โดยเฉพาะเมื่อใช้ Afterburner ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเป็น Super Tomcat ที่ใช้เครื่องยนต์ F110 จาก General Electric ซึ่งให้กำลังสูงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และทำให้สามารถบินตรวจการณ์ได้นานขึ้นถึง 34%
ในประวัติศาสตร์ของการบิน F-14 มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนฝึกนักบินขับไล่ชั้นยอดที่รู้จักกันในชื่อ Top Gun แม้เครื่องบินรบจะมีระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย แต่การทำงานเป็นทีมระหว่างนักบินและ RIO คือกุญแจสำคัญรวมถึงยุทธวิธีอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักบินชนะการรบ
หากท่านเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Top Gun จะเห็นการฝึกต่อสู้กับเครื่องบินที่มีลักษณะต่างกัน (Dissimilar Air Combat Training) เพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่มิกของศัตรู ช่วยเพิ่มอัตราการชนะ (Kill Ratio) จาก 3:1 เป็น 13:1 ในช่วงสงครามเวียดนาม
บททดสอบสุดท้ายของหลักสูตรนี้คือการวางแผนและโจมตีเป้าหมายจำลอง ซึ่งรวมเอาทุกทักษะที่เรียนมาใช้ในสถานการณ์จริง F-14 Tomcat ถือว่าเป็นเครื่องบินที่ทรงคุณค่าต่อกองทัพเรือสหรัฐฯเป็นอย่างมาก แต่ทว่าเครื่องบินแบบนี้ได้ปลดประจำการเนื่องด้วยการมาถึงของ Super Hornet จนเหลือผู้ใช้งานรายเดียวคืออิหร่าน
สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมกองทัพอากาศไต้หวัน (REPUBLIC OF CHINA AIR FORCE : ROCAF) จึงไม่มี F-14 Tomcat เพราะว่าข้อจำกัดทางการเมืองระหว่างประเทศ ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯทำข้อตกลงกับจีนว่าจะจำกัดการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทั้งในเชิงปริมาณและ "คุณภาพ" โดยจะไม่ขายอาวุธที่ทันสมัยเกินกว่าที่เคยมีมา
แม้กระทั่งระบบคอมพิวเตอร์และ Data Link ของ F-14 ต่อให้จะเป็นรุ่น D ก็ยังล้าหลังเกินกว่าจะรวมเข้ากับระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ของไต้หวันได้อย่างสมบูรณ์และระบบเรดาร์รุ่นเก่าของ F-14 ก็ใช่ว่าจะดีกว่านี้ อาจจะตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายต่อระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Jamming) ที่ทันสมัยของจีน