15 ม.ค. เวลา 12:19 • ประวัติศาสตร์
เชียงแสน

ตำนานสิงหนวัติกุมาร เมืองเชียงแสนโบราณ บรรพบุรุษอีกสายหนึ่งของคนไทย

เรื่องมีอยู่ว่าข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปฝึกปฏิบัติ วิปัสนากัมมัฏฐานที่วัด ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย 3 วัน ขากลับมีความรู้สึกอยากไปเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำและเชียงแสน ก็มีอาการสองจิตสองใจว่าจะเที่ยวต่อหรือกลับ เพราะต้องทำเวลากลับบ้าน แต่แล้วไหน ๆ ก็มาแล้ว เที่ยวอีกสักหน่อยไ่ม่รู้ว่าจะได้มาอีกเมื่อไหร่ จึงเบี่ยงออกนอกเส้นทางไปยังเชียงแสน ทีแรกก็แค่อยากแวะไปเอามือจุ่มแม่น้ำโขง เพราะพึ่งไปปฏิบัติธรรมมา ไปแผ่เมตตาอุทิศผลบุญผลกุศลให้เหล่าพญานาคและสรรพสัตว์ที่แม่น้ำโขง (ความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ)
แต่ไปไม่ถึงสามเหลี่ยมทองคำ ตอนนั้นรีบต้องทำเวลาจึงย้อนเข้าเมืองเชียงแสน ถึงเมืองเชียงแสนเจอท่าน้ำ จึงได้เดินลงไปเอามือจุ่มน้ำในแม่น้ำโขงสมใจ 😇
แม่น้ำโขง, อำเภอเชียงแสน, จังหวัดเชียงราย
ประวัติเมืองเชียงแสน, อำเภอเชียงแสน, จังหวัดเชียงราย
ถึงได้รู้ประวัติของเมืองเชียงแสนคร่าว ๆ โดยสรุปจากแผ่นป้ายประวัติของเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
เชียงแสน เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีผู้คนมาอาศัยอยู่ประมาณ 14,000 - 3,000 ปี มีการตั้งเมืองอยู่บริเวณเมืองเชียงแสนอยู่หลายครั้ง
  • ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ผู้คนจำนวนมากรวมตัวเป็นจำนวนมากรวมตัวเป็นชุมชนเมือง
  • พระเจ้าแสนภู (หลานของพญามังรายมหาราช) กษัตริย์ราชวงค์มังรายได้สร้างเมือง ริมฝั่งแม่น้ำโขงของแคว้นโยนก อันเป็นถิ่นฐานเดิมบรรพบุรุษของพระองค์ ในปี พ.ศ. 1871
  • ระยะแรกเมืองเชียงแสนเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรล้านนา (กษัตริย์ราชวงค์มังราย) มี พญาผายู พญาคำฟู และพญากือนา มาครองเมือง
  • ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ล้านนาถูกพม่ายึดครอง และเมืองเชียงแสนก็เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์
  • ล่วงมาในปี พ.ศ.2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และพระยายมราช ยกกองทัพมาขับไล่พม่าออกจากเชียงแสน
  • ในปี พ.ศ.2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ให้ เจ้าอินต๊ะ (บุตรเจ้าบุญมา) หรือ พระยาราชเดช นำราษฎรเมืองลำพูน เชียงใหม่ และลำปาง มาตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองเชียงแสน
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง, อำเภอเชียงแสน, จังหวัดเชียงราย
วัดพระธาตุผาเงา, อำเภอเชียงแสน, จังหวัดเชียงราย
กลับถึงบ้าน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพลาดอะไรไป มีสถานที่หนึ่งเห็นระหว่างทางแล้วแต่ไม่ได้ไปคือ พระธาตุจอมกิตติ ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นพระธาตุของพระพุทธเจ้า ที่สำคัญของเมืองเชียงแสน คือเป็นพระธาตุของกษัตริย์องค์หนึ่ง คือ พระพรหมราช ที่กอบกู้บ้านเมืองของชาวเชียงแสน ขับไล่ขอมดำออกไป ไล่ต้อนจนถึงเมืองกำแพงเพชร
ไปเที่ยวมากำลังอินได้ที่ จึงมาค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ ของเมืองเชียงแสน จึงได้รู้ว่าตำนานการสร้างเมืองเชียงแสน คือ ตำนานสิงหนวติกุมาร
ตามความเห็นของนักวิชาการ
ตำนานสิงหนวติกุมาร เล่าถึงการเข้ามาในดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำกก ของชาวไทยเทศ มีผู้นำคือ สิงหนวัติกุมารได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ คือ เมืองโยนกนาคพันธุ์ หรือเมืองโยนกนั่นเอง และมีการอยู่อาศัยเรื่อยมา จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้เกิดเหตุอาเพศ ตำนานเล่าว่าชาวเมืองได้จับปลาไหลเผือกมากิน ทำให้เกิดแผ่นดินไหว บ้านเมืองล่มสลายหายไปในที่สุด
เวียงหนองหล่ม เมืองโยนกนาคพันธุ์ในอดีต และมีการประชุมตั้งเมืองใหม่ที่ทิศตะวันออกของเมืองเดิม คือเชียงแสนปัจจุบัน
และอีกความเห็นหนึ่ง ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ไม่ตรงกัน
โยนกนาคพันธ์ คือ เมืองในตำนานที่ปรากฏร่องรอยการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาของผู้คน และปรากฏร่องรอยการประดิษฐานพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในแอ่งที่ราบเชียงราย - เชียงแสน เมืองแห่งนี้มีอายุตามตำนานในช่วง 148 ปีก่อนพุทธศักราช ถึง พ.ศ.1088
ตำนานกล่าวถึงเจ้าชายสิงหนวติ พาผู้คนอพยพจากเมืองไทเทศ มุ่งลงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ข้ามแม่น้ำสรภู มาตั้งบ้านเมืองอยู่ในแอ่งที่ราบแห่งหนึ่ง ไกลจากแม่น้ำขรนทีราว 7,000 วา (ไม่ไกลจากเมืองเก่าที่ล่มสลายไปก่อนหน้า คือ เมืองสุวรรณโคมคำ) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ความเห็นในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า โยนกนาคพันธ์ คือบริเวณที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่คาบเกี่ยวระหว่างตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน และตำบลจันจว้า ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่รู้จักในชื่อ “เวียงหนองหล่ม”
แผนที่แสดงที่ราบเชียงแสน
ตำนานสิงหนวติกุมาร ฉบับสอบค้น ของ มานิต วัลลิโภดม ที่มา https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/OQ7lMXKsv0MWHNXLytpMVvUO0YLM3364hMg1h6Ou.pdf
ข้าพเจ้าขอเรียบเรียงเหตุการณ์สำคัญในหนังสือ "ตำนานสิงหนวติกุมาร ฉบับสอบค้น" โดยเทียบเคียงปีกับพุทธศักราชตามที่ปรากฎในหนังสือ
1️⃣ ตอนที่ 1 สร้างเมือง
- ในปี พ.ศ. 430 กษัตริย์ฮ่อชื่อเทวกาล (พระเจ้าขุนเมือง/ชินกะ) เป็นใหญ่ในไทยเทศ ครองเมืองราชคฤห์นครหลวง (เมืองแถน/ยูนาน/หนองแส) ทรงขยายอำนาจ/ราชอาณาจักร โดยส่งบุตรชายหญิง (29 คู่) ออกไปสร้างบ้านแปลงเมืองเป็นของตนไปทั่วทุกทิศ โดยให้บุตรชายคนโตและบุตรสาวที่เป็นชายา อยู่เมืองหลวงกับตน (มีบุตรชาย 30 คน บุตรสาว 30 คน รวมทั้งหมด 60 คน หรือ 30 คู่)
สิงหนวติกุมาร พร้อมน้องหญิง(ชายา) เดินทางพร้อมทรัพย์สมบัติที่พระบิดาแบ่งให้ รวมทั้งผู้คน 1 แสน เดินทางมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 4 เดือน พบที่ราบทำเลดี มีแม่น้ำใหญ่น้อย และใกล้แม่น้ำขรนที (แม่น้ำโขง) เหมาะกับการทำไร่ทำนา ซึ่งเคยเป็นแคว้นสุวรรณโคมคำมาแต่ก่อน มีขุนหลวง (ผู้ปกครอง) ในพื้นที่ ชื่อว่าลาวกะยู (ปู่จ้าวลาวจก) อยู่ดอยดินแดง (ดอยตุง) สิงหนวติกุมารจึงเคลื่อนที่ไปอีกแห่งหนึ่ง ไม่ห่างไกลแม่น้ำใหญ่น้อย แต่ไม่ถึงแม่น้ำขรนที (แม่น้ำโขง) ห่างกันอยู่ 7,000 วา (14 กิโลเมตร) จึงตั้งค่ายพัก
- ในปี พ.ศ. 431 มีพญานาคตัวหนึ่ง ชื่อ “พันธุนาคราช” เนรมิตตนเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง เข้ามาสู่ที่อยู่เจ้าสิงหนวติกุมาร
: พันธุนาคราช กล่าวว่า "ดูกรเจ้ากุมาร ท่านนี้เป็นลูกท่านพระยามหากษัตริย์หรือว่าเป็นเศรษฐี และคหบดีกฎมพีพ่อค้าอันซา ลูกบ้านใดเมืองใดมาซา เจ้ากุมารนี้มาประโยชน์อันใดซาว่าอั้น"
: เจ้าสิงหนวติกุมาร กล่าวว่า "พราหมณ์ดูกรท่าน พราหมณ์เรานี้ก็เป็นลูกมหากษัตริย์ ตนชื่อว่า เทวกาล อันเป็นเจ้าเมืองราชคฤห์หลวงโพ้นแล เรานี้มาเพื่อจัดแสวงหาที่สร้างแปลงเมืองอยู่แดว่าอั้น"
: นาคพราหมณ์ กล่าวว่า "ดีแท้แล ท่านจุ่งตั้งอยู่สถานที่นี้ให้เป็นบ้านเป็นเมืองอยู่ทื้อ จักวุฒิจำเริญดีบรมวนด้วยเข้าของสมบัติสะแดประการหนึ่งเล่าซ้ำเศิกทั้งหลาย เป็นต้นว่าเศิก(ข้าศึก) มหานครเมืองใหญ่ทั้งหลายจักมารบก็เป็นอันยาก เหตุนั้นน้ำแม่ใหญ่ทั้งหลาย สะเภาโลกา(สำเภาเลากา)ก็บ่รอดและว่าอั้นแล้ว ***แต่ว่าให้มีใจรักยังคนแด(แล)สัตว์ทั้งหลายเทอะว่าอั้น***"
: เจ้าสิงหนวติกุมาร กล่าวว่า "ดูกรท่านพราหมณ์ ท่านนี้อยู่ฐานะที่ใดอยู่บ้านใดเมืองใด ท่านมีชื่อลือชาประการใด"
: นาคพราหมณ์ กล่าวว่า "ข้านี้มีชื่อว่า พันธุพราหมณ์ อยู่รักษาประเทศที่นี่แต่เช่นเค้ามาแล ท่านจุ่งใช้สัปปุริสบ่าว เพื่อไปทวยดูที่อยู่แห่งข้าเทอะ" ว่าอั้นแล้วก็ลาจากหนีไป
สิงหนวติกุมาร ส่งบ่าวเพื่อนไปดูเจ็ดคน เห็นไกลไปพันวา แล้วลวดกลับหายไป ส่วนนาคพราหมณ์ ผู้นั้นก็แปลงเป็นพญานาค เที่ยวบุ่น(คุ้ยขุด) ให้เป็นเขตเมือง กว้าง 3,000 วา (6 กิโลเมตร) แล้วกลับสู่ที่แห่งตน สิงหนวติกุมาร จึงปรึกษาพราหมณ์อาจารย์ เห็นว่าเป็นพญานาคมาแสดง เมื่อพร้อมจึงแต่งเรือนหลวง แปลงหอเรือ(หอเรือน) แล้วก็เข้าอยู่เป็นเมืองใหญ่
- ในปี พ.ศ. 431 วันเสาร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง พราหมณ์อาจารย์ผู้นั้น พิจารณาเอาชื่อพญานาค ว่า "พันธุ์" กับชื่อกุมารผู้เจ้า ชื่อว่า "สิงหนวติกุมาร" มาประสมกัน แล้วก็เรียกว่าเมือง "นาคพันธุสิงหนวตินคร" เจ้าสิงหนวติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองนาคพันธุสิงหนวตินคร จึงมีอาญา(คำสั่ง)ใช้ไปเรียกร้องเอาขุนหลวงมิลักขุทั้งหลาย เข้ามาสู่สมภาร(ความดูแลปกครอง)แห่งตน
พญานาคองค์สีดำ 7 เศียร ที่มา https://pin.it/2neSlXMAI
ผ่านไป 3 ปี (พ.ศ. 433) ยังมีเมืองหนึ่งอยู่หรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ไกลประมาณ 4 คืน อยู่หัวน้ำกุกกุฎนที (ต้นแม่น้ำกก ภูเขาเหนืออำเภอฝาง เชียงใหม่) มีชื่อว่า เมืองอุโมงค์เสลานคร เป็นที่อยู่แห่งชาวขอมทั้งหลาย เวียงขอมเป็นเมืองพร้อมกับเมืองสุวรรณโคมคำ มาตั้งแต่ศาสนาพระเจ้ากัสสปมาต่อถึงบัดนี้ เจ้าเมืองขอมกระด้างแข็งเมือง เจ้าสิงหนวติกุมาร จึงยกพลกำบังไปชนะพระยาขอม และได้เมืองอุโมงค์เสลานครมาสู่สมภาร
- ในปี พ.ศ. 435 (มหาศักราชได้ 22 ตัว) สิงหนวติกุมาร ก็ปราบล้านนาไทยทั้งมวล และเสนาอำมาตย์จึงพร้อมกันอุสาภิเศก (ราชาภิเษก) เจ้าสิงหนวติกุมาร ขึ้นเป็นเอกราชมหากษัตราปราบลานนาไทยทั้งมวล มีชื่อว่า "พระยาสิงหนวติราชกษัตราเจ้า" แต่นั้นมา เมืองก็บริบูรณ์ด้วยผู้คน ช้าง ม้า วัว ควาย เข้าของสมบัติมากนัก บังเกิดเมืองใหญ่แต่นั้นมา
มีอาณาเขต ทิศตะวันออก ถึงแม่น้ำแท้ (แม่น้ำดำ/ม่วง อยู่ในเขตตังเกี่ย ญวนเหนือ), ทิศตะวันตก ถึงดอยรูปช้างขุนน้ำย้อย ถึงแม่คง (แม่น้ำสาละวิน ในเขตพม่า), ทิศเหนือ ถึงหนองแส, ทิศใต้ ถึงลวรัฐ (ละโว้) เป็นเขตแดน บ้านเมืองที่นั้นก็อยู่เย็นเป็นสุข หาโจรมารบไม่ได้
นับแต่ตั้งเมืองมาได้ 84 ปี เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ 4 ครั้ง พระเจ้าสิงหนวติราช มาจากเมืองราชคฤหนคร สร้างเมืองนาคพันธุสิงหนวตินครช้างแสน เมื่ออายุ 18 ปี (พ.ศ. 430-532) กินเมือง(ปกครอง)ได้ 102 ปี มีอายุได้ 120 ก็จุติตายไป
2️⃣ ตอนที่ 2 สร้างพระธาตุเจดีย์
- พระยาสิงหนวติราช สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 532 แล้วพระยาพันธนติผู้เป็นโอรสได้สืบราชสมบัติต่อมา 29 ปี ก็สิ้นพระชนม์เมื่อโบราณศักราชได้ 148 ปี (พ.ศ. 561) ส่วนเมืองนาคพันธุสิงหนวตินคร เปลี่ยนชื่อเป็น "โยนกนครไชยบุรี ราชธานีศรีช้างแสน"
- ในปี พ.ศ. 561 พระยาอชุตราช โอรสพระยาพันธนติราช ขึ้นครองราชต่อจากพระบิดา ทราบข่าวว่า นางปทุมวดี ลูกพระฤาษี อยู่ดอยดินแดง (ดอยตุง) มีรูปงาม ท่านจึงจัดหาทอง 400,000 แล้วรวมพลเพื่อสู่ขอนางปทุมวดี กับพระฤาษี
พระฤาษีก็อุสราชาภิเศกบุตรีราชธิดากับพระยาอชุตราชเจ้าแล้ว ก็อับคำ 400,000 นั้น ให้นาง แล้วกล่าวว่า นางจุ่งเอาคำ 400,000 นี้ หล่อให้เป็นลูกกวางแล้วสมมุติเป็นแม่เคารพบูชาทุกวัน นางก็จักสัมฤทธิ์มีอายุยืนนัก พระยาอชุตราชาเจ้ากับนางปทุมวดีก็กระทำเคารพคารวะยังพระมหาฤาษีเจ้าตนพ่อแล้ว ก็เอากันเสด็จสู่เวียงโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนแห่งตน
⛰️ พระธาตุดอยตุง
- ในปี พ.ศ. 561 ครั้งโบราณศักราชเก่าได้ 148 ตัว ตรงกับปีขาล
ยามนั้นพระมหากัสสปเถรเจ้า คิดในใจว่าอายุปูนนี้ก็ได้ 120 เต็มบริบูรณ์แล้วในเดือน 6 เพ็ญนี้กูจักเข้าสู่นิพพาน พระเถรเจ้าก็เอาธาตุกระดูกด้ามมีด (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้ายแห่งพระพุทธเจ้า กับธาตุเจ้าทั้งหลายสามสถาน คือ มหันตา(ขนาดใหญ่) มัชณิมา(ขนาดกลาง) ขุททกา(ขนาดเล็ก) ทั้งปวง 500 พระองค์ ก็พาอรหันตา(พระอรหันต์) 500 พระองค์ แล้วยกเอาพระธาตุเหาะมาทางอากาศ มาสู่เมืองโยนกนครช้างแสน
แล้วก็เมตตาพระยาอชุตราช ผู้เป็นเจ้าเมือง บอกนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้ให้พระองค์รู้ 6 ประการ พระยาอชุตราชเจ้าก็มีใจชื่นชมยินดีบังเกิดศรัทธา หาช่างเครื่องมาทำพระโกศสำหรับบรรจุพระบรมธาตุ บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ช่อธง ฉัตรจ้องปกกาง จัดขบวนแห่พระธาตุ ออกจากเวียงโยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแสน ขึ้นไปสู่จอมดอยตายสี หรือ ดอยดินแดง (ดอยตุง) พร้อมกับมหากัสสปเถรเจ้า
มหากัสสปเถรเจ้าก็ยกเอาพระโกศพระมหาธาตุเจ้าขึ้นตั้งไว้เหนือหินก้อนหนึ่ง อันพระพุทธเจ้านั่งเมื่อครั้งก่อน ครั้งนั้นมหาชินธาตุเจ้าก็แผ่ปาฏิหาริย์แจ้ง (สว่าง) ทั่วเมืองทั้งมวลนาน 7 วัน 7 คืน แล้วก็พาพระโกศจมลงไปในก้อนหินลึกประมาณ 8 ศอก (4 เมตร) กาลนั้นพระมหาเถรเจ้าก็อธิฐานคันธงบูชาพระมหาธาตุเจ้าไว้หนขวา เมื่อขึ้นกางสูงประมาณ 8,000 วา ธงห่างประมาณ 7,000 วา กว้าง 500 วา แต่นั้นมาคนทั้งหลายเห็นแล้ว จึงเรียกว่าดอยธง (ดอยตุง)
พระธาตุดอยตุง, แม่สาย, จังหวัดเชียงราย
พระยาอชุตราชเจ้าก็เรียกร้อง ขุนลวะ คือ ปู่เจ้าลาวจก (ลูกหลานขุนหลวงลาวกะยู ครั้งสมัยพระยาสิงหนวติราช ซึ่งเป็นหัวหน้าปกครองลวะ หรือ อ้ายลาว สือต่อมา) ให้ทองคำหมื่อหนึ่ง แลกเอาอาณาเขตกว้างด้านละ 3,000 วา ทุกด้าน กับมิลักขุ (ชาวดอย) 500 ครัว อชุตธรรมิกราชาเจ้า ก็เวนถวายไว้เป็นทานแก่มหาธาตุเจ้า แล้วหยาดน้ำเหนือแผ่นดินแช่งไว้กับมหาธาตุเจ้า ไม่ให้ผู้ใดม้างทำลาย
ยามนั้นกัมมโลฤาษี พ่อเลี้ยงแห่งนางปทุมวดีราชเทวี ก็จุติตายก่อนนั้นสองเดือนแล้วก็ขึ้นไปเกิดยังพรหมโลก อชุตราชมหากษัตริย์ก็ให้ช่างทอง มาหล่อเป็ฯรูปฤาษีเจ้า ไว้ยังดอกมอกมุงเมืองทางตะวันตกนั้น
พระฤาษีกัมมโล, เหรียญครบรอบ 2000 ปี (1 มีนาคม 2561), วัดพระธาตุดอยตุง, อำเภอแม่สาย, จังหวัดเชียงราย
