2 ม.ค. เวลา 12:00 • ธุรกิจ

Olympus Scandal มหากาพย์การโกง 5 หมื่นล้าน ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น!

หากเอ่ยชื่อ Olympus หลายคนคงนึกถึงภาพของกล้องถ่ายรูปสุดคลาสสิก หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง…
แบรนด์นี้คือความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1919
ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือแม้แต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพลักษณ์ภายนอกของ Olympus ดูขาวสะอาด มั่นคง และเป็นดั่งสถาบันที่น่าเชื่อถือของโลกธุรกิจ
แต่ใครจะไปเชื่อว่า ภายใต้ฉากหน้าที่ดูดีนั้น กลับซ่อนความลับที่เน่าเฟะมานานกว่า 20 ปี
เป็นความลับมูลค่ามหาศาลกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การโกงเงินธรรมดา แต่มันคือละครฉากใหญ่ที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร การรักษาหน้า และความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ
เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้น และจบลงอย่างไร
ทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงยอมเอาชื่อเสียงร้อยปีมาทิ้งไว้กับหลุมพรางที่ตัวเองขุดขึ้นมา
ลองจินตนาการย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980
ยุคนั้นญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด เศรษฐกิจเติบโตจนใครๆ ก็คิดว่าญี่ปุ่นกำลังจะครองโลก
แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในปี 1985 กับเหตุการณ์ที่เรียกว่า Plaza Accord
ข้อตกลงนี้ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทส่งออกอย่าง Olympus
เมื่อเงินเยนแข็ง สินค้าที่ส่งไปขายต่างประเทศก็แพงขึ้น กำไรจากการขายกล้องและสินค้าเทคโนโลยีเริ่มหดหาย
ผู้บริหารในยุคนั้นจึงเริ่มมองหาทางลัด
ถ้าทำธุรกิจหลักแล้วกำไรมันน้อย หรือทำยากเกินไป ทำไมเราไม่เอาเงินที่มีไปต่อเงินในตลาดการเงินดูบ้าง
1
นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่ไม่มีใครคาดคิด…
ในยุคนั้น บริษัทญี่ปุ่นนิยมทำสิ่งที่เรียกว่า Zaitech หรือวิศวกรรมทางการเงิน
พูดง่ายๆ คือการนำเงินสดของบริษัทไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ หรือตราสารอนุพันธ์ เพื่อปั๊มตัวเลขกำไรมาชดเชยยอดขายที่หายไป
ช่วงแรกทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย Olympus โกยกำไรจากการลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ งบการเงินดูสวยหรูจนผู้ถือหุ้นยิ้มแก้มปริ
แต่โลกของการลงทุนไม่เคยใจดีกับใครตลอดไป
เมื่อฟองสบู่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นแตกดังโพละในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตลาดหุ้นพังพินาศ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ดิ่งเหว
พอร์ตการลงทุนที่เคยสร้างกำไรมหาศาล กลับกลายเป็นขาดทุนยับเยิน
มูลค่าความเสียหายในตอนนั้นพุ่งไปถึงหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลปกติ สิ่งที่ควรทำคือการยอมรับความจริง ตัดขาดทุน และบอกผู้ถือหุ้นไปตรงๆ ว่าเราพลาดไปแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหาร Olympus เลือกทำ…
ด้วยวัฒนธรรมการรักษาหน้า หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Tatemae พวกเขาเลือกที่จะปิดข่าวเงียบ
ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้โลกภายนอกรับรู้ถึงความล้มเหลวนี้เด็ดขาด
พวกเขาจึงเริ่มใช้เทคนิคทางบัญชีที่ซับซ้อนและผิดกฎหมายที่เรียกว่า Tobashi
คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ทำให้บินหายไป”
ในโลกการเงิน มันคือการโยกย้ายผลขาดทุนออกจากบัญชีบริษัทแม่ ให้บินไปซ่อนไว้ที่อื่น เพื่อให้งบการเงินยังดูดี
พวกเขารอจังหวะมานานกว่า 20 ปี เพื่อหาทางล้างบาป หรือกลบหลุมดำทางการเงินนี้ให้เนียนที่สุด
และวิธีที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาได้ ก็คือการไล่ซื้อกิจการ หรือ M&A
แผนการของพวกเขานั้นแยบยลและเลือดเย็น
Olympus จะไปไล่ซื้อบริษัทเล็กบริษัทน้อย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก
แต่จุดสำคัญคือ พวกเขาจะเจตนาซื้อในราคาที่ แพงเกินจริง แบบมหาศาล
ส่วนต่างของเงินที่จ่ายเกินไปนั้น ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกออกแบบให้ไหลวนกลับมาผ่านบริษัทนอมินี เพื่อนำมาโปะหนี้ที่ซ่อนไว้
ตลอดช่วงปี 2000 Olympus ไล่ซื้อบริษัทแปลกๆ มากมาย
ลองนึกภาพบริษัทผลิตกล้องและเครื่องมือแพทย์ แต่กลับไปซื้อบริษัททำอาหารสัตว์เลี้ยง บริษัทผลิตจานพลาสติก หรือบริษัทไอทีเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก
นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มตั้งคำถาม แต่ก็ไม่มีใครเอะใจมากพอ เพราะตัวเลขกำไรในบรรทัดสุดท้ายยังดูดีอยู่
จนกระทั่งมาถึงดีลประวัติศาสตร์ในปี 2008
Olympus ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทอุปกรณ์การแพทย์สัญชาติอังกฤษที่ชื่อว่า Gyrus ด้วยมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และดีลนี้เอง คือจุดตายที่พวกเขาทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้คนจับได้
เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นในปี 2011 เมื่อชายชาวอังกฤษคนหนึ่งก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กร
Michael Woodford คือลูกหม้อที่ทำงานกับ Olympus มานานกว่า 30 ปี ไต่เต้าจากเซลล์ขายของในยุโรปจนผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ที่โตเกียว
เขาเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ประธานบริษัทของยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเจ้านี้
แต่สิ่งที่ Woodford ไม่เคยรู้มาก่อนคือ เขาไม่ได้ถูกเลือกมาเพราะความเก่งกาจเพียงอย่างเดียว
Tsuyoshi Kikukawa ประธานกรรมการผู้ทรงอิทธิพลของ Olympus ในเวลานั้น เป็นคนเลือกเขาขึ้นมาเองกับมือ
ข่าววงในลือกันว่า Kikukawa ต้องการหุ่นเชิด
เขาอยากได้ชาวต่างชาติที่ดูดี มานั่งเป็นหน้าเป็นตา แต่บริหารงานลึกๆ ไม่เป็น เพื่อที่ตัวเขาเองจะได้บงการอยู่หลังฉากต่อไป
และที่สำคัญ ชาวต่างชาติมักจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก และไม่ค่อยเข้าใจความซับซ้อนในบัญชีแบบญี่ปุ่น
แต่สิ่งที่ Kikukawa คำนวณพลาดไปคือ Woodford เป็นคนประเภทกัดไม่ปล่อย และยึดมั่นในความถูกต้องแบบตรงไปตรงมา
เรื่องราวมันเริ่มแดงขึ้นเมื่อนิตยสารธุรกิจฉบับเล็กๆ ในญี่ปุ่นชื่อ Facta ได้ตีพิมพ์บทความแฉเรื่องความไม่ชอบมาพากล
เนื้อหาในบทความระบุถึงตัวเลขที่ผิดปกติอย่างรุนแรงในดีลการซื้อบริษัท Gyrus
ปกติแล้ว ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาในการซื้อขายกิจการ จะอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าดีล
แต่สำหรับดีล Gyrus ทาง Olympus จ่ายค่าที่ปรึกษาไปสูงถึง 687 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
1
ตัวเลขนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด
นี่คือค่าที่ปรึกษาที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจที่เคยมีการบันทึกไว้
ทันทีที่ Woodford เห็นข้อมูลนี้ เขาตกใจมากและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เขาเริ่มส่งอีเมลไปสอบถามผู้บริหารระดับสูงอย่าง Kikukawa และ Hisashi Mori
คำตอบที่เขาได้รับกลับมา มีแต่ความเงียบ และการบ่ายเบี่ยงว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคทางบัญชีที่คนต่างชาติไม่เข้าใจ
ยิ่งถูกปิดบัง Woodford ยิ่งสงสัย…
เขาตัดสินใจจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกอย่าง PwC มาตรวจสอบเส้นทางการเงินแบบเงียบๆ
ผลการตรวจสอบออกมาว่า เงินจำนวนมหาศาลนั้น ไหลออกไปสู่บริษัทในหมู่เกาะเคย์แมน ซึ่งเป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน และไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของปลายทางได้
Woodford รู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องผิดพลาดทางบัญชี แต่มันคือการทุจริตระดับองค์กร
เขาตัดสินใจยื่นคำขาดให้บอร์ดบริหารลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
เขาเขียนจดหมายถึง Kikukawa โดยตรง เรียกร้องให้ลาออกและเข้ามอบตัว
นี่คือการประกาศสงครามที่หาญกล้าที่สุดของพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่ง ที่กล้างัดข้อกับบอร์ดบริหารทั้งคณะ ในถิ่นที่เขาเป็นเพียงคนนอก
และแล้ว วันตัดสินชะตากรรมก็มาถึง
ในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2011 มีการเรียกประชุมบอร์ดด่วนที่สำนักงานใหญ่ในโตเกียว
Woodford เดินเข้าไปในห้องประชุมด้วยความมุ่งมั่น แต่บรรยากาศภายในกลับเงียบกริบและเย็นชา
ทันทีที่เขานั่งลง Kikukawa ก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดประโยคสั้นๆ ว่าขอยื่นข้อเสนอให้ปลด Michael Woodford ออกจากตำแหน่ง
สิ้นเสียงคำประกาศ กรรมการทุกคนในห้องยกมือเห็นด้วยพร้อมกันร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่มีการอภิปราย ไม่มีการถามหาเหตุผล ทุกอย่างถูกเตี๊ยมมาเป็นอย่างดีแล้ว
Woodford ถูกเชิญออกจากห้องประชุมทันที เขาถูกยึดโทรศัพท์ ยึดคอมพิวเตอร์ และถูกสั่งให้เก็บของออกจากตึก
จาก CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ กลายเป็นคนตกงานภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ภาพที่น่าเจ็บปวดคือ ก่อนจะเดินออกจากตึก พนักงานคนหนึ่งยื่นแซนด์วิชทูน่ากับน้ำผลไม้ให้เขา เป็นเหมือนอาหารมื้อสุดท้าย
แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
หลังจากถูกไล่ออก Woodford ได้รับคำเตือนจากเพื่อนนักข่าวว่าให้ระวังตัว
เงินที่หายไปจำนวนมหาศาลขนาดนั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลมืด
ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เขาตัดสินใจเก็บของและรีบตรงไปที่สนามบินนาริตะทันที
ตลอดทางเขามองกระจกหลังด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าจะมีรถตามมาประกบ
จนกระทั่งเครื่องบินทะยานขึ้นสู่น่านฟ้าอังกฤษ เขาถึงกล้าที่จะหายใจได้ทั่วท้อง
เมื่อถึงลอนดอน Woodford ไม่รอช้า เขาเอาหลักฐานทั้งหมดที่มีส่งให้กับสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times และ BBC
ข่าวนี้ดังระเบิดไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน
หัวข้อข่าวพาดหัวตัวโตว่า CEO ฝรั่งแฉบริษัทยักษ์ญี่ปุ่นแต่งบัญชี
ในช่วงแรก Olympus ออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง โดยอ้างว่า Woodford ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ และไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร
ราคาหุ้นของ Olympus ดิ่งลงเหว นักลงทุนเทขายหนีตายเพราะความไม่มั่นใจ
มูลค่าบริษัทหายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
แต่ความจริงก็คือความจริง
เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา กระโดดเข้ามาตรวจสอบ หลักฐานต่างๆ ก็เริ่มมัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด
ในที่สุด วันที่ 8 พฤศจิกายน 2011 หรือเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่ไล่ Woodford ออก
Olympus ก็ต้องจำนนด้วยหลักฐานและตั้งโต๊ะแถลงข่าว
พวกเขายอมรับสารภาพว่า ได้ทำการปกปิดตัวเลขขาดทุนมาตั้งแต่ยุค 1990 และใช้ดีลการซื้อกิจการต่างๆ เพื่อฟอกเงินเหล่านั้นจริง
คำสารภาพนี้สั่นสะเทือนวงการธุรกิจญี่ปุ่นครั้งใหญ่ และทำลายความเชื่อมั่นที่โลกมีต่อบริษัทญี่ปุ่นไปจนหมดสิ้น
บทสรุปของคดีนี้ ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Kikukawa และ Mori รวมถึงผู้ตรวจสอบบัญชี ถูกจับกุมและดำเนินคดี
ส่วน Olympus รอดพ้นจากการล้มละลายมาได้อย่างหวุดหวิด โดยต้องยอมขายธุรกิจกล้องถ่ายรูปที่เป็นตำนานทิ้งไป เพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับและพยุงสถานะการเงิน
ปัจจุบันธุรกิจหลักของพวกเขาคือกล้องส่องตรวจภายในร่างกาย ซึ่งยังคงครองส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างแข็งแกร่ง
ทางด้าน Michael Woodford เขาได้รับเงินชดเชยจาก Olympus เป็นจำนวน 10 ล้านปอนด์ ในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
เรื่องราวของ Olympus Scandal ให้บทเรียนราคาแพงแก่โลกธุรกิจ
มันสอนให้เรารู้ว่า สนิมมักเกิดจากเนื้อในตน
องค์กรจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็พร้อมจะพังทลายลงได้ หากวัฒนธรรมภายในเน่าเฟะ
การที่ผู้บริหารเลือกที่จะโกหกเพื่อรักษาหน้าในวันนี้ มันคือการสร้างระเบิดเวลาที่จะทำลายทุกอย่างในวันหน้า
และที่สำคัญ มันสอนให้นักลงทุนอย่างเรารู้ว่า เราดูแค่งบการเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้
เราต้องดูไปถึงธรรมาภิบาล และความซื่อสัตย์ของผู้บริหารด้วย
ตัวเลขอาจจะหลอกกันได้ แต่พฤติกรรมที่น่าสงสัย มักจะทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
ลองมองดูบริษัทที่คุณสนใจ หรือบริษัทที่คุณกำลังทำงานอยู่ให้ดี
ไม่แน่ว่า อาจจะมีความลับบางอย่าง ซ่อนอยู่ใต้พรมผืนใหญ่ โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้…
References : [bbc, reuters, nytimes, ft, theguardian]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/olympus-scandal/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา