3 ม.ค. เวลา 13:55 • ปรัชญา

ทำไมชีวิตไม่ดีเหมือนคนอื่น? เพราะความกดดันจากสังคมหรือจากตัวเองกันแน่?

Why Doesn’t My Life Feel as Good as Everyone else’s? Is It Social Pressure, or Pressure from Ourselves?
“ทำไมชีวิตเราถึงไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ? ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีคำถามนี้ในหัวอยู่ เรามาลองหาคำตอบไปพร้อมๆกัน”
ก่อนอื่น ถ้าพูดถึงคำว่า ‘ชีวิตดี’ ต้องมากขนาดไหนถึงจะเรียกว่าดี อะไรคือมาตรฐานของคำว่าชีวิตดีกันแน่ ถ้าลองเปรียบเทียบ(อย่างไม่เป็นทางการ) ตามการสำรวจวิเคราะห์เชิงสถิติ
สำหรับชนชั้นยากจน (รายได้น้อยกว่า 3,000 บาท/คน/เดือน) หากเดือนหนึ่งสามารถหาเงินได้มากกว่าปกติ และทุกเดือนยังมีปัจจัยสี่รองรับ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยที่พอนอนหลับได้ ก็คงถือได้ว่าชีวิตดีกว่าปกติของรายได้ที่หาได้แล้ว
สำหรับชนชั้นกลางค่อนล่าง (รายได้ตั้งแต่ 18,000 – 32,600 บาท/คน/เดือน) สำหรับชนชั้นนี้ บางคนอาจจะต้องการยานพาหนะส่วนตัว บ้านส่วนตัว หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ราคาเกินเงินเดือน 1 เดือนของตัวเอง หากสามารถหาได้แค่ปัจจัยสี่ อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะเรียกว่าชีวิตดีได้
ถ้าดูจากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้น (ข้อมูลอ้างอิงเชิงสถิติ ไม่สามารถใช้เป็นทางการได้) จะเห็นว่า คำว่า ‘ชีวิตดี’ แตกต่างกันด้วยปัจจัยหนึ่ง ซึ่งก็คือรายได้ และสิ่งที่ตามมาคือ สภาพแวดล้อมและสถานะทาง ‘สังคม’ ที่มีแตกต่างกัน ในส่วนของรายได้ที่แตกต่างเป็นสิ่งที่บีบบังคับชัดเจนถึงความสามารถในการได้รับสิ่งต่างๆอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว แล้วสังคมล่ะ ?
“รายได้และสังคม มีผลทางตรงต่อชีวิตจริงหรือ?”
บางครั้งคุณอาจจะเห็นได้ว่า ทำไมบางครัวเรือนที่มีรายได้น้อยนิด เพียงพอแค่ประทังชีวิตด้วยปัจจัยสี่ กลับดูมีความสุขมากกว่าคนที่มีรายได้เยอะกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม สภาพแวดล้อมและสังคมถึงมีผลต่อคำว่า ชีวิตดี ของแต่ละคน
เราหลายคนเติบโตมาพร้อมกับถูกฝังความคิดที่ว่า “ต้องตั้งใจเรียน เรียนให้เก่ง ถึงจะมีนาคตที่ดี ต้องประสบความสำเร็จเร็ว ต้องแต่งงาน มีลูก มีครอบครัว ถึงจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ” รายการพวกนี้ก็คือสิ่งที่สังคมกำหนดให้เราตั้งแต่จำความได้ และกลายมาเป็นแรงกดดันทางสังคมมาหลายยุคหลายสมัย แน่นอนว่าการตั้งใจเรียนเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ถ้าสามารถทำได้โดยปราศจากความกดดันจะยิ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก
“จากแรงกดดันของสังคม สู่แรงกดดันจากตัวเราเอง”
พอเราเริ่มโตขึ้น สื่อและโซเชียลมีเดียก็ยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้น ทำให้เราได้เห็น ’ชีวิตดีๆ’ ของคนอื่น รวดเร็วยิ่งกว่าติดจรวดเสียอีก จากเดิมที่แค่ เรียนจบ ประสบความสำเร็จในงานของตัวเอง มีครอบครัว มีลูก สำหรับบางคนอาจจะยังไม่พอ บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าต้องมีคอนโดหรู มีเงินใช้จ่ายแบรนด์เนมราคาแพงเท่ารถมือสอง จึงจะเรียกว่าชีวิตดีได้
จะเห็นได้ว่าสองข้อหลังนี้ ดูจะไม่ใช่มาตรฐานธรรมดาที่สังคมกำหนดอีกต่อไป แต่เป็นตัวเราเองที่กำหนดมาตรฐานนั้นขึ้นมา เพื่อกดดันตัวเองเสียอย่างนั้น และเมื่อไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่ตัวเองกำหนดได้ หลายคนถึงกับประสบปัญหา ความเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้าตามมา
“เบื้องหลังของปัญหาที่แท้จริง?”
แล้วอะไรกันล่ะ คือจุดสิ้นสุดของมาตรฐานคำว่า ชีวิตดี? ต้องรวยเท่า อีลอน มัสก์ หรือ? เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าพอสำหรับชีวิตดีๆ? นี่แหละคือจุดสำคัญ
ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตของคนอื่นอยู่ และที่เป็นแบบนั้นเพราะ คำว่า มาตรฐานที่สังคมกำหนด สื่อกระตุ้นจากโซเชียลมีเดียและสถานะทางสังคม หรือ จะเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่เข้าใจเส้นทางชีวิตของตัวเองจริงๆกันแน่ แล้วเราต้องพยายามทำทั้งหมดเหมือนคนอื่นนั้นไปเพื่ออะไร?
คำตอบยอดฮิตของหลายๆคนคงจะเป็น เพื่อความสุข เพื่ออิสรภาพ เพื่ออนาคตที่ดี แล้วเราจะมั่นใจได้จริงๆใช่ไหม ว่าถ้ารวยแบบอีลอน มัสก์ แล้วเราจะมีความสุข 100% จริงๆ มีอิสรภาพที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำ 100% จริงๆ ดูเหมือนสิ่งที่เราถกกันอยู่นี้จะไม่มีจุดสิ้นสุดเลย ถ้าเช่นนั้น อะไรคือคำตอบของคำถามข้างต้นล่ะ
“หรือชีวิตดีๆ ที่มีความสุข เกิดขึ้นได้จากภายในตัวเรา?”
ตามความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว เราต้องกลับมาในคำถามที่ว่า เส้นทางแบบไหนที่ชีวิตเราต้องการ จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตคุณคืออะไร สำหรับตัวผู้เขียนแล้ว มันคือ ‘ความสุข’ แม้ทั่งในวันที่ไม่มีเงินติดบัญชีสักบาท วันที่ตกงานไม่มีงานทำ วันที่เหลือเงินแค่ 20 บาท แล้วต้องลังเลว่า จะซื้อน้ำดื่มหรือซื้อกล้วยเพื่อประทังชีวิตดี ในวันแบบนั้น ก็ยังอยากจะมีความสุขให้ได้
เพราะสำหรับเราหลายๆคนแล้ว ความสุขคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายังมีความหวัง และยังอยากใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้อยู่ แน่นอน การจะมีความสุขในทุกๆขณะของชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่มันคือทักษะอย่างหนึ่ง เพราะเช่นนั้น ทุกคนสามารถฝึกที่จะมีความสุขได้ แต่เราต้องมาเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า ความสุขกันก่อน ต่อไปนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นวิธีง่ายๆที่อาจเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อความสุขได้
1. ความสุขไม่จำเป็นต้องแลกกับอะไร และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แค่วันนี้บังเอิญชงกาแฟแล้วอร่อย ก็มีความสุขได้แล้ว
2. ชีวิตคร่ำเครียดจากการเรียนและการทำงานมากพอแล้ว ดังนั้น มีเมตตากับตัวเองให้มาก อย่ากดดันและใจร้ายกับตัวเองไปเสียทุกเรื่อง อนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง
3. อยู่กับปัจจุบันขณะ ช่วงเวลาเดียวที่มีอยู่จริงบนโลกนี้คือปัจจุบัน ดังนั้น อดีตที่เลวร้ายผ่านไปแล้ว อย่าให้มันมารบกวนปัจจุบันเลย ส่วนปัญหาในอนาคตก็ยังมาไม่ถึง วิตกกังวลไปก็เท่านั้น เพราะโลกนี้มีปัญหาอยู่แค่ 2 แบบเท่านั้น (ตามคำพูดของหลวงปู่ชา) หนึ่งคือ ปัญหาที่แก้ได้ ก็ไม่เห็นต้องกังวลกับมัน เพราะถึงเวลาก็ค่อยแก้ปัญหาไป สองคือปัญหาที่แก้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องกังวลกับมันยิ่งกว่าข้อแรก เพราะถึงกังวลไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี
4. ยอมรับว่าบางวันแค่อยู่รอดจนจบวันได้ก็นับเป็นความสำเร็จแล้ว
5. ข้อนี้สำคัญมาก มีความสุข ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความทุกข์เลย ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ระลึกไว้เสมอว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดบนโลกใบนี้คือความไม่แน่นอน ความทุกข์อาจจะเกิดขึ้น แต่มันคือสิ่งชั่วคราว มันจะหายไปสักวัน และระหว่างนั้นเราก็ยังมีความสุขได้
6. ข้อสุดท้าย ความสุข มีอยู่ไม่จำกัดในจิตใจของคุณเอง มันอยู่ที่ว่าคุณจะมองสิ่งต่างๆให้เป็นความสุขได้อย่างไร
สุดท้ายนี้ คุณจะมีความสุขหรือไม่ จะมี ’ชีวิตที่ดี’ ตามนิยามของตัวเองหรือไม่ ทั้งหมดคุณเลือกเองได้ คุณเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ในการควบคุม หากคุณได้อ่านบทความนี้ ลองมาแชร์วิธีในการหาความสุข และนิยามคำว่าชีวิตดี ให้เราได้อ่านกัน
โฆษณา