Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สุขภาพดีไม่มีในขวด
•
ติดตาม
3 ม.ค. เวลา 09:35 • สุขภาพ
Itraconazole รักษาเกลื้อน: สูตรการใช้ที่พบบ่อย และข้อควรระวัง
(1) ความหมายของเกลื้อน และข้อบ่งชี้ในการใช้ยารับประทาน
“เกลื้อน” หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า pityriasis versicolor เป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนังชั้นตื้น โดยมีสาเหตุมาจากยีสต์ในกลุ่ม Malassezia ซึ่งเป็นเชื้อราที่ปกติพบได้บนผิวหนัง ลักษณะของรอยโรคมักเป็นปื้นราบ สีอ่อนหรือเข้มกว่าสีผิวปกติ และมีขุยละเอียด มักพบบริเวณลำตัว คอ หรือไหล่ และมีแนวโน้มเป็นซ้ำได้
แนวทางการรักษาเบื้องต้นนิยมใช้ยาทาภายนอก เช่น แชมพูหรือครีมต้านเชื้อรา และจะพิจารณาใช้ยารับประทานในกรณีต่อไปนี้:
* รอยโรคมีการกระจายกว้าง
* เป็นซ้ำบ่อยหรือมีลักษณะเรื้อรัง
* ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือมีข้อจำกัดในการใช้ยาทา
ทั้งนี้ แม้เชื้อราจะถูกกำจัดแล้ว สีผิวที่เปลี่ยนแปลงไปอาจยังคงอยู่ และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าสีผิวจะกลับมาใกล้เคียงปกติ
(2) Itraconazole: ภาพรวมทางเภสัชวิทยาเบื้องต้น
Itraconazole เป็นยาต้านเชื้อรารับประทานในกลุ่ม azole ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อรา ยานี้มีคุณสมบัติในการสะสมในชั้นผิวหนังและเคราติน จึงสามารถใช้ในรูปแบบคอร์สสั้นได้ในโรคผิวหนังจากเชื้อราบางชนิด
อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีข้อควรระวังสำคัญ ได้แก่:
* ความเสี่ยงในการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาหลายชนิด
* หลีกเลี่ยงในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือการทำงานของหัวใจผิดปกติ
* อาจเกิดพิษต่อตับในบางราย จึงควรมีการประเมินการทำงานของตับก่อนเริ่มใช้ยา
(3) สูตรการใช้ itraconazole ในการรักษาเกลื้อนที่พบบ่อย
> หมายเหตุ: ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษาอาจแตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละแหล่งข้อมูล รวมถึงปัจจัยด้านความรุนแรงของโรค พื้นที่ผิวหนังที่มีรอยโรค โรคร่วม และการใช้ยาร่วมอื่น ๆ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสูตรที่เหมาะสมในแต่ละราย
3.1 สูตรการรักษาในผู้ใหญ่ (Treatment regimens)
สูตร itraconazole ที่มักพบในแนวทางทางคลินิกและตำราทางโรคผิวหนัง ได้แก่:
* Itraconazole 200 mg วันละครั้ง × 5–7 วัน
เป็นสูตรที่พบได้บ่อยในแหล่งข้อมูลทางคลินิกและมักใช้ในกรณีทั่วไป
* Itraconazole 200 mg วันละครั้ง × 7 วัน
เป็นสูตรที่นิยมใช้เพื่อให้ได้ขนาดยาสะสมที่เพียงพอ โดยเฉพาะในรายที่มีรอยโรคหลายแห่งหรือการตอบสนองต่อยาทาไม่ดีนัก
* Itraconazole 200 mg วันละครั้ง × 7–10 วัน
ใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง เป็นบริเวณกว้าง หรือมีประวัติเป็นซ้ำเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาขยายระยะเวลารักษาตามความเหมาะสม
ในแนวคิดการรักษา มีการกล่าวถึง “ขนาดยาสะสม” ว่าโดยทั่วไปควรได้ itraconazole รวมประมาณ 1,000 mg ขึ้นไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ เช่น การให้ขนาด 200 mg ต่อวัน × 5 วัน (รวม 1,000 mg) หรือ 7 วัน (รวม 1,400 mg)
3.2 สูตรป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (Prophylaxis regimens)
เกลื้อนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำสูง โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติเป็นซ้ำบ่อย การป้องกันการกลับเป็นซ้ำอาจพิจารณาในรายที่ควบคุมโรคได้แล้วและมีปัจจัยเสี่ยงที่เหมาะสม
สูตรที่พบบ่อยในการป้องกัน ได้แก่:
* Itraconazole 200 mg รับประทานวันเดียว 2 ครั้ง ห่างกัน 12 ชั่วโมง (รวม 400 mg) เดือนละครั้ง × 6 เดือน
ใช้ในรายที่มีประวัติเป็นซ้ำชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำในระยะยาว
* Itraconazole 200 mg เดือนละครั้ง × 6 เดือน
เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พบได้ในแนวทางบางแหล่ง ใช้ในกรณีที่ความรุนแรงน้อยกว่า
การพิจารณาใช้ itraconazole ในรูปแบบการป้องกัน จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคร่วมทางตับหรือหัวใจ หรือมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยา
(4) วิธีรับประทาน itraconazole เพื่อให้ได้ผลดี — จุดที่มักพลาด
การดูดซึมของ itraconazole (ชนิดแคปซูล) ขึ้นอยู่กับอาหารและระดับความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร
* ควรรับประทานแคปซูลทันทีหลังอาหารมื้อหลัก เพื่อเพิ่มการดูดซึม
* หากใช้ยาลดกรด เช่น ยากลุ่ม H2-blocker หรือ proton pump inhibitors (PPI) อาจลดการดูดซึมของยา
* ในบางกรณี หากกรดในกระเพาะลดลง อาจพิจารณาให้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด (เช่น น้ำส้ม หรือน้ำอัดลม) ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
ห้ามสลับใช้ระหว่างยาแคปซูลกับยาน้ำ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากรูปแบบทั้งสองให้ระดับยาในร่างกายแตกต่างกัน และมีข้อบ่งใช้บางประการที่ไม่เหมือนกัน
(5) ข้อควรระวังสำคัญในการใช้ itraconazole
5.1 ผลต่อหัวใจ
Itraconazole อาจทำให้เกิดหรือทำให้อาการของภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง โดยมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของหัวใจ (negative inotropic effect)
* ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีพยาธิสภาพของหัวใจห้องล่าง
* หากระหว่างใช้ยาเกิดอาการ เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ บวม หรือหายใจลำบาก ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที
5.2 พิษต่อตับ
อาจเกิดตับอักเสบรุนแรงได้ แม้พบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกของการรักษา
* ควรสังเกตอาการ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรืออุจจาระสีซีด
* แนะนำให้พิจารณาตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มยา และติดตามในระหว่างการใช้ยา
* ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือการทำงานของตับผิดปกติ เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างชัดเจน
5.3 ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug Interactions)
เป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย itraconazole มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นจำนวนมาก
* ห้ามใช้ร่วมกับยาบางกลุ่ม เช่น:
* ยารักษาโรคหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด (เช่น dofetilide, quinidine)
* ยากลุ่ม ergot alkaloids
* ยานอนหลับบางชนิด (เช่น midazolam, triazolam)
* ยาลดไขมันบางชนิด (เช่น lovastatin, simvastatin)
* ยากลุ่ม calcium channel blocker บางรายการ (เช่น felodipine)
* นอกจากนี้ ยังมียาที่ลดระดับ itraconazole เช่น rifampicin, carbamazepine, phenytoin ซึ่งอาจทำให้ยานี้ไม่ได้ผล ควรหลีกเลี่ยงก่อนและระหว่างการรักษา
คำแนะนำ: ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่ใช้เป็นประจำ อาหารเสริม และสมุนไพรทุกชนิดก่อนเริ่มยา
5.4 การใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
* ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต่อการรักษาการติดเชื้อราระบบที่รุนแรง
* สำหรับหญิงให้นมบุตร ควรพิจารณาความเสี่ยงจากการที่ยาอาจขับออกทางน้ำนม
5.5 การใช้ในเด็ก
* ยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลอย่างเพียงพอในเด็ก
* มีข้อกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวต่อการเจริญของกระดูก
* ในบางกรณีอาจมีการใช้ขนาดอิงน้ำหนัก (เช่น ประมาณ 5 mg/kg/day โดยไม่เกิน 200 mg/day) แต่ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย