Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Journaling Our Journey
•
ติดตาม
4 ม.ค. เวลา 04:20 • สุขภาพ
ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน
ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า
การนำเสนองานกับเจ้านาย
การประเมินผลงานของลูกน้อง
ฯลฯ
งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว
(เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)
งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้
(เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด)
เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง
หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ
เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี”
ลองนึกภาพดูนะครับ
สมมติว่าวันนี้
เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง
8 อย่างคืองานประเภทแรก
2 อย่างคืองานประเภทหลัง
ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน
เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว
ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%!
มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive
คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้
เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ?
เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด
แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด?
ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า
แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย”
แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก
อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง
(เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง)
แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ!
มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive
ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ
เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ
แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม
แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก”
เพราะธรรมชาติของงานที่มี
impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น
มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก
อย่างไรก็ตาม
มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้
“ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ
เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว
มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น
ยกตัวอย่างเช่น
หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด
ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน
(ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก
และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย)
ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า
ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่
(เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่)
ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง
ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น
เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้
เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า
มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า
เป็นต้น
การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้
มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน
มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้
แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว
เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ
เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว
นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ
มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01087
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007518
จิตวิทยา
psychology
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย