9 ม.ค. เวลา 00:01 • สุขภาพ

แมมโมแกรม vs อัลตราซาวด์: ทำไมหมอมักสั่งตรวจคู่กัน? (ฉบับอัปเดตมาตรฐานโลก 2025) 📸🩺

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาไปตรวจสุขภาพหน้าอก คุณหมอมักจะแนะนำให้ทำทั้ง “แมมโมแกรม” และ “อัลตราซาวด์” ควบคู่กันไป? ตรวจแค่อย่างเดียวไม่พอหรืออย่างไร?
ในฐานะหมอ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความซ้ำซ้อนครับ แต่อยู่ที่การ "อุดช่องว่าง" ของกันและกัน ตามแนวทางมาตรฐานสากล NCCN 2025 ที่เน้นความแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัย
1. แมมโมแกรม (Mammogram): เครื่องตรวจจับ "รหัสลับหินปูน" 📸 แมมโมแกรมคือเครื่องมือมาตรฐานในการมองหา จุดหินปูน (Microcalcifications) ขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งอัลตราซาวด์มักจะมองไม่เห็นครับ จุดหินปูนเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของมะเร็งระยะศูนย์ (DCIS) ที่ยังไม่กลายเป็นก้อนเนื้อ
2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ผู้เชี่ยวชาญการแยก "เนื้อ" หรือ "น้ำ" 🩺 สำหรับผู้หญิงไทยและวัยทำงาน (ช่วงอายุ 35 ปี) มักมีภาวะ เนื้อเต้านมแน่น (Dense Breasts) ซึ่งในแมมโมแกรมอาจจะดูขาวโพลนจนบดบังรอยโรคได้ อัลตราซาวด์จะเข้ามาทำหน้าที่ "เจาะลึก" เพื่อดูว่าสิ่งที่เห็นคือ ถุงน้ำ (Cyst) ที่ไม่อันตราย หรือเป็น ก้อนเนื้อแข็ง (Solid Mass) ที่ต้องเฝ้าระวัง
3. พลังของการทำคู่กัน (Synergy for Accuracy) 🎯 มาตรฐานการตรวจวินิจฉัย (Workup) ระบุว่าการใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างช่วยลดโอกาสความคลาดเคลื่อน (False-negative) ได้อย่างมากครับ เพราะสิ่งที่แมมโมแกรมมองข้าม อัลตราซาวด์อาจจะเห็นชัด และสิ่งที่อัลตราซาวด์หาไม่เจอ แมมโมแกรมอาจจะตรวจพบร่องรอยไว้ก่อน
💡 สรุปจากมุมมองแพทย์: การตรวจคู่กันไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการสร้าง "ภาพ 2 มิติที่สมบูรณ์" เพื่อให้คุณหมอสามารถวางแผนการดูแลได้อย่างถูกต้องที่สุด โดยไม่ต้อง "เดา" กับสุขภาพของคุณครับ
รักษาสุขภาพหน้าอกให้เป็นเรื่องปกติของไลฟ์สไตล์นะครับ เพราะการตรวจเจอเร็ว มีโอกาสรักษาหายสูงมากครับ 🌸
โฆษณา