเชิงสัญลักษณ์ หรือความเห็นอกเห็นใจทางประวัติศาสตร์ต่อรัฐที่ถูกโดดเดี่ยว แต่เป็นการคำนวณผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และความอยู่รอดทางยุทธศาสตร์ (Strategic Survival) ที่ซับซ้อนและเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม และสงครามในฉนวนกาซา
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักประการแรกคือภัยคุกคามจาก กลุ่มกบฏฮูตี (Ansar Allah) ในเยเมน นับตั้งแต่สงครามในกาซาปะทุขึ้น กลุ่มฮูตีได้เปิดฉากโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงและยิงขีปนาวุธคุกคามเมืองท่าไอแลต (Eilat) ทางตอนใต้ของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง การโจมตีเหล่านี้เปิดเผยจุดอ่อนทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอลที่ขาด "ความลึกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Depth) ในทิศใต้
โซมาลีแลนด์ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือชายฝั่งทางใต้ของอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) ตรงข้ามกับเยเมน
๑. ระยะทาง: เมืองท่าเบอร์เบรา (Berbera) ของโซมาลีแลนด์อยู่ห่างจากพื้นที่ควบคุมของฮูตีในเยเมนเพียงประมาณ 300-500 กิโลเมตร
๒.​ ความได้เปรียบ: การมีพันธมิตรในตำแหน่งนี้ทำให้อิสราเอลสามารถเข้าถึง "หลังบ้าน" ของศัตรูได้โดยตรง ข้อมูลจากการวิเคราะห์ระบุว่าโซมาลีแลนด์จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการรวบรวมข่าวกรอง (Intelligence Collection) การสกัดกั้นโดรน (UAV Interception) และการรักษาความปลอดภัยทางทะเล
๓.​ ระยะทางและนัยยะทางยุทธศาสตร์: จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิรัฐศาสตร์ โซมาลีแลนด์ถือเป็นชัยภูมิที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของอิสราเอล เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งในระยะประชิด ได้แก่ เมืองเอเดน (250 กม.) ซึ่งเอื้อต่อการเข้าถึงชายฝั่งตอนใต้ของเยเมนเพื่อปฏิบัติการข่าวกรอง และช่องแคบบับเอลมันเดบ (270 กม.) ที่เป็นจุดคอขวดควบคุมเส้นทางเดินเรือสู่คลองซูเอซ
นอกจากนี้ ยังอยู่ห่างจากกรุงซานา ฐานที่มั่นขีปนาวุธของกลุ่มฮูตีเพียง 450 กม. เท่านั้น ซึ่งแม้ว่าโซมาลีแลนด์จะอยู่ห่างจากเมืองท่าไอแลตของอิสราเอลถึง 1,800 กม. แต่ตำแหน่งที่ตั้งนี้กลับมีนัยยะสำคัญในการช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่เมืองท่าดังกล่าวถูกปิดล้อมโดยพฤตินัยจากภัยคุกคามทางทะเล
2.2 การสกัดกั้นอิทธิพลของตุรกีและอิหร่านในแหลมแอฟริกา
นอกเหนือจากภัยคุกคามจากฮูตี อิสราเอลกำลังดำเนินยุทธศาสตร์แข่งขันอิทธิพล (Great Power Competition) ในระดับภูมิภาคกับตุรกีและอิหร่าน
๑. ตุรกี: ตุรกีได้สถาปนาอิทธิพลอย่างลึกซึ้งในโซมาเลีย (รัฐบาลกลางโมกาดิชู) ผ่านการสร้างฐานทัพ TURKSOM ซึ่งเป็นฐานทัพตุรกีที่ใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ และการบริหารจัดการท่าเรือและสนามบินในโมกาดิชู อิสราเอลมองว่าการขยายตัวของตุรกีในแหลมแอฟริกาเป็นการสร้างวงล้อมทางยุทธศาสตร์
๒.​ ารโต้กลับ: การรับรองโซมาลีแลนด์ถือเป็นการ "ตลบหลัง" ตุรกี โดยการสนับสนุนคู่ขัดแย้งของพันธมิตรตุรกี ซึ่งจะช่วยลดทอนอำนาจผูกขาดของตุรกีในภูมิภาคและสร้างพันธมิตรที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของอิสราเอลและตะวันตกแทน
2.3 การฟื้นฟู "หลักนิยมรอบนอก 2.0" (Periphery Doctrine 2.0)
ในอดีต เดวิด เบน-กูเรียน นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ได้ริเริ่ม "หลักนิยมรอบนอก" (Periphery Doctrine) โดยแสวงหาพันธมิตรกับรัฐหรือชนกลุ่มน้อยที่มิใช่อาหรับบริเวณชายขอบของตะวันออกกลาง (เช่น อิหร่านยุคพระเจ้าชาห์, ตุรกี, เอธิโอเปีย, ชาวเคิร์ด) เพื่อคานอำนาจความเป็นศัตรูของโลกอาหรับ
การรับรองโซมาลีแลนด์สะท้อนถึงการปัดฝุ่นยุทธศาสตร์นี้ขึ้นมาใหม่ในบริบทศตวรรษที่ 21 แม้ว่าโลกอาหรับบางส่วนจะมีความสัมพันธ์กับอิสราเอลผ่านข้อตกลงอับราฮัม แต่ภัยคุกคามใหม่จาก "แกนแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) นำโดยอิหร่าน ทำให้การหาพันธมิตรในจุดยุทธศาสตร์ที่มิใช่รัฐอาหรับกระแสหลัก (Non-Arab Axis) อย่างโซมาลีแลนด์ กลายเป็นสิ่งจำเป็น
โซมาลีแลนด์แม้จะเป็นมุสลิมซุนนี แต่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองที่แยกตัวออกจากสันนิบาตอาหรับในเชิงนโยบายต่างประเทศ และมีความกระหายในการแสวงหาพันธมิตรเพื่อความอยู่รอด
2.4 จิตวิญญาณแห่ง "ข้อตกลงอับราฮัม" และผลประโยชน์ทางการเมือง
นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูระบุชัดเจนว่าการรับรองนี้เกิดขึ้น "ในจิตวิญญาณของข้อตกลงอับราฮัม" (In the spirit of the Abraham Accords)
๑. การขยายวงพันธมิตร: ในขณะที่กระบวนการสันติภาพกับซาอุดีอาระเบียหยุดชะงักจากสงคราม อิสราเอลต้องการแสดงให้เห็นว่ากระบวนการปกติสู่ความสัมพันธ์ (Normalization) ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ การดึงโซมาลีแลนด์เข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ โดยที่ประธานาธิบดีโซมาลีแลนด์แสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความสำเร็จทางการทูตของเนทันยาฮู
๒.​ บทบาทของมอสสาด: แถลงการณ์ของอิสราเอลได้กล่าวขอบคุณ เดวิด บาร์เนีย (David Barnea) ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองมอสสาด สำหรับบทบาทสำคัญในการ "ปูทาง" สู่ข้อตกลงนี้ สิ่งนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติมิได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการประสานงานลับด้านความมั่นคงและข่าวกรองมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะสุกงอมจนเปิดเผยสู่สาธารณะ
3. พันธสัญญาและความร่วมมือ: การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
แม้รายละเอียดฉบับเต็มของ "ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการรับรองซึ่งกันและกัน" (Joint Declaration of Mutual Recognition) จะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่ข้อมูลจากแถลงการณ์และแหล่งข่าววิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นโครงสร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายมิติ
แกนกลางของข้อตกลงคือการยกระดับสถานะทางการทูตสู่ระดับสูงสุด
๑. การแลกเปลี่ยนเอกอัครราชทูต: นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูและรัฐมนตรีต่างประเทศ กิเดียน ซาร์ (Gideon Sa'ar) ยืนยันว่าจะมีการเปิดสถานเอกอัครราชทูตในเมืองหลวงของทั้งสองประเทศ และแต่งตั้งเอกอัครราชทูตอย่างเป็นทางการ
