3 ม.ค. เวลา 10:50

ทฤษฎี Swiss Cheese Model โมเดลเนยแข็งสวิส กับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

ช่วงเวลาแห่งความสุขกลับต้องกลายเป็นความโศกเศร้าของหลายครอบครัว การเปลี่ยนวิธีคิดที่มองว่าอุบัติเหตุคือ "โชคชะตา" ให้กลายเป็น "ความรับผิดชอบร่วมกัน" คือ หัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย Safety Culture
หยุดส่งต่อความสูญเสีย: เมื่อ "ความปลอดภัย" ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือ "วัฒนธรรม"
ตัวเลขผู้เสียชีวิต 145 รายในช่วง 3 วันแรกของเทศกาลปีใหม่ปี 2569 นี้ หรือเฉลี่ยวันละ 48 ชีวิตที่กลับไม่ถึงบ้าน ที่ต้องจากไป คือเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังเฉลิมฉลอง แต่อีกหลายครอบครัวกลับต้องจัดงานศพ นี่ไม่ใช่เพียงแค่สถิติ แต่มันคือพ่อ แม่ ลูก หรือเพื่อนรักของใครบางคนที่ไม่ควรต้องจบชีวิตลงบนท้องถนน
อุบัติเหตุไม่ใช่ "เวรกรรม" แต่คือ "ผลจากการกระทำ"
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการลดอุบัติเหตุในสังคมไทย คือความเชื่อที่ว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องของ "ดวง" "เคราะห์กรรม" หรือ "ความซวย" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเราเชื่อว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา เราจึงมักละเลยการป้องกัน:
"ขับใกล้ๆ เอง ไม่ใส่หมวกกันน็อกหรอก"
"ดื่มนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก ดวงไม่ซวยขนาดนั้น"
"ขับเร็วหน่อย จะได้ถึงไวๆ"
"ฟาดเคราะห์ไปที"
"ทำบุญมาแค่นี้"
ในทางวิทยาศาสตร์ความปลอดภัย อุบัติเหตุเกือบ 100% ป้องกันได้ หากเรามีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ยานพาหนะที่พร้อม และที่สำคัญที่สุดคือ จิตสำนึกของผู้ขับขี่
ทฤษฎี Swiss Cheese Model โมเดลเนยแข็งสวิส ที่พัฒนาโดย James Reason เป็นทฤษฎีที่ช่วยอธิบายว่า "อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา" แต่เกิดจากความล้มเหลวของระบบป้องกันหลายๆ ชั้น ฉายให้เห็นความจำเป็นว่า "ทำไมเราต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย"
ทำไมอุบัติเหตุถึงเกิดขึ้น? เข้าใจผ่าน "โมเดลเนยแข็งสวิส"
จินตนาการว่า "ระบบความปลอดภัย" เปรียบเสมือนแผ่นเนยแข็งสวิสหลายๆ แผ่นที่วางเรียงซ้อนกัน เพื่อป้องกันไม่ให้อันตราย Hazard หลุดรอดไปจนเกิดเป็นอุบัติเหตุ Accident
1. เนยแข็งแต่ละแผ่น คือ "ด่านป้องกัน" Defensive Layers
ในสังคมเรามีด่านป้องกันหลายชั้นเพื่อไม่ให้คนตายบนถนน เช่น:
ชั้นที่ 1 กฎหมาย: มีกฎจราจร มีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์
ชั้นที่ 2 วิศวกรรม: ถนนที่ดี มีไฟส่องสว่าง รถมีระบบเบรก ABS/Airbag
ชั้นที่ 3 ทักษะ: ผู้ขับขี่มีใบอนุญาต มีทักษะการขับรถที่ถูกต้อง
ชั้นที่ 4 วัฒนธรรมความปลอดภัย: จิตสำนึกส่วนตัว การสวมหมวกกันน็อก ไม่ขับเร็ว ไม่ดื่มแล้วขับ
2. "รู" ในเนื้อเนย คือ "จุดบกพร่อง" Flaws/Weaknesses
ตามธรรมชาติของเนยแข็งสวิส มันจะมี "รู" อยู่ในเนื้อเนย ซึ่งเปรียบเสมือนความบกพร่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น:
รูในชั้นกฎหมาย: การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด คนไม่กลัวโดนจับ
รูในชั้นวิศวกรรม: ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟทางมืด รถขาดการบำรุงรักษา
รูในชั้นตัวบุคคล: "ความประมาท" ความอ่อนเพลีย หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด
3. เมื่อ "รู" ทุกชั้น "เรียงตัวตรงกัน" Alignment of Holes
ปกติแล้ว แม้ด่านหนึ่งจะมีรู แต่อีกด่านหนึ่งจะช่วยกั้นไว้ได้ (เช่น คนขับประมาท แต่รถมีระบบเบรกที่ดีและถนนกว้างพอ จึงไม่เกิดอุบัติเหตุ)
แต่ความหายนะจะเกิดขึ้นเมื่อ "รู" ของเนยทุกแผ่นดันมาตรงกันพอดี
ตัวอย่าง: ถนนมืด รูชั้นวิศวกรรม + ตำรวจไม่ตั้งด่าน รูชั้นกฎหมาย + คนขับดื่มเหล้ามา รูชั้นบุคคล + เพื่อนไม่ห้าม รูชั้นวัฒนธรรม
เมื่อรูตรงกันแบบนี้ อันตรายจะทะลุผ่านทุกด่านไปสู่ความตายทันที
เราจะสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยได้อย่างไร?
เป้าหมายของการสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" ในสังคมไทย คือ:
1. ลดจำนวนรูให้น้อยลง: เช่น การรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด
2. ทำให้รูเล็กลง: พัฒนาทักษะการขับขี่และสติ
3. เพิ่มจำนวนแผ่นเนย: เช่น การที่คนในสังคมช่วยกันสะกิดเตือนด้วยความรัก ใช้ความเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชุมชน เขตโรงเรียน ช่วยกันสอดส่องไม่ปล่อยให้คนเมาขับรถ
วัฒนธรรมความปลอดภัย: เริ่มต้นที่ "เรา" จบที่ "สังคม"
วัฒนธรรมความปลอดภัย Safety Culture ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎจราจรเพราะกลัวตำรวจจับ แต่คือการที่ทุกคนในสังคมเห็นพ้องตรงกันว่า "ความปลอดภัยคือคุณค่าสูงสุด"
หยุดความประมาทที่ตัวเอง: มองว่าทุกครั้งที่จับพวงมาลัยหรือคร่อมมอเตอร์ไซค์ เรากำลังถือชีวิตของตัวเองและคนอื่นไว้ในมือ
เลิกยอมรับพฤติกรรมเสี่ยง: สังคมต้องไม่ชื่นชมคนขับรถเร็ว หรือมองว่าการดื่มแล้วขับเป็นเรื่องปกติ เพื่อนต้องเตือนเพื่อน ครอบครัวต้องรั้งสมาชิกไม่ให้ขับขี่เมื่อไม่พร้อม
เปลี่ยนจาก "ไม่เป็นไร" เป็น "ต้องปลอดภัย": คำว่า "ไม่เป็นไร" คือคำที่อันตรายที่สุดในสังคมไทย เราต้องเปลี่ยนมันเป็นความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด
สรุป: อุบัติเหตุ 145 ศพในช่วงปีใหม่ ไม่ได้เกิดจากดวง แต่เกิดจากการที่ "รู" ในระบบความปลอดภัยของเรามันดันตรงกันพอดี และถ้าเราไม่ช่วยกันปิดรูเหล่านี้ด้วย "วัฒนธรรมความปลอดภัย" วันพรุ่งนี้รูเหล่านี้ก็อาจจะตรงกันอีกครั้งที่ใครก็ได้... รวมถึงตัวเราเอง
บทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใครอยากจ่าย
ความสูญเสีย 48 ชีวิตต่อวัน ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่จากไป แต่ยังหมายถึงผู้บาดเจ็บและพิการอีกจำนวนมหาศาลที่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตลอดกาล มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนั้นมหาศาล แต่เทียบไม่ได้เลยกับ "ช่องว่าง" ในหัวใจของคนที่อยู่ข้างหลังที่ไม่มีวันเต็ม
ปีใหม่ควรเป็นวาระแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ใช่จุดจบของชีวิตใคร
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะเลิกฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา แล้วหันมาสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" ให้เกิดขึ้นจริง เริ่มต้นที่ตัวเราตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่อตัวเราเอง เพื่อคนที่เรารัก เพื่อคนที่รักเรา
#ร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน
#CoCreatingRoadSafetyCulture
#สะกิดเตือนด้วยความรัก
#การคิดเชิงระบบ
#SystemsThinking
#เป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม
โฆษณา