5 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ถ้าไต้หวันมี F-14 Tomcat

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไต้หวันกำลังมีปัญหากับจีนเรื่องนโยบายจีนเดียว ทำให้ประธานาธิบดีไต้หวันต้องออกมาประกาศผ่านสุนทรพจน์ว่า "ไต้หวันต้องเตรียมแผนรับมือสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความหวังสำหรับสิ่งที่ดีที่สุด'' นั่นหมายถึงเมื่อเข้าสู่ปีค.ศ.2026 การใช้กำลังทางทหารรับมือจีนจึงต้องมีความเข้มแข็งขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมา
ในขณะที่กองทัพอากาศไต้หวันใช้ F-16V เป็นเครื่องบินขับไล่หลักในการรับมือจีน ผู้เขียนเลยคิดเล่นๆว่าหากกองทัพอากาศไต้หวันประจำการด้วย F-14 Tomcat ประจำการ จะมีความสามารถมากน้อยเพียงใดในการรับมือหากจีนจะยึดครองดินแดนแห่งนี้ในปีค.ศ.2026 ก่อนอื่นขอเชิญทุกท่านมาทำความรู้จักกับ F-14 ก่อนเพื่อจะทราบถึงที่มาของเครื่องบินแบบนี้ว่าทำไมจึงเป็นอมตะ เรื่องราวจะเป็นเช่นไร ไปติดตามกันครับ
Grumman F-14 Tomcat ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบินขับไล่ธรรมดา ไม่เป็นเเค่เครื่องบินในหนัง Top Gun ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบินที่สวยงาม มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจทางอากาศที่ทรงพลังที่สุดแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ มันเคยประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯในยุคสงครามเย็นจนมาถึงสงครามในอิรักก่อนจะปลดประจำการ แต่มีประเทศหนึ่งในโลกที่ไม่ยอมปลดประจำการคือที่ใด เดี๋ยวอ่านต่อไปแล้วทุกท่านจะอ๋อแน่นอนครับ
จุดกำเนิดของคนคือคลอดจากครรภ์มารดาฉันใด จุดกำเนิดของ F-14 ย่อมมีที่มาฉันนั้น
ขอย้อนกลับไปในปีค.ศ.1962 โครงการเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธียุคใหม่ (Tactical Fighter Experimental : TFX) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็น F-111B โครงการนี้ถูกผลักดันโดยรัฐมนตรีกลาโหม Robert McNamara
เพื่อสร้างเครื่องบินขับไล่ที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศเพื่อประหยัดงบประมาณ อย่างไรก็ตาม F-111B ประสบปัญหาใหญ่เรื่อง “น้ำหนักเกิน” และไม่ตอบโจทย์การใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน กองทัพเรือสหรัฐฯจึงได้เริ่มศึกษาโครงการใหม่ร่วมกับบริษัท Grumman อย่างลับๆ จนนำไปสู่โครงการ VFX (Naval Fighter Experimental) และการกำเนิดของ F-14 ในที่สุด
ทำไมต้องใช้ชื่อ Tomcat เรื่องนี้มีที่มา Grumman เคยสร้าง F4F Wildcat , F6F Hellcat , F7F Tigercat และ F8F Bearcat จึงทำให้ต้องนำประสบการณ์จากการสร้างเครื่องบินตระกูล "Cat" ในอดีตตามชื่อที่กล่าวมานี้มาใช้ในการออกแบบ F-14 อีกทั้งชื่อ Tomcat มีที่มาจากพลเรือเอก Thomas F. Connolly รองเสนาธิการกองบินสงครามทางเรือ
โดยมีลักษณะเด่นดังนี้ ตัวถังเครื่องบินถูกออกแบบให้ช่วยสร้างแรงยกได้มหาศาล ปีกแบบแปรผัน เป็นปีกสามารถกางออกเพื่อเพิ่มแรงยกในความเร็วต่ำ และลู่ไปข้างหลังเพื่อทำความเร็วสูงเหนือเสียง มีแพนหางดิ่งคู่ การใช้แพนหางดิ่งคู่ช่วยให้เครื่องบินมีความสูงลดลงเพื่อให้สามารถจัดเก็บในโรงเก็บเครื่องบินของเรือบรรทุกเครื่องบินได้
สำหรับการจัดที่นั่งแบบเรียงเดี่ยวหน้า-หลัง แตกต่างจาก F-111B ที่นั่งเคียงข้างกัน เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและการทำหน้าที่ที่ชัดเจนระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่เรดาร์ (RIO)
สิ่งที่ทำให้ F-14 โดดเด่นกว่าเครื่องบินรบแบบอื่นในยุคสงครามเย็นคือ ระบบควบคุมอาวุธ AWG-9 และขีปนาวุธ AIM-54 Phoenix
ประสิทธิภาพของเรดาร์นั้นสามารถติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันถึง 24 เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินหรือเรือรบและสามารถยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายที่แตกต่างกันได้ 6 เป้าหมายพร้อมกัน
F-14 เป็นเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือสหรัฐฯที่ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะยิงไกลเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้กับเครื่องบินแบบนี้ได้คือ AIM-54 Phoenix มีระยะยิงไกลกว่าขีปนาวุธชนิดอื่นถึง 2 เท่า และมีระบบ "ยิงแล้วลืม" (Fire-and-forget) นอกจาก Phoenix แล้ว Tomcat ยังติดปืนใหญ่ 20 มม. M61 Vulcan และขีปนาวุธ AIM-7 Sparrow และ AIM-9 Sidewinder สำหรับการต่อสู้ระยะประชิด
ในช่วงแรก F-14A ประสบปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ TF30 ที่มักเกิดอาการ Compressor Stall หรือเครื่องยนต์ชะงัก
โดยเฉพาะเมื่อใช้ Afterburner ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเป็น Super Tomcat ที่ใช้เครื่องยนต์ F110 จาก General Electric ซึ่งให้กำลังสูงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และทำให้สามารถบินตรวจการณ์ได้นานขึ้นถึง 34%
ในประวัติศาสตร์ของการบิน F-14 มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนฝึกนักบินขับไล่ชั้นยอดที่รู้จักกันในชื่อ Top Gun แม้เครื่องบินรบจะมีระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย แต่การทำงานเป็นทีมระหว่างนักบินและ RIO คือกุญแจสำคัญรวมถึงยุทธวิธีอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักบินชนะการรบ
หากท่านเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Top Gun จะเห็นการฝึกต่อสู้กับเครื่องบินที่มีลักษณะต่างกัน (Dissimilar Air Combat Training) เพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่มิกของศัตรู ช่วยเพิ่มอัตราการชนะ (Kill Ratio) จาก 3:1 เป็น 13:1 ในช่วงสงครามเวียดนาม
บททดสอบสุดท้ายของหลักสูตรนี้คือการวางแผนและโจมตีเป้าหมายจำลอง ซึ่งรวมเอาทุกทักษะที่เรียนมาใช้ในสถานการณ์จริง F-14 Tomcat ถือว่าเป็นเครื่องบินที่ทรงคุณค่าต่อกองทัพเรือสหรัฐฯเป็นอย่างมาก แต่ทว่าเครื่องบินแบบนี้ได้ปลดประจำการเนื่องด้วยการมาถึงของ Super Hornet จนเหลือผู้ใช้งานรายเดียวคืออิหร่าน
สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมกองทัพอากาศไต้หวัน (REPUBLIC OF CHINA AIR FORCE : ROCAF) จึงไม่มี F-14 Tomcat เพราะว่าข้อจำกัดทางการเมืองระหว่างประเทศ ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯทำข้อตกลงกับจีนว่าจะจำกัดการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทั้งในเชิงปริมาณและ "คุณภาพ" โดยจะไม่ขายอาวุธที่ทันสมัยเกินกว่าที่เคยมีมา
อีกทั้งในตอนนั้น F-14 ติดตั้งขีปนาวุธ Phoenix ที่สามารถยิงเป้าหมายได้จากระยะไกลกว่า 150 กม. ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเชิงรุกที่ทำลายสมดุลในช่องแคบไต้หวันอย่างมาก สหรัฐฯ จึงปฏิเสธที่จะขายให้เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงกับจีน อีกทั้ง F-14 มีกลไกปีกลู่ที่ซับซ้อน ทำให้ต้องใช้เวลาในการบำรุงรักษาต่อชั่วโมงบินสูงมาก
เหตุผลสุดท้ายที่ไต้หวันไม่มี ''แมวเก้าชีวิต" อีกปัจจัยหนึ่งหลายๆท่านคุ้นเคยกันดี ท่านจำอิหร่านได้ไหม พวกเขาเป็นประเทศเดียวในโลกที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อ F-14 มาก่อนการปฏิวัติปีค.ศ.1979 หลังจากนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ จึงนำไปสู่การสิ้นสุดทางเพื่อน สหรัฐฯประสบปัญหาอย่างมากในการควบคุมไม่ให้เทคโนโลยีของ F-14 หรืออาวุธขั้นสูงหลุดไปถึงมือศัตรู ทำให้สหรัฐฯ ระมัดระวังอย่างยิ่งในการส่งออกเครื่องบินรุ่นนี้ให้กับประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง
เมื่อในความเป็นจริงไปได้ยาก หากมองในโลกคู่ขนานหรือ Multiverse ที่คอหนังไซไฟชอบเรียกๆกัน กองทัพอากาศไต้หวันได้จัดหา F-14 Tomcat จากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เช่น ช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ถึงต้น 80 โลกจะเปลี่ยนไปจากความเป็นจริงในหลายมิติ
อาทิเช่น หากไต้หวันมี F-14 พร้อมเรดาร์ AN/AWG-9 และขีปนาวุธ AIM-54 Phoenix ไต้หวันจะสามารถตรวจจับและสอยเครื่องบินจีนได้ตั้งแต่ยังไม่ทันบินข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่ตามไม่ทัน ในขณะเดียวกันจีนอาจต้องเร่งพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 เร็วกว่าความเป็นจริงนับสิบปีเพื่อตอบโต้ "ภัยคุกคาม" จาก Tomcat
ยิ่งไปกว่านั้นการขาย F-14 ให้กองทัพอากาศไต้หวันทำให้จีนอาจยุติการปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีเรแกน และหันกลับไปจับมือกับสหภาพโซเวียตอย่างแน่นแฟ้นอีกครั้ง เพื่อขอเทคโนโลยีมาสู้กับ F-14
และที่สำคัญจะไม่มีเครื่องบินขับไล่ AIDC F-CK-1 Ching-kuo ที่สร้างเองเกิดขึ้น เพราะงบส่วนมากนำไปลงทุนกับการจัดหา F-14 เข้าประจำการ งบไม่ได้จบที่งบซื้อเครื่องบิน งบประมาณกลาโหมของไต้หวันอาจถูกกลืนกินโดยค่าอะไหล่และค่าเชื้อเพลิงของ F-14 จนไม่เหลือเงินพัฒนาเหล่าทัพอื่น
อีกทั้งหากกองทัพเรือสหรัฐฯ ปลดประจำการ F-14 ในปีค.ศ.2006 ไต้หวันจะตกที่นั่งลำบากเหมือนอิหร่านในปัจจุบัน คือต้องหาอะไหล่เองหรือต้องทำวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse Engineering) ซึ่งยากและแพงมาก
หากอยู่มาได้ถึงปีค.ศ.2026 แล้วการฝึกซ้อมของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนยกระดับขึ้นเป็นสงครามก็มีความเสี่ยงต่อ F-14 มากขึ้น เพราะเรดาร์ AN/AWG-9 ที่ทรงพลังมันเป็นอดีตไปแล้ว จึงไม่สามารถตรวจจับเครื่องบินขับไล่ล่องหนที่มีค่า Radar Cross Section (RCS) ต่ำมากอย่าง J-20
ทุกท่านอย่าลืมว่า J-20 สามารถตรวจพบ F-14 ได้จากระยะไกลด้วยเรดาร์ AESA และยิงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ PL-15 เข้าใส่ก่อนที่ F-14 จะรู้ตัวด้วยซ้ำ ทำให้ความได้เปรียบเรื่องระยะยิงของขีปนาวุธ Phoenix ในอดีตหมดความหมายไป พูดง่ายๆคือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 แบบนี้เปรียบได้กับไดโนเสาร์เต่าล้านปีเลยทีเดียว
แม้กระทั่งระบบคอมพิวเตอร์และ Data Link ของ F-14 ต่อให้จะเป็นรุ่น D ก็ยังล้าหลังเกินกว่าจะรวมเข้ากับระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ของไต้หวันได้อย่างสมบูรณ์และระบบเรดาร์รุ่นเก่าของ F-14 ก็ใช่ว่าจะดีกว่านี้ อาจจะตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายต่อระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Jamming) ที่ทันสมัยของจีน
เรื่องการซ่อมบำรุงในสถานการณ์สงครามจริงที่ต้องบินสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง F-14 จะมีปัญหาเรื่องอะไหล่และการซ่อมบำรุงที่ซับซ้อน ใช้เวลาซ่อมหลายสิบชั่วโมงต่อการบิน 1 ชั่วโมง ทำให้ไม่สามารถรักษาสัดส่วนเครื่องบินพร้อมรบได้เพียงพอต่อการรับมือจำนวนเครื่องบินมหาศาลของจีน
อีกทั้งอันตรายที่อาจหนีไม่พ้นนั่นคือการเป็นเป้าหมายบนดิน เนื่องจาก F-14 มีขนาดใหญ่มาก จึงยากต่อการพรางตัวหรือซ่อนในอุโมงค์บนเขาของไต้หวัน ทำให้เสี่ยงต่อการถูกทำลายด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลตั้งแต่ยังไม่ทันได้ขึ้นบิน
ข้อมูลจำเพาะ F-14 Tomcat
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
นักบิน : 2 นาย (นักบินและเจ้าหน้าที่ควบคุมเรดาร์)
ความยาว: 62 ฟุต 9 นิ้ว (19.13 เมตร)
ความกว้างปีก: 64 ฟุต 1.5 นิ้ว (19.545 เมตร)
ความกว้างปีกขณะกางออก: 38 ฟุต 2.5 นิ้ว (11.646 เมตร)
ความสูง: 16 ฟุต (4.9 เมตร)
พื้นที่ปีก: 565 ตารางฟุต (52.5 ตารางเมตร) เฉพาะปีก
1,008 ตารางฟุต (94 ตารางเมตร) พื้นที่ใช้งานรวมลำตัว
รูปทรงปีก:
Grumman (1.74)(35)(9.6)-(1.1)(30)(1.1) โคนปีก
Grumman (1.27)(30)(9.0)-(1.1)(40)(1.1) ปลายปีก
น้ำหนักเปล่า: น้ำหนักสุทธิ: 43,735 ปอนด์ (19,838 กิโลกรัม)
น้ำหนักรวม: 61,000 ปอนด์ (27,669 กิโลกรัม)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด: 74,350 ปอนด์ (33,725 กิโลกรัม)
ความจุเชื้อเพลิง: เชื้อเพลิงภายใน 16,200 ปอนด์ (7,348 กิโลกรัม); ถังเชื้อเพลิงภายนอกเสริม 2 ถัง ขนาด 267 แกลลอนสหรัฐ (222 imp แกลลอน; 1,010 ลิตร) / 1,756 ปอนด์ (797 กิโลกรัม)
เครื่องยนต์: เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบมีสันดาปท้ายจำนวน 2 เครื่อง General Electric F110-GE-400 แรงขับ 16,333 ปอนด์ (72.65 กิโลนิวตัน) ต่อเครื่อง (แบบแห้ง) และ 26,950 ปอนด์ (119.9 กิโลนิวตัน) เมื่อใช้สันดาปท้าย
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด: มัค 2.34, 1,544 ไมล์ต่อชั่วโมง (1,342 นอต; 2,485 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต (12,190 เมตร)
มัค 1.2, 794 นอต (914 ไมล์ต่อชั่วโมง; 1,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ระดับน้ำทะเล
ความเร็วปกติ: 420 นอต (480 ไมล์ต่อชั่วโมง, 780 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
พิสัยทำการบิน : 1,600 ไมล์ทะเล (1,800 ไมล์, 3,000 กิโลเมตร)
พิสัยทำการรบ: 503 ไมล์ทะเล (579 ไมล์, 932 กิโลเมตร) ในการคุ้มกันเครื่องบินฝ่ายเดียวกัน
204 ไมล์ทะเล (235 ไมล์; 378 กิโลเมตร) ในการสกัดกั้นจากดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน
150 ไมล์ทะเล (170 ไมล์; 280 กิโลเมตร) ภารกิจคุ้มกันกองเรือ พร้อมเวลาบินวน 1.91 ชั่วโมง
เพดานบินสูงสุด: 53,000 ฟุต (16,000 เมตร) ขึ้นไป
ขีดจำกัดแรง G: +7.5 g (+6.5 g ขีดจำกัดการใช้งาน)
อัตราการไต่ระดับ: 45,000 ฟุต/นาที (230 เมตร/วินาที) ขึ้นไป
น้ำหนักบรรทุกปีก: 96 ปอนด์/ตารางฟุต (470 กก./ตร.ม.)
48 ปอนด์/ตารางฟุต (230 กก./ตร.ม.) ที่มีประสิทธิภาพ
อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก: 0.88 ที่น้ำหนักรวม (1.02 เมื่อน้ำหนักบรรทุกและเชื้อเพลิงภายใน 50%)
ระยะทางวิ่งขึ้น: 2,500 ฟุต (760 เมตร)
ระยะทางวิ่งลงจอด: 2,400 ฟุต (730 เมตร)
อาวุธ
ปืนใหญ่อากาศหมุนได้ 6 ลำกล้อง M61A1 Vulcan ขนาด 20 มม. พร้อมกระสุน 675 นัด
จุดติดตั้งอาวุธ: รวม 10 จุด: 6 จุดใต้ลำตัวเครื่องบิน, 2 จุดใต้ห้องเครื่องยนต์ และ 2 จุดบนปีก ความจุ 14,500 ปอนด์ (6,600 กก.) สำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์และถังเชื้อเพลิงพร้อมช่องสำหรับบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์หลายแบบ
จรวด: 7x แท่นปล่อยอาวุธ LAU-10 (รวม 28 ลูก)
ขีปนาวุธ: ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-54 Phoenix, AIM-7 Sparrow, AIM-9 Sidewinder
ระเบิด:
ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม JDAM , ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูล Paveway ระเบิดไม่นำวิถีตระกูล Mk 80 ระเบิดลูกปราย Mk 20 Rockeye II
อื่นๆ:
กระเปาะชี้เป้าลาดตระเวนทางอากาศเชิงยุทธวิธี (TARPS : )
กระเปาะชี้เป้า AN/AAQ-14 LANTIRN
ถังเชื้อเพลิงสำรอง 2 ถัง ขนาด 267 แกลลอนสหรัฐ (1,010 ลิตร; 222 imp แกลลอน) สำหรับเพิ่มระยะปฏิบัติการ/เวลาบินวน
ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน
เรดาร์ Hughes AN/APG-71
เครื่องรับสัญญาณเตือนเรดาร์ AN/ALR-67
ระบบค้นหาและติดตามอินฟราเรด AN/AAS-42, AAX-1 TCS
ระบบนำทางเฉื่อย AN/ASN-130
การอัปเกรดเครื่องรับสัญญาณวิดีโอแบบควบคุมระยะไกล (ROVER)
ในโลกแห่งความเป็นจริงกองทัพอากาศไต้หวันมี F-16V รุ่นเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ดังนั้นหากใช้ F-14 จึงไม่อาจตอบสนองความต้องการในการป้องกันประเทศได้อย่างแท้จริง อีกทั้งหากเป็นปีค.ศ.2026 F-14 ก็ยังคงเป็นนักรบโบราณตลอดไปด้วยความล้าหลัง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม F-14 ก็คือเครื่องบินขับไล่ที่ใครต่อใครต่างก็ชื่นชอบเมื่อรูปทรงตอนที่บินบนท้องฟ้า หากข้อความใดทำให้แฟนๆ F-14 อ่านแล้วยังไม่เคลียร์ ผู้เขียนก็ต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์ด้วย Gemini AI บางข้อมูลอาจมีผิดพลาดบ้างไม่ว่ากัน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Gemini AI
Thai Weapon Channel
DAN STIJOVICH
RAYMOND RIVARD
HASEGAWA
เรียบเรียงโดย : นายพลห้าดาว
โฆษณา