๒.​ การเยือนระดับผู้นำ: ประธานาธิบดีอับดุลลาฮีแห่งโซมาลีแลนด์ได้รับเชิญให้เยือนเยรูซาเล็มอย่างเป็นทางการ และตอบรับว่าจะเดินทางไป "โดยเร็วที่สุด"
3.2 ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร
แม้จะไม่มีการระบุชัดเจนในแถลงการณ์สาธารณะ แต่บริบทแวดล้อมชี้ชัดว่าความมั่นคงคือหัวใจของดีลนี้
๑. ฐานทัพและการเข้าถึง: นักวิเคราะห์ประเมินว่าอิสราเอลอาจได้รับสิทธิในการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในโซมาลีแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึกเบอร์เบรา หรือสนามบินที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อใช้เป็นจุดเติมเสบียงหรือฐานปฏิบัติการส่วนหน้า (Forward Operating Base) ในการตอบโต้ภัยคุกคามในทะเลแดง
๒.​ ข่าวกรอง: การร่วมมือทางข่าวกรองจะถูกยกระดับขึ้นเพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของฮูตีและการลักลอบขนอาวุธจากอิหร่านไปยังแอฟริกาตะวันออก
3.3 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา
เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรับรอง อิสราเอลสัญญาว่าจะมอบความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่จับต้องได้ ("Development-first partnership")
๑. เกษตรกรรม: อิสราเอลจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง (Arid agriculture) และระบบชลประทานน้ำหยด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโซมาลีแลนด์ที่เผชิญภัยแล้งซ้ำซาก
๒.​ เทคโนโลยีและสาธารณสุข: การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการแพทย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างงาน
๓.​ การใช้ประโยชน์ท่าเรือ: การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของอิสราเอลใช้ท่าเรือเบอร์เบราเป็นประตูการค้าทางเลือก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของโซมาลีแลนด์และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาท่าเรือในภูมิภาคที่มีความตึงเครียดสูง
4. ปฏิกิริยาและแรงกระเพื่อมในแหลมแอฟริกา: โซมาเลีย: ความโกรธแค้นและภัยคุกคามระลอกใหม่
การประกาศรับรองเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม เปรียบเสมือนการโยนหินก้อนมหึมาลงในบ่อน้ำที่กำลังกระเพื่อมไหว ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรงไปทั่วภูมิภาค
สำหรับรัฐบาลกลางโซมาเลีย (FGS) ในโมกาดิชู การกระทำของอิสราเอลคือ "การประกาศสงคราม" ทางการทูต
๑. การละเมิดอธิปไตย: ประธานาธิบดีฮัสซัน ชีค โมฮามุด (Hassan Sheikh Mohamud) ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น "การรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง" (Blunt aggression) และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโซมาเลีย รัฐสภาโซมาเลียได้จัดการประชุมฉุกเฉินและประกาศให้การรับรองนี้เป็นโมฆะ
๒.​ โอกาสของกลุ่มอัล-ชาบับ: กลุ่มก่อการร้ายอัล-ชาบับ (Al-Shabaab) ซึ่งเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์ ได้ฉวยโอกาสนี้ปลุกระดมมวลชน โดยประกาศว่าจะ "ต่อสู้" กับการคงอยู่ของอิสราเอลในดินแดนโซมาลี โดยพยายามเชื่อมโยงประเด็นชาตินิยมเข้ากับประเด็นศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตีรัฐบาลโซมาลีแลนด์ นี่คือความเสี่ยงที่สำคัญที่อาจทำให้โซมาลีแลนด์ซึ่งเคยสงบสุขต้องเผชิญกับการก่อการร้ายมากขึ้น
4.2 เอธิโอเปีย: ผู้เล่นเงียบที่รอจังหวะ
เอธิโอเปียตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ได้ประโยชน์ในระยะยาว
๑. บริบทบันทึกความเข้าใจ (MoU): ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2024 เอธิโอเปียได้ลงนาม MoU กับโซมาลีแลนด์เพื่อขอเช่าพื้นที่ชายฝั่ง 20 กม. แลกกับการรับรองเอกราช ซึ่งสร้างความขัดแย้งรุนแรงกับโซมาเลีย
๒.​ การมีเพื่อนร่วมทาง: การที่อิสราเอล "ชิง" รับรองโซมาลีแลนด์ตัดหน้าเอธิโอเปีย ช่วยลดแรงกดดันต่อเอธิโอเปียในฐานะรัฐเดียวที่จะละเมิดมติ AU เอธิโอเปียอาจใช้จังหวะนี้ดำเนินนโยบายตามมา โดยอ้างว่ามีรัฐสมาชิก UN นำร่องไปแล้ว นักวิเคราะห์มองว่าอาจเกิด "แกนพันธมิตร อิสราเอล-โซมาลีแลนด์-เอธิโอเปีย" ขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันในทะเลแดงและคานอำนาจกับอียิปต์
4.3 ตะวันออกกลาง: การแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้น
๑. อียิปต์: ประณามอย่างรุนแรง เนื่องจากอียิปต์มีความขัดแย้งเรื่องเขื่อนแม่น้ำไนล์กับเอธิโอเปีย และพยายามสร้างพันธมิตรทางทหารกับโซมาเลียเพื่อโอบล้อมเอธิโอเปีย การที่อิสราเอลสนับสนุนโซมาลีแลนด์ (ซึ่งเป็นพันธมิตรเอธิโอเปีย) ถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของอียิปต์ทางอ้อม
๒.​ ตุรกี: ตุรกีมองว่านี่คือก้าวย่างที่ "ก้าวร้าว" และแทรกแซงกิจการภายในของพันธมิตรหลักอย่างโซมาเลีย กระทรวงการต่างประเทศตุรกีเตือนว่าการกระทำนี้จะสร้างความไร้เสถียรภาพ และเป็นการขยายอิทธิพลของอิสราเอลที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
๓.​ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): แม้จะไม่มีท่าทีตอบรับอย่างเป็นทางการที่ชัดเจน แต่ UAE ถูกมองว่าเป็น "สถาปนิกเงียบ" ผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้ UAE ลงทุนมหาศาลในท่าเรือเบอร์เบราและสนับสนุนสภาถ่ายโอนอำนาจภาคใต้ (STC) ในเยเมน การที่อิสราเอลเข้ามาช่วยดูแลความมั่นคงในโซมาลีแลนด์ย่อมเป็นผลดีต่อการลงทุนของ UAE
5. บทบาทของมหาอำนาจ: สหรัฐอเมริกาและท่าทีของ "ทรัมป์"
ปฏิกิริยาของสหรัฐฯ มีความซับซ้อนและแบ่งแยกตามขั้วอำนาจ
๑. กระทรวงการต่างประเทศ (State Department): ยืนยันนโยบาย "โซมาเลียเดียว" (One Somalia) เพื่อรักษาความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายกับรัฐบาลโมกาดิชู
๒.​ โดนัลด์ ทรัมป์ (ว่าที่ประธานาธิบดี): มีรายงานว่าทรัมป์แสดงท่าที "สาดน้ำเย็น" (Cold Water) ใส่ความคิดที่จะรับรองโซมาลีแลนด์ตามอิสราเอลในทันที โดยตั้งคำถามว่า "มีใครรู้บ้างว่าโซมาลีแลนด์คืออะไรกันแน่?" อย่างไรก็ตาม ภายในแวดวงที่ปรึกษาและสภาคองเกรส (เช่น สว. เท็ด ครูซ) มีแรงผลักดันให้สหรัฐฯ พิจารณาเรื่องนี้ใหม่ เพื่อใช้เบอร์เบราเป็นฐานทัพสำรองแทนจิบูตีที่มีฐานทัพจีนตั้งอยู่ ความเป็นไปได้คือทรัมป์อาจใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองในอนาคตมากกว่าจะปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
5.2 ไต้หวัน: พันธมิตรแห่งความโดดเดี่ยว
ไต้หวันเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติที่ออกมาแสดงความยินดีอย่างเปิดเผย
๑. พันธมิตรประชาธิปไตย: กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุว่า อิสราเอล โซมาลีแลนด์ และไต้หวัน เป็น "พันธมิตรประชาธิปไตยที่มีอุดมการณ์เดียวกัน" (Like-minded democratic partners)
๒.​ ความชอบธรรม: การที่อิสราเอลรับรองโซมาลีแลนด์ช่วยสร้างบรรทัดฐานที่เป็นประโยชน์ต่อไต้หวัน ในแง่ที่ว่า "ความมีอยู่จริงของรัฐ" (De facto existence) และระบอบประชาธิปไตย ควรมีน้ำหนักมากกว่าข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของรัฐแม่ที่ไม่สามารถปกครองพื้นที่นั้นได้จริง
5.3 จีน: ความกังวลต่อแบบอย่าง
จีนจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะการรับรอง "รัฐแบ่งแยกดินแดน" เป็นสิ่งที่จีนต่อต้านมาโดยตลอดเนื่องจากประเด็นไต้หวัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์อิสราเอลโดยตรงแต่ย้ำจุดยืนเรื่องอธิปไตย ซึ่งสะท้อนความลำบากใจในการรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรในแอฟริกากับความสัมพันธ์กับอิสราเอล
6. นัยยะต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดน​: โดมิโนของการแบ่งแยกดินแดน (The Precedent of Separatism)
การตัดสินใจครั้งนี้มีนัยยะที่ไปไกลกว่าแหลมแอฟริกา มันคือการท้าทายกฎเกณฑ์เดิมของโลก​ การที่สมาชิก UN รับรองรัฐที่แยกตัวออกมาฝ่ายเดียวถือเป็นการท้าทายหลักการ Uti Possidetis Juris ของสหภาพแอฟริกาอย่างรุนแรง
๑. เยเมนใต้ (South Yemen): สภาถ่ายโอนอำนาจภาคใต้ (STC) ในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก UAE ได้ออกมาขานรับทันที โดยระบุว่าพวกเขากำลัง "เข้าใกล้การประกาศรัฐเอกราช" การรับรองโซมาลีแลนด์ส่งสัญญาณว่าประชาคมโลก (หรืออย่างน้อยพันธมิตรตะวันตกบางส่วน) อาจเริ่มผ่อนปรนท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงพรมแดน
๒.​ ผลกระทบในแอฟริกา: อาจปลุกกระแสเรียกร้องในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น อัมบาโซเนีย (แคเมอรูน) หรือ ไบอาฟรา (ไนจีเรีย) ให้มีความหวังในการแสวงหาการรับรองจากภายนอกแทนการเจรจากับรัฐบาลกลาง
6.2 สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในทะเลแดง (New Red Sea Security Architecture)
การรับรองนี้กำลังวาดแผนที่ความมั่นคงใหม่
๑. ยุทธศาสตร์คีมหนีบ (Pincer Strategy): อิสราเอลเปลี่ยนจากผู้ตั้งรับในทะเลแดง มาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีฐานปฏิบัติการทั้งทางเหนือ (ไอแลต) และทางใต้ (โซมาลีแลนด์) สิ่งนี้บีบให้กลุ่มฮูตีต้องกระจายกำลังป้องกันและระวังหลังมากขึ้น
๒. ระเบียงเบอร์เบรา (Berbera Corridor): หากอิสราเอล (และอาจรวมถึงสหรัฐฯ ในอนาคต) ให้หลักประกันความมั่นคงแก่โซมาลีแลนด์ เส้นทางการค้าผ่านท่าเรือเบอร์เบราจะกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและปลอดภัยกว่าเส้นทางผ่านจิบูตีหรือโซมาเลีย ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนมหาศาลและเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
การรับรองโซมาลีแลนด์โดยอิสราเอลเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2025 ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" (Game Changer) ที่มิอาจย้อนกลับได้ มันคือชัยชนะของนโยบาย "ความจริงนิยม" (Realpolitik) เหนืออุดมคติทางการทูต อิสราเอลเลือกที่จะแสวงหาพันธมิตรที่จับต้องได้เพื่อความอยู่รอดทางยุทธศาสตร์ มากกว่าจะรักษามารยาททางการทูตกับรัฐบาลกลางโซมาเลียที่อ่อนแอและเป็นปรปักษ์
#ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น (Future Scenarios):
๑. การขยายวงความขัดแย้ง (High Probability): โซมาเลียอาจหันไปหาพันธมิตรที่ก้าวร้าวขึ้น เช่น ตุรกี หรือแม้แต่อิหร่าน เพื่อตอบโต้อิสราเอล สงครามตัวแทน (Proxy War) ระหว่าง "แกนอิสราเอล-โซมาลีแลนด์-เอธิโอเปีย" กับ "แกนโซมาเลีย-ตุรกี-อียิปต์" อาจปะทุขึ้นในรูปแบบของการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหรือความตึงเครียดทางทหาร
๒.​ โดมิโนทางการทูต (Medium Probability): หากสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนโซมาลีแลนด์ (เพื่อแลกกับฐานทัพ) หรือเอธิโอเปียดเดินหน้าตามรอยอิสราเอล จะเกิดคลื่นการรับรองตามมา (Cascade of Recognition) ซึ่งจะทำให้สถานะรัฐของโซมาลีแลนด์มั่นคงถาวร แต่ก็จะทำลายความสัมพันธ์กับสหภาพแอฟริกาอย่างรุนแรง
๓.​ การโดดเดี่ยวแบบครึ่งใบ (Low Probability): หากนานาชาติประณามอิสราเอลและไม่มีใครเจริญรอยตาม โซมาลีแลนด์อาจได้เพียงชัยชนะทางสัญลักษณ์ แต่ต้องเผชิญกับการปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองจากเพื่อนบ้านที่โกรธแค้น
โดยสรุป โซมาลีแลนด์ได้ก้าวออกจากเงามืดสู่แสงสว่างแห่งเวทีโลกแล้ว แต่แสงสว่างนี้มาพร้อมกับความร้อนแรงของไฟสงครามและความขัดแย้งที่กำลังรอวันปะทุ การตัดสินใจของอิสราเอลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสองประเทศ แต่เป็นการเขียนระเบียบโลกใหม่ในจุดที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
#สรุปท่าทีของตัวแสดงหลักต่อการรับรองโซมาลีแลนด์
พลวัตของการรับรองสถานะรัฐโซมาลีแลนด์ถูกขับเคลื่อนโดย อิสราเอล ในฐานะผู้ริเริ่มที่ต้องการสร้างความลึกทางยุทธศาสตร์เพื่อต้านภัยคุกคามจากฮูตี อิหร่าน และคานอำนาจตุรกี ซึ่งสอดรับกับความต้องการของ โซมาลีแลนด์ ที่แสวงหาความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการยอมรับในเวทีโลก โดยมีแรงหนุนเสริมจาก เอธิโอเปีย ที่สนับสนุนแบบเงียบๆ เพื่อต้องการทางออกสู่ทะเล และ ไต้หวัน ที่มุ่งสร้างพันธมิตรประชาธิปไตยนอกระบบ UN
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้เผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจาก โซมาเลีย ที่มองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยและการดำรงอยู่ของรัฐ รวมถึง ตุรกีและอียิปต์ ที่คัดค้านเนื่องจากกังวลเรื่องการสูญเสียอิทธิพล การแข่งขันกับอิสราเอล และความขัดแย้งเรื่องแม่น้ำไนล์​ ท่ามกลางท่าทีที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ของ สหรัฐฯ (รัฐบาลทรัมป์) ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ด้านฐานทัพกับความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั้งเดิม
โฆษณา