3 ม.ค. เวลา 12:53 • ข่าวรอบโลก

จาก Operation Just Cause สู่ Maximum Pressure & Operation Gideon:

"จักรวรรดิกับสูตรล้มรัฐจากปานามาถึงเวเนซุเอลา"
เวเนซุเอลาในวันนี้ไม่ได้เผชิญแรงกดดันอย่างโดดเดี่ยว หากแต่มันยืนอยู่ใต้เงาของประวัติศาสตร์
เป็นเงาของปานามาในคืนวันที่ 20 ธันวาคม 1989 วันที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการ "Operation Just Cause" ส่งกองกำลังบุกประเทศเล็ก ๆ แห่งนั้นอย่างเต็มรูปแบบ
สิ่งที่ถูกประกาศต่อโลกว่าเป็น “การรักษาความสงบ” หรือ “การปกป้องประชาธิปไตย” แท้จริงแล้วคือการแทรกแซงทางทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
เป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการควบคุมสถานการณ์ในปานามา แต่คือการจับกุมและโค่น Manuel Noriega ผู้นำที่วอชิงตันตัดสินแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อผลประโยชน์และอำนาจของตน
เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของวิธีที่มหาอำนาจใช้กำลังและข้ออ้างสวยหรู เพื่อกำหนดชะตากรรมของประเทศที่อ่อนแอกว่า และเงาของบทเรียนนี้กำลังทาบทับลงบนเวเนซุเอลาในวันนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นี่แหละ “ระบบจักรวรรดิ” ในเวอร์ชันสมัยใหม่ มันไม่จำเป็นต้องประกาศว่าเรามาเอาอะไร แต่มันต้องประกาศว่าเรามา “เพื่อความดี” ก่อนเสมอ เพราะจักรวรรดิไม่ได้ชนะด้วยอาวุธอย่างเดียว มันชนะด้วยการทำให้โลกเชื่อว่าเหยื่อสมควรถูกทำลาย
ในวันนั้น วอชิงตันอ้างเหตุผลเดิมที่เราคุ้นหู คือ เพื่อปกป้องชาวอเมริกัน ฟื้นฟูประชาธิปไตย ปราบยาเสพติด และรักษาความมั่นคงของคลองปานามา ภาษาเหล่านี้ฟังดูสะอาดพอจะกลบความจริงว่า นี่คือการรุกรานรัฐอธิปไตย และเป็นการยืนยันว่า “อำนาจ” สามารถเรียกตัวเองว่า “ศีลธรรม” ได้
ระบบจักรวรรดิมีเครื่องมือหลักอยู่ ๓ ชั้น ชั้นแรกคือ “เรื่องเล่า” สร้างภาพศัตรูให้เลวพอที่การลงโทษจะดูชอบธรรม
ชั้นที่สองคือ “แรงกดดัน” ตั้งแต่คว่ำบาตร ตัดการเงิน ตัดการค้า จนประชาชนหายใจไม่ออก
ชั้นที่สามคือ “การจัดวางการเมือง” ตั้งรัฐบาลที่ยอมรับได้ และทำให้รัฐเป้าหมายอยู่ในกรอบผลประโยชน์ของผู้กำหนดเกม
กองกำลังสหรัฐโจมตีพร้อมกันหลายจุด ค่ายทหาร สนามบิน และโครงข่ายสื่อสาร ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แนวหน้า แต่คือ “สมองของรัฐ” เพื่อทำลายการสั่งการ การสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ ให้ประเทศทั้งประเทศเป็นอัมพาตในคืนเดียว นี่คือวิธีการ “ฆ่ารัฐ” โดยไม่ต้องฆ่าทุกคนให้หมด
พื้นที่อย่างย่าน El Chorrillo ในปานามาซิตีกลายเป็นทะเลเพลิง บ้านเรือนถูกเผา ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัย ตัวเลขผู้ตายยังถกเถียง แต่ความสูญเสียของคนธรรมดาไม่มีใครลบได้ และนี่คือความจริงที่จักรวรรดิพยายามซ่อนใต้คำว่า “ปฏิบัติการจำกัดเป้าหมาย”
พร้อมกันนั้น สหรัฐหนุนฝ่ายค้านให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ในทันที Guillermo Endara สาบานตนเป็นประธานาธิบดีในวันที่ 20 ธันวาคม 1989 โดยมีรายงานว่าพิธีเกิดขึ้นภายใต้การคุ้มกันของสหรัฐและเชื่อมโยงกับ "Fort Clayton" หรือ "พื้นที่ที่กองทัพสหรัฐควบคุม" นี่คือสูตรสำเร็จของจักรวรรดิ คือการยิงให้รัฐล้ม แล้วรีบใส่ “หน้ากากใหม่” ให้ประเทศก่อนโลกจะตั้งคำถาม
นี่คืออีกด้านของระบบจักรวรรดิ ที่มันไม่ได้แค่ “โค่น” แต่มัน “เขียนใหม่” ใครจะเป็นผู้นำ ใครจะเป็นผู้ร้าย ใครจะเป็นผู้ชนะ
ทั้งหมดถูกกำหนดผ่านเวทีที่มหาอำนาจควบคุม ไม่ใช่ผ่านเสียงของประชาชนในประเทศนั้นจริง ๆ
Noriega หนีการจับกุมได้ชั่วคราว และในช่วง คริสต์มาส 1989 (ราววันที่ 24–25 ธันวาคม) เขาลี้ภัยเข้าไปในสถานทูตวาติกันในปานามาซิตี
สหรัฐไม่บุกเข้าไป แต่ใช้ สงครามจิตวิทยา เปิดเพลงร็อกและเฮฟวีเมทัลดังไม่หยุดเพื่อกดดันให้เขายอมออกมา ตรงนี้สำคัญมาก จักรวรรดิไม่ต้องการแค่ชัยชนะ มันต้องการ “การยอมจำนน” ในเชิงศักดิ์ศรี
วันที่ 3 มกราคม 1990 Noriega ยอมมอบตัว และถูกนำตัวไปสหรัฐในวันถัดมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการศาลรัฐบาลกลางที่ไมอามี ไม่ได้ถูกพิจารณาคดีในประเทศของตนเอง แต่ในศาลของจักรวรรดิ นี่คือการยืนยันหลักการโหดร้ายว่า “อธิปไตยของคุณ” มีความหมายได้เท่าที่มหาอำนาจอนุญาต
จากนั้นเขาถูกตัดสินจำคุก เดินทางจากเรือนจำในสหรัฐไปฝรั่งเศส และถูกส่งกลับปานามาในปี 2011 ก่อนจะเสียชีวิตในโรงพยาบาลเรือนจำปี 2017
จากประธานาธิบดีสู่ นักโทษข้ามชาติ และนี่คือปลายทางที่ระบบจักรวรรดิใช้เป็น “ตัวอย่าง” เพื่อข่มคนอื่น ที่ต่อต้านแล้วจะจบแบบนี้
เมื่อมองกลับมาที่เวเนซุเอลา แบบแผนเดิมถูกนำกลับมาในร่างใหม่ คือ การกล่าวหา การคว่ำบาตร การบีบทางการเงิน และการผลักให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทั้งหมดถูกห่อด้วยวาทกรรมประชาธิปไตย เพื่อทำให้การทำลายรัฐดูเหมือนการ “ช่วยเหลือรัฐ”
Nicolas Maduro ถูกสหรัฐตั้งข้อหาเกี่ยวกับการค้ายา ถูกคว่ำบาตร และถูกกดดันให้ยอมสละอำนาจ พร้อมกับการยกวาทกรรม “ฟื้นฟูประชาธิปไตย” ขึ้นเป็นเหตุผลศีลธรรม เหมือนที่ Noriega เคยเผชิญ
ในระบบจักรวรรดิ “ข้อหา” ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่มันคือเครื่องมือทำให้เป้าหมายหมดความเป็นมนุษย์ในสายตาชาวโลก
เวเนซุเอลาถูกกดดันมานานแล้ว ทั้งด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การตัดช่องทางการเงิน และแรงกดดันทางการเมืองจากภายนอก แต่ในช่วงล่าสุด ความขัดแย้งไม่ได้หยุดอยู่แค่บนกระดาษหรือในโต๊ะเจรจาอีกต่อไป มันถูกยกระดับไปสู่การเคลื่อนไหวและการใช้กำลังจริง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเปิดเผย
แต่ไม่ว่าเครื่องมือจะเป็นระเบิดหรือคว่ำบาตร หลักการเดียวกันคือทำให้รัฐอ่อนแรงจนยอมจำนน แล้วจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ตามที่ผู้กำหนดเกมต้องการ
1
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องเวเนซุเอลาหรือปานามา แต่มันคือ “ระบบ” ที่ใช้ข้ออ้างสวยหรูเพื่อทำลายประเทศที่อ่อนแอกว่าให้แตกเป็นชิ้น
1
แตกพอที่จะควบคุมได้ แตกพอที่จะต่อรองได้ แตกพอที่จะถูกจัดวางใหม่ และตราบใดที่โลกยังยอมให้การรุกรานถูกเรียกว่า “ความดี” เสียงของผู้ถูกบดขยี้ก็จะยังถูกกลบด้วยถ้อยคำสวยหรูของจักรวรรดิอยู่เสมอ
โฆษณา