มหากัสสปเจ้าก็ไหว้นบเคารพยำยังพระมหาธาตุเจ้าเสร็จแล้ว ก็เสด็จสู่เมืองราชคฤห์นคร ยามเช้าบิณฑบาทข้าวมาฉันบริบูรณ์แล้วก็เข้าไปอำลาพระยาอชาตศัตรูเสร็จแล้ว ก็เสด็จเข้าไปสู่นิพพาน วันพุธยามเช้า ระหว่างดอยเวฬุบรรพตที่นั้นมีดอยหุ้มอยู่(ภูเขา 3 ลูก อิงกัน) มีตนบ่มิได้เปื่อยเน่า (ร่างกายไม่เน่าเปื่อย) ตั้งอยู่ตลอดศาสนา พระเมตตไตรเจ้าจักส่งสการด้วยฝ่ามือแห่งพระองค์นั้นแล
กุกกุฏสัมปาตบรรพต (Kukkutasampata Mountain), เมืองราชคฤห์ (Rajgir), รัฐพิหาร, ประเทศอินเดีย ที่มา https://www.nekhor.org/padmasambhava/india/kukkutapada
⛰️ พระธาตุดอยกู่แก้ว
- ในปี พ.ศ. 562 พระมหากัจจายน์เถระ อธิษฐานเอาธาตุกระดูกตาตีน (ตาตุ่ม) พระพุทธเจ้าข้างขวา ที่ถ้ำสัตตปัณณคูหาเมืองราชคฤห์ ก็ได้มา 3 สถาน ทั้งปวงมี 26 พระองค์ ใส่พระโกศแก้วมรกตมีวรรณอันเขียว มีพระอรหันต์ 500 ตน เอาพระธาตุเจ้าเหาะมาทางอากาศแล้วก็มาสู่โยนกนครศรีช้างแสนบุรี ก็บอกยังนิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายให้พระยาอชุตธรรมิกราชผู้เป็นเจ้าเมือง
- ในปี พ.ศ. 526 วันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พระยาอชุตราช มีใจศรัทธายินดียิ่งนัก ก็ให้ช่างทอง สร้างพระโกศเงินพระโกศคำรับเอาพระโกศแก้ว แล้วก็บูชาด้วยเครื่องสักการะ ก็เอาขึ้นใส่สีวิกาญจน์คำ(คานหามทองคำ) แห่พระบรมธาตุเจ้าไปสู่รัตนกุฏบรรพดอยกู่แก้ว พระมหากัจจยเถรเจ้าก็ให้หามสีวิกาญจน์รอบเกศาธาตุเจ้า 3 รอบ แล้วก็ลงตั้งไว้เหนือแผ่นดิน อธิษฐานขอให้มหาธาตุเจ้าจมลงในกวงอุโมงค์ที่บรรจุเกศาธาตุนั้นก่อน แล้วก็ก่อดินอิฐใส่ฉัตรบริบูรณ์ แล้วก็ฉลองทำบุญให้ทานตลอดทั้งเดือน 7
พระธาตุดอยกู่แก้ว, อำเภอแม่จัน, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/6055
⛰️ ถ้ำกู่ และ ถ้ำแปลงโปร่งฟ้า (เปลวปล่องฟ้า)
- ในปี พ.ศ. 642 อชุตราชเจ้า ก็เอาเสนามาตย์ราชบริวารทั้งหลายออกไปสร้างยังเจดีย์สองหลัง กวดเกศาธาตุเจ้าที่ถ้ำกู่และถ้ำแปลงโปร่งฟ้า แล้วก็กลับสู่สถานแห่งตน และกระทำบุญให้ทานตลอดไปมิได้ขายบ่มิได้ประมาทในทศพิธราชธรรมแต่สักสิ่ง พระยาอชุตราชและนางปทุมวดีราชเทวี พร้อมด้วยราชบุตรราชธิดามีอายุยืนมากนัก
- ในปี พ.ศ. 660 พระยาอชุตราชสิ้นพระชนม์ มีอายุได้ 120 ปี ครองราชย์อยู่ 100 ปี
พระบรมเจดีย์เกศาธาตุ ถ้ำเปลวปล่องฟ้า, วัดถ้ำปลา, อำเภอแม่สาย, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02m1q6zW5RuVAAjBWCrxBvZnszPgP6wXoaDVWmWvWn8b7ADf3SgVEZzw57EmtMtFU9l&id=100064888922044
⛰️ พระธาตุดอยตุง ครั้งที่ 2
- พระยามังรายนราช ตนลูกมีอายุได้ 46 ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองนครราชธานีศรีช้างแสนแทน ศาสนาพระพุทธเจ้าได้ 100 พระวรรษา
ในกาลนั้น มีพระอรหันต์องค์หนึ่ง ชื่อ มหาวชิรโพธิเจ้า เป็นต้น กับฤาษี 500 ตน ก็ไปนมัสการมหาธาตุเจ้ายังถ้ำสัตตปัณณคูหา อันมียังดอยเวการบรรพต ในเมืองราชคฤห์นคร แล้วอธิษฐานขอเอาพระบรมธาตุเจ้าได้ 150 พระองค์ แล้วก็เอาใส่พระโกศแก้วพระธรรมราช (ปัทมราช) ลูกเท่าหมากน้ำเต้า แล้วก็เหาะมาด้วยบนอากาศ มาสู่เมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน แล้วก็บอกประวัตินิทานอันพระพุทธเจ้าทำนายไว้แก่พระองค์มังรายนราชกษัตริย์
พระองค์ให้นายช่างทำพระโกศเงิน พระโกศทอง ซ้อนพระโกศแก้ว รับเอายังพระบรมธาตุไว้ แล้วก็ตกแต่งเครื่องบูชาทั้งหลาย ตั้งคันช่อธงและฉัตรบูชาพร้อมเสร็จ รวมรี้พลทั้งหลายมาพร้อมแล้ว ก็สมโภชฉลองพระมหาธาตุเจ้าและบริบูรณ์ ก็อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าเสด็จแห่งแหนออกเวียงไปต่อถึงเกตบรรพตดอยธุง อันเป็นที่พระบรมธาตุบรรจุกระดูกด้ามมีก้ำซ้ายแห่งพระพุทธเจ้า ก็หามพระโกศพระบรมธาตุเจ้าปทักษิณหินศิลาที่ตนพระบรมธาตุเจ้านั้น 3 รอบ
อรหัตาเจ้ากับฤาษีทั้งหลายพร้อมกันยกเอาพระโกศพระบรมธาตุเจ้าขึ้นประดิษฐานไว้เหนือหินอันมหาธาตุเจ้าบรรจุไว้ก่อน ครั้นนั้นอรหันตาทั้งหลายก็อธิษฐาน ขอให้ธาตุเจ้าพาพระโกศจมลงไปเป็นดั่งมหากัสสปเจ้า อธิษฐานแต่ก่อนนั้น มหาธาตุเจ้าก็กระทำปาฏิหาริย์รุ่งเรืองส่องรัศมีทั่วทิศานุทิศแคว้นเมืองโยนกนครทั้งมวล แล้วก็จมลงไปในก้อนหินที่นั้นลึกประมาณ 7 ศอก บนพระบรมธาตุเจ้าก่อนนั้นศอกหนึ่ง
พระองค์มังรายนราชเจ้าก็ให้ค่าจ้างแก่ช่างทั้งหลาย ให้ก่อนมหาเจดีย์กวม(ครอบ)ก้อนหินอันทรงไว้ซึ่งพระบรมธาตุเจ้านั้น สูง 7 ศอก ทาสะทาย(ฉาบปูน) แล้วใส่จังโกเงิน จังโกคำ(ทองหุ้มพระธาตุ) ประดับด้วยแก้ว 7 ประการ ใส่ฉัตรหมากชมพูคำแล้วบริบูรณ์ ฉลองทำบุญให้ทานเป็นสมัยกาลอันใหญ่นานได้ 3 เดือน เสร็จงานในวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง พ.ศ. 660
พระมังรายนราชเจ้าก็ซื้อเอามิลักขุทั้งหลาย 500 ครัว อันอชุตราชเจ้าซื้อเอากับปู่เจ้าลาวจก บริจาคไว้รักษาพระบรมธาตุเจ้านั้นเป็นราคา 1000 ตำลึงทอง ก็หยาดน้ำถวายให้เป็นทานกับพระมหาธาตุเจ้าดั่งแต่ก่อนแล้วก็สัมบถสมบานแช่งไว้ว่า
"บุคคลหญิงชายท้าวพระยามหากษัตริย์ประชานรราษฎร์ผู้ใดมีใจยินดีกับด้วยวัตถุทานและทาสทานแห่งพระองค์เรานี้ดังนั้น แม้ว่าบุคคลผู้นั้นปรารถนาเอาอย่างใดก็จงพลันอุดมสมฤทธิตามวิมติมัคค์ทุกอันเทอญ
บุคคลผู้ใดเบียดเบียนกระทำร้ายของทานแห่งพระองค์นี้ คือว่าใช้สอยใช่เวียกตกการชาวเมืองมิลักขุทั้งหลายเหล่านี้ และริดม้างเขาเสียให้นิราศคลาดเสียจากที่ มิให้เขาได้อุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าที่นี้ดั่งนั้น ให้บุคคลผู้นั้นวินาศฉิบหายจากภรรยาบุตราบุตรีญาติทั้งหลาย แลจากไร่นาคามเขตประเทศแห่งมันตลอดถึงสืบราชภัยไปภายหน้า ก็จุติตายไปแล้วให้ได้ไปจมอยู่ในอเวจีมหานรก
พระพุทธเจ้าเกิดมาหมื่นตนแสนตน อย่าให้มันได้รู้ได้เห็นแม้แต่สักตนหนึ่ง แม้ในปัจจุบันชาติเอาเขาไปไว้ประเทศบ้านใด เมืองใดดั่งนั้น ก็ให้ร้อนไหม้ฉิบหายในที่นั้น อย่าให้รุ่งเรืองแก่มันเทอญ"
เดือน 6 แรมค่ำ 1 มหาวชิรโพธิเจ้าก็กระทำปทักษิณยังพระมหาธาตุเจ้าแล้ว ก็เหาะสู่เมืองราชคฤห์นคร ส่วนฤาษี 500 ตน ก็อยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากมหาชินธาตุเจ้าที่นั้นแล
ส่วนปู่เจ้าลาวจก 2 ผัวเมียก่อนนั้น ครั้นเอาอาณาเขตถวายเป็นทายพร้อมกับอชุตราชเจ้าก็มิได้หนีไปอยู่แห่งใด ก็มีใจศรัทธาอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากมหาธาตุเจ้าด้วยข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนทุกค่ำเช้ามิได้ขาด ครั้นจุติก็ไปเกิดเป็นเทวดาเทวบุตรอยู่ปลายเขายุคนธร (เชื้อสายของตระกูลลาวจกที่ดอยตุง ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1182 ได้ลงมาสร้างเวียงหิรัญนครเงินยาง (อยู่ที่อำเภอเชียงแสน) มีพระยาลาวจก หรือ พระยาลวจังกราช เป็นปฐมวงศ์ของพระเจ้าเมงราย)
3️⃣ ตอนที่ 3 สร้างเมืองรอง สืบราชสมบัติ
พระองค์มังรายนราชมหากษัตริย์ มีราชบุตร 2 คน ราชธิดา 2 คน ราชบุครผู้พี่ชื่อ “พระองค์เชือง” มีอายุ 55 ปี ผู้น้องชื่อ “ไชยนารายณ์” อายุ 50 ปี ทรงตั้งพระองค์เชืองผู้พี่เป็นมหาอุปราชแล้วกับลูกหญิงผู้หนึ่งให้อยู่เมืองโยนกด้วยตน แล้วก็แบ่งยังราชสมบัติข้าคน ช้าง ม้า วัว ควาย คนครัว แสนหนึ่ง ให้แก่ไชยนารายณ์ตนน้อง กับลูกหญิงผู้สุดท้องนั้น แล้วก็แปงให้แต่เมืองที่ใหม่ ทางใต้เป็นเกาะดอนใหญ่ที่เมืองสุวรรณโคมคำเก่า
- ในปี พ.ศ. 711 พระองค์ไชยนารายณ์ ลูกพระองค์มังรายนราชกษัตริย์เมืองโยนกนคร สร้างเมืองที่ดอนมูลแล้วเข้าอยู่ที่นั้น แล้วก็เรียกชื่อว่า "เวียงไชยนารายณ์เมืองมูล" นั้นแล ท่านก็สร้างบุบผารามวิหารที่พระพุทธเจ้ามานั่งสถิตอยู่ฉันข้าวบิณฑบาตที่ช่างของดอกไม้ให้ทานนั้น สร้างวิหารแล้ว ก็สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลงรักปิดทอง แล้วก็ฉลองทำบุญให้ทาน (วัดบุฟผารามวิหารสวนดอก)
- ในปี พ.ศ. 712 พระองค์เชือง (บุตรผู้พี่ของพระมังรายนราช) สร้างเจดีย์หลังหนึ่งกวมเกศาธาตุที่ถ้ำแก้วหัวฝายศรีทวง
- ในปี พ.ศ. 856 พระองค์เว้า สร้างเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าดอยเว้า (พระธาตุดอยเว้า) ใกล้ลำน้ำแม่สาย ไม่ไกลจากที่ว่าการอำเภอแม่สาย
- ในปี พ.ศ. 874 พระองค์แว่น สร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้า ริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งตะวันออก
- ในปี พ.ศ. 891 พระองค์แก้ว (ลูกพระองค์แว่น) สร้างเจดีย์กวมที่บรรจุเกศาธาตุเจ้าแห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำโขงเรียงหลังเจดีย์ที่พ่อตนสร้าง
- ในปี พ.ศ. 905 พระองค์เงิน สร้างเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านอนหลังผารูปเต่า
- ในปี พ.ศ. 918 พระแวน สร้างวิหารกวมพระบาทเจ้าที่ผาเรือ
- ในปี พ.ศ. 934 พระองค์งาม สร้างเจดีย์กวมเกศาธาตุเจ้าที่พระพุทธเจ้านั่งจอมผาเล็งโลกนั้น และสร้างวิหารและพระพุทธรูป
ในกาลนั้นในเมืองโยนกนครก็บริบูรณ์รุ่งเรือง เต็มไปด้วยผู้คนทุกชาติทุกภาษา หาเสี้ยนหนามโจรผู้ร้ายมิได้แล รื่นเริงไปด้วยการทำบุญให้ทานตลอดสมัยพระองค์งามครองราชสมบัติ
- ในปี พ.ศ. 1060 พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วได้ 500 พระวรรษาเต็ม ครั้งนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าแห่งเราเมืองใหญ่ทั้งหลายก็สูญไป เท่ายังรุ่งเรืองอยู่ตั้งแต่เมืองราชคฤห์(เมืองแถนหรือเทียน) ล่วงมาถึงเมืองยวนช้างแสนเรานี้
กษัตริย์ก็สืบราชสมบัติสืบต่อกันมา
4️⃣ ตอนที่ 4 เสียเมืองแก่ขอมดำ
- ในปี พ.ศ. 1460 พระองค์พังเจ้าเสวยเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน ในกาลนั้นยังมีขอมส่วยใช้เมืองหนึ่งอยู่ เป็นลูกเมืองตั้งแต่พระยาสิงหนวติราช เป็นปฐมกษัตริย์ พระยาขอมอยู่ "เมืองอุโมงเสลานคร" ไกล(เดินทาง) 5 คืน พระยาขอมดำองค์นี้ มีใจอสัทธรรมหยาบช้าทารุณ เห็นพระองค์พังเป็นกษัตริย์หนุ่มน้อย ก็ยกเอากำลงมาแสนหนึ่งแล้วก็มาชิงเอาเมืองไป เมื่อวันอาทิตย์ แรม 1 ค่ำ เดือน 5 พระองค์พังมีใจอันบ่กล้าแข็งก็ถวายเมืองให้แก่พระยาขอมดำ เป็นลูกนั้นเสียแล
พระยาขอมดำก็เป็นกษัตริย์เสวยเมืองโยนกนครบุรีศรีช้างแสน แล้วก็ใช้ไปเอาลูกเมียเสนาอำมาตย์และชาวขอมทั้งหลายแห่งเมืองเสลานคร เข้ามาอยู่ในเวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนที่นั้นสิ้นแล
ส่วนพระองค์พังถูกขับไปเป็นแก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) ตั้งอยู่เวียงลวะศรีทวง ริมตะวันตกเฉียงเหนือริมแม่น้ำใส(แม่น้ำสาย) ภายตะวันออกเฉียงใต้ พระธาตุเจ้าถ้ำแก้ว ก็ให้พระองค์พังให้ส่วยคำให้มันปีละสี่ทวงหมายพิน ไทยเราเป็นทุกข์ทั้งเจ้าทั้งไพร่
- ในปี พ.ศ. 1461 พระองค์พังเป็นแก่บ้านได้ 1 ปี วันนั้นางเทวีก็ประสูติลูกชายผู้หนึ่ง ชื่อว่า "ทุกขิตกุมาร"
ท่านไปตั้งอยู่เวียงศรีทวงได้ 3 ปี ยังมีสามเณรตนหนึ่งเป็นชาวศรีทวง มีอายุได้ 19 ปี ท่านก็ลงไปไหว้มหาธาตุเจ้าแล้วก็ไปอาศัยนอนอยู่อารามหลังหนึ่งในเวียงโยนกนครที่นั้น ท่านเดินบิณฑบาตรได้สามเรือนแล้วลำดับไป ถึงคุ้มน้อยแห่งพระยาขอมดำแล้ว ท่านเข้าจักบิณฑบาตรนั้น ก็ไปยืนอยู่กลางคุ้มที่นั้น
พระยาขอมเล็งเห็นแล้วก็ถามพวกรั้ง(เวรยาม)ทั้งหลายว่า "สามเณรที่ใดมาบิณฑบาตรนั้นจา"
พวกรั้งทั้งหลาย ก็ไหว้ว่า "เทว ข้าแต่ เป็นสามเณรลูกชาวศรีทวงนั้นจา"
พระยาขอมก็โกรธแล้วกล่าวว่า "ลูกข้าส่วยพลอยเข้ามาคุ้มพระองค์กุดังลือจา สูอย่าได้เอาข้าวกูไปใส่บาตรให้มันนะเนอ"
ขณะนั้นเจ้าสามเณรน้อยตนนั้น ได้ยินคำพระยาขอมดำกล่าวแล้ว ท่านก็บังเกิดอิจฉามะนะโกรธในใจ แล้วก็ถอยหนีออกจากคุ้มพระยาขอม แล้วไปยืนอยู่หนตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ขึ้นสู่ดอยกู่แก้ว กระทำปทักษิณไหว้มหาธาตุเจ้าแล้ว ก็ยกบาตรขึ้นใส่หัวถวายให้เป็นทานแก่พระบรมธาตุทั้งบาตรทั้งข้าวนั้น ก็ตั้งคำปราถนาว่า
"สาธุ ด้วยเดชะ อันข้าผู้ได้ข้าวบิณฑบาตรให้เป็นทานแก่พระมหาธาตุเจ้าแล้วทั้งนี้ไป 7 วัน ภายหน้านี้ ขอให้ข้าจุติตายจากชาติอันเป็นสามเณรนี้แล้ว ขอให้ข้าพเจ้าไปเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางเทวี แห่งคามโภชก(หัวหน้าหมู่บ้าน) ผู้เป็นแก่บ้านศรีทวงนั้นเทอญ ครั้นว่าผู้ข้าเกิดมาพ้นจากท้องแห่งมารดาแล้ว ขอให้ข้ามีรูปอันงามและประกอบด้วยกำลัง มีอายุมั่นยืน ให้เป็นที่รักจำเริญใจแก่พระยาศรีทวงผู้เป็นบิดาแห่งข้าพเจ้า ครั้นว่าข้าใหญ่ขึ้นมาได้ 16 ขวบแล้ว ขอให้ข้ามีชัยชนะ ปราบแพ้ยังพระยาขอมดำตนนี้ด้วย สวัสดีแลเทอญ"
เหตุว่าพระยาขอมดำนี้อสัทธรรมใจบาปบ่มิรู้จักคุณแก้วทั้งสามแล วันนี้ก็เป็นวันอุโบสถเดือน 6 เพ็ญแล แล้วก็ป่าวแก่เทวดาทั้งหลายว่า
"โภนฺโต ดูกรเทวดาเจ้าทั้งหลาย อันอยู่รักษาศาสนาและมหาธาตุเจ้าที่นี้ เป็นเค้าและรักษาบ้านเมืองทั้งมวล จงลงมาเป็นสักขีพะยานรู้กับด้วยข้าทุกตนเทอญ"
ว่าดั่งนั้นแล้ว ก็ถอยหนีจากข่วงมหาธาตุเจ้าที่นั้น แล้วก็ลงไปถึงตีนดอยกู่แก้วหนตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไปนั่งอยู่ในร่มไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็บ่กินยังข้าวน้ำสักอันแล ครั้นถึง 7 วัน ก็รวดจุติตายไปแล ก็ไปเอาปฏิสนธิในท้องนางเทวีพระศรีทวงวันนั้น
ราตรีจักใกล้รุ่งนางก็เห็นยังนิมิตต์ฝันว่า มีช้างเผือกตนหนึ่งมายืนอยู่ยังบริเวณบ้าน ก็ผ่านเวียงล่องไปทางใต้ ครั้นพ้นเวียงแล้วก็ไปไล่กวดแทงคนทั้งหลายแตกตื่น แล้วนางก็สะดุ้งตื่นขึ้นตกใจกลัว นางจึงเล่าให้สามีฟังทุกประการ ครั้นพระยาได้ยิน ก็รำพึงกล่าวว่า "สัตว์ตัวมีบุญจักมาเกิดในท้องแห่งนาง พึงมีฉะนี้แล นางจงรักษาครรภ์แห่งนางให้ดีเทอญ" นางทรงครรถ์ได้ 7 เดือน นางก็มักใคร่ได้เครื่องศาตราอาวุธทั้งหลาย ก็ไปไหว้วานขอพระยาตนผัวให้เอาช่างเหล็กมาแปลงเครื่อง เช่น ดาบ ตาว และหอกซัด สีนาด ปืนไฟทั้งมวล
แล้วแต่นั้นถึง 7 เดือน นางก็อยากกินเลือดขอมดำติดคมดาบ นางจึงไหว้สาพระยาตนเป็นผัว ท่านก็ใช้คนไปขวนขวายให้นางได้กินแล้ว นางมีใจชื่นชมยินดี
พญาพังคราชเจ้า วัดพญาสี่ตวงคำ, อำเภอแม่สาย, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://www.facebook.com/100070558861966/posts/pfbid02WVbtEmCcABNSKycTTqd456Zh76HbWoT4fxk5rUvvmTpGjDxb19wkFeecposLWWqFl/?
5️⃣ ตอนที่ 5 กู้เมือง
- ในปี พ.ศ. 1464 วันอาทิตย์ แรม 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง เวลารุ่งเช้า ครรภ์ได้ 10 เดือนแล้ว นางก็ประสูติได้ลูกชายผู้หนึ่ง เกิดมามีวรรณเนื้อตนอันหมดจดหามลทินมิได้ ครั้งนั้นญาติทั้งหลายอันมีอยู่ในบ้านศรีทวงนั้น และเสนาอำมาตย์ พราหมณ์ปุโรหิตก็มารับเอาแล้วเบิกบายนามกร เอานิมิตต์อันงามเหมือนดั่งพรหมลงมาเกิดนั้น จึงใส่ชื่อว่า "พรหมกุมาร" นั้นแล
พรหมกุมาร ได้ 7 ปี หาพยาธิโรคามิได้ กุมารก็มีใจใคร่ได้ยังเครื่องสาตราวุธทั้งหลาย ก็อ้อนวอนขอยังพระราชบิดา ให้เอาช่างเหล็กทั้งหลายมาแปลง กาลนั้น พระยาตนพ่อก็กระทำตามคำลูกแห่งตนทุกประการ เอาช่างทั้งหลายมาตีหอก ดาบ สีนาดปืนไฟ ทั้งมวลทุกปีบ่มิได้ขาด ตลอดถึงอายุกุมารได้ 13 ขวบ
- ในปี พ.ศ. 1476 ใกล้รุ่ง พรหมกุมารท่านก็เห็นนิมิตต์ฝันว่า เทวดามากล่าวว่า "ดูกรพรหมกุมารท่านยังใคร่ได้ยังช้างวิเศษ ดั่งนั้นครั้งรุ่งแจ้งแล้วให้ท่านเอาขอไม้ไล่ แล้วไปล้างหน้าเอายังแม่ของนั้นเทอญ ช้างเผือก 3 ตัวจะล่องน้ำมาแล ครั้นว่าได้ตัวต้นนั้นก็จักได้ปราบทวีปทั้งสี่ ครั้งว่าได้ตัวสองนั้นจักปราบชมพูทวีปได้แท้ ครั้นว่าได้ตัวที่สามนั้นจักได้ปราบลานนาและขอมดำทั้งมวล"
พรหมกุมารสะดุ้งตื่น ท่านก็เรียกเด็กน้อยทั้งหลายพาไปเป็นบริวาร 50 คน แล้วก็ตัดเอายังขอไม้ไล่ เสด็จไปล้างหน้าที่น้ำแม่ของแล้ว พากันยั้งอยู่ยังฝั่งน้ำครู่หนึ่ง มีงูตัวหนึ่งใหญ่เท่าเทนซาวข้าวเป็นเบื้อ(เลื่อมพราย)เหลืองยาว ก็ล่องลอยน้ำมาริงฝั่งที่นั้น ครั้งนั้นเจ้ากุมารกับด้วยบริวารทั้งหลายเห็นแล้วก็สะดุ้งตกใจกลัว พากันสยดสยองอยู่ในที่นั้น งูตัวนั้นก็เลยลอยไป ครู่หนึ่งแล้วซ้ำล่องมาแถมอีกตัวหนึ่งใหญ่ประมาณเท่าต้นตาล มีวรรณเลื่อมสว่างทั่วทิศ พึ่งกลัวยิ่งนัก เนื้อตนสั่นไปทั้งกาย งูตัวนั้นก็ลอยน้ำล่องไป
กาลนั้นพรหมกุมารเจ้าก็มารำพึงว่า "เทวดากล่าวนิมิตต์ให้แก่กูว่า จักมีช้างเผือก 3 ตัว ลอยล่อยน้ำมานั้น บัดนี้ก็บ่มิได้เห็นช้างสักตัว พลอยมาเห็นแต่งู 3 ตัวชะรอยจักเป็นงู 3 ตัวนี้ และก็หากเป็นนิมิตต์แท้จริง ครั้นว่ากูบ่อเอาก็บ่ได้" กล่าวกับบริวารแห่งตนดั่งนี้แล้ว ครั้นว่าเราจักจับคองูตัวนี้ก็ให้ตามเราเทอญ ตายก็ตายด้วยกันเทอญ
ว่าดั่งนั้นแล้วงูก็มาใกล้ในที่นั้นแล้ว ท่านก็กระโดดไปจับคองูตัวนั้นแล้ว ครั้นนั้นหมู่บริวารทั้งหลายก็ตามลงไปจับงูนั้นพร้อมกันแล้ว กาลนั้นงูตัวนั้นก็บังเกิดเป็นช้างเผือกขึ้นในบัดเดี๋ยวนั้นแล
พรหมกุมารเจ้าก็มีใจยินดีนัก ท่านก็เอาไม้ไล่เกาะให้ออกจากแม่น้ำ ช้างตัวนั้นก็มิได้ออกลอยไปตามน้ำมาอยู่ริมฝั่งที่นั้น ครั้นนั้นท่านก็ใช้ลูกน้องกลับคืนไปกราบทูลพระบิดาให้รู้ ครั้นพระบิดารู้แล้วก็เอาหมอมาทำนายดู หมอทำนายว่า ให้ได้เอาคำพันหนึ่งตีเป็นพานแล้วไปแห่แหนนำหน้ามาก่อน จึงจักขึ้นจากแม่น้ำ ก็รีบเอาช่างมาตียังคำพันหนึ่งให้เป็นพาน แล้วก็ให้ทุกชติกุมารผู้เป็นพี่เอาไปให้แก่พรหมกุมารผู้น้อง ครั้นไปถึงแล้วก็ตีต่อยยังพานคำลูกนั้น ส่วนช้างเผือกตัวนั้นได้ยินเสียงพานคำแล้ว ก็ออกจากน้ำแม่ของด้วยสวัสดีแล
สถานที่ช้างทวนน้ำอยู่นั้นก็ได้ชื่อว่า ควานทน (กว๊านทวน) ช้างตัวนั้นก็มีชื่อว่า "ช้างพานคำ" นั้นแล ครั้นเอาช้างตัวนั้นมาถึงบ้านศรีทวงแล้ว ก็เข้าไปบอกแก่พระบิดาว่า "ข้าแต่พอพระยาเป็นเจ้า อย่าได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมตนนั้นต่อไป แม้ว่ามันจักมากระทำดังลือก็ดี จงไว้ธุระแก่ลูกเทอญ" พระองค์พังนั้นก็มีใจยินดีกับลูกยิ่งนัก ก็ให้คนทั้งหลายแปงโรงให้เป็นที่ช้างมงคลอยู่แล้ว ก็ให้ช่างคำมาตีเครื่องช้าง คือว่าภาชนะใส่หญ้าและรางทวงขี้ทวงเยี่ยวให้แล้วไปด้วยคำทั้งสิ้น
พรหมกุมารเจ้าก็แต่งให้อุปนิขิต(คนสืบข่าว)ไปอยู่ยังเวียงโยนกนครที่นั้น ให้ฟังข่าวร้ายข่าวดีแห่งพระยาขอมดำ เปลี่ยนกันไปมาบ่มิได้ขาด พระองค์พังก็ให้คนทั้งหลายขุดคูเวียงให้ดีแล้วก็แปงน้ำมาใส่ให้เต็มคูเวียง แล้วก็แปงประตูหับไขให้ดี ก็ให้ชื่อว่า เวียงพาน (เวียงพานคำ) แต่นั้นมา ส่วนพรหมกุมารนั้นก็หัดช้างมงคลตัวนั้นแล้ว ก็หัดพวกสีนาดและปืนไฟทั้งมวลไปทุกวันมิได้ขาดตลอดมา ถึงอายุได้ 16 ขวบ แต่นั้นมามิได้ส่งส่วยแก่พระยาขอมดำต่อไปถึง 3 ปี
ครั้นนั้นพระยาขอมดำก็บังเกิดความโกรธต่อโภชก(ผู้นำ)แก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน)ศรีทวง จึงกล่าวแก่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า "บัดนี้ข้าส่วยเมืองศรีทวงนี้ดั่งลือหาได้มาส่งส่วยเหมือนแต่ก่อนไม่ ขาดไปได้สามปีแล้ว มันพลอยกระด้างกระเดื่องแข็งเมืองอยู่นั้นจา สูท่านทั้งหลายจงเร่งแต่เอารี้พลคนหาญทั้งหลายให้พร้อมเสร็จภายในสามวันนี้ เราพระองค์จักไปชำระข้าศึกหมู่นี้เสีย อย่าไว้ให้เสี้ยนหนามต่อไป"
กาลนั้นไทยยวนทั้งหลายอันเป็นอุปนิขิต(สายลับ) ได้ทราบแล้วก็รีบนำสาส์นอันนั้นไปกราบทูลพระพรหมกุมาร และพระยาเจ้าตนเป็นบิดาให้รู้เหตุการณ์ทั้งสิ้นนั้น พระยาเจ้าทั้งสองได้รู้แล้วก็เร่งตระเตรียมเอายังรี้พลคนหาญทั้งหลายมาไว้ มีประมาณแสนหนึ่ง ไทยเหล่านี้ก็มีมากกว่าล้านคนเท่าว่าแคว้นหลวง และแคว้นขวานั้นก็อยู่ใกล้พระยาขอมดำ ครั้นได้คนหาญมาแล้ว ก็ขัดสีคันไชย(พระขรรค์ไชยศรี)อันกล้า มีมือถือธนูกับแล่งปืนแล้วก็เสด็จขึ้นขี่ช้างเผือกแก้วพานคำ มีหมอควานขึ่พร้อมสรรพ ถือพานคำตีนำหน้า ยกพลออกจากเวียงพานคำที่นั้น
ก็ไปพบกันกลางทุ่งสันชายที่นั้น พระยาขอมดำปรารถนาจักต่อรบกับเจ้าพรหมกุมาร ก็ไม่ทันรบ ช้างที่นั้นพระยาขอมดำก็มีความสะดุ้งตกใจหวั่นไปทั่วตัว แล้วก็หันหน้ากลับคืนวิ่งหนีไป หมู่ช้างแห่งพระยาขอมดำทั้งหลายก็แตกตื่นเหยียบย่ำหัวขอมดำทั้งหลายตายมากนัก แตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไปสู่เวียง
ส่วนเจ้าพรหมกุมารก็ขี่ช้างพาคนหาญเลยไล่ไปกำจัดขอม ไปตลอดถึงเวียงโยนกนครหลวงนั้น พระยาขอมดำก็พาลูกน้องเข้าในเวียงแล้วปิดประตูเวียงเสียทุกแห่ง พรหมกุมารเจ้าก็ไสช้างพานคำเข้าแทงประตูเวียงทะลุ เข้าไปกำจัดขับไล่พระยาขอมในเวียงที่นั้น ผู้คนบ่าวไพร่แห่งพระยาขอมดำก็ฉิบหายตายมากนักแล พระยาขอมดำก็บ่อาจจักทรงอยู่ได้ ก็ขับต้อนเอาพลและลูกเมียพาหนีออกจากเวียงโยนกเชียงแสน แล้วล่องไปทักษิณหนใต้
พรหมกุมารท่านก็ขี่ช้างพานคำตัวกล้า พาเอาคนหาญไล่ติดตามกำจัดพระยาขอมดำและพวกขอมบริวารทั้งหลาย ผ่านบ้านมิลักขุทั้งหลายไปไกลยิ่งนัก ฝ่ายมิลักขุทั้งหลายครั้นได้เห็นก็แตกกระจัดกระจายเข้าซ่อนอยู่ในซอกห้วยเขา พรหมกุมารกำจัดขอมไปมิได้หยุดหย่อนพ้นจากเขตแดนพ่อแห่งตนไปได้เดือนหนึ่ง ถึงแดนเมืองลวะรัฐเก่า(แคว้นละโว้ ครั้นนั้นเรียกชื่อใหม่ว่า แคว้นกัมโพช) ก็พักรี้พลนอนอยู่นั้นคืนหนึ่ง
พระอินทร์ ก็เล็งดูรู้ยังเหตุอันนั้นแล้วก็รำพึงว่า "พรหมกุมารนี้เที่ยวกำจัดพระยาขอมดำและพลของทั้งหลายไปถึงที่ใด ก็มิได้หยุดหย่อนดั่งนี้ก็จักฉิบหายสิ้นแล กูจักโปรดเอาชีวิตขอมทั้งหลายไว้เทอญ" ว่าแล้วก็บังคับยังเทวบุตร ให้ลงมาเนรมิตกำแพงหินศิลากั้นหน้าแห่งพรหมกุมารไว้ (กำแพงเพชร จะมีกล่าวต่อไป)
ขอมดำทั้งหลายก็รอดชีวิตพ้นจากความตายเล็กน้อย พากันพ่ายหนีเลียบตามลำน้ำแม่ระมิง ไปไกลนักตลอดถึงริมน้ำแม่สมุทรแล้วก็ไปพักอยู่กลางทุ่งหลวงแห่งหนึ่ง เป็นเขตต์แดนแห่งเมืองอินทปัฐานครที่นั้น ก็ประจำอยู่
พรหมกุมารเจ้าก็ได้ชัยชนะยังขอมทั้งหลาย สำเร็จแล้วก็รี้พลสกลโยธากลับคืน เก็บเข้าของิงนคำอันขอมทั้งหลายทิ้งเสียนั้นใส่ช้างใส่ม้ากลับมาได้ 20 วัน ก็มาถึงเวียงโยนกนครไชยบุรีศรีเช้าแสน อันเป็นที่อยู่เก่าแห่งขอมนั้นแล
ขอมนี้ย้ายหนีจากเมืองอุโมงค์เสลานครที่อยู่เก่าแห่งมันแล้วมาชิงกินเมืองโยนกนครเชียงแสนอยู่ได้ 19 ปี พรหมกุมารเจ้ากำจัดพวกขอมพ่ายหนีไปอยู่ริมสมุทรสิ้น เมืองขอมก็หาคนอยู่มิได้แต่นั้นมา
พรหมกุมารก็ให้บริวารตบแต่งยังเวียงโยนกนครเชียงแสนที่นั้นให้เรียบร้อย ก็เสด็จกลับคืนสู่เวียงพานคำที่อยู่แห่งตน ส่วนช้างแก้วพานคำตัวนั้น เมื่อถึงเมืองแล้ว พรหมกุมารลงจากหลังเปลื้องเครื่องแต่งองค์เสร็จ ก็หนีออกจากเวียงพานคำไปหนอาคเณย์ ก็เห็นช้างตัวนั้นกลับกลายเป็นงู หนีเข้าสู่ดอย เหตุนั้นดอยนั้นจึงชื่อว่า "ดอยช้างงู"
อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช, อำเภอแม่สาย, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://www.maesai.go.th/?page=gallery&id=8
6️⃣ ตอนที่ 6 ฟื้นฟูเมือง
- ในปี พ.ศ. 1480 วันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม พระองค์พังกษัตริย์เจ้า ก็เสด็จยาตราพลโยธามาเสวยเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนเวียงหลวงที่เก่า ได้เป็นมหากษัตริย์เจ้าซ้ำสอง ท่านก็ให้พรหมกุมารตนลูกเป็นอุปราชครองเมือง ส่วนพรหมกุมารเจ้าก็มิรับยกให้ทุกขิตผู้พี่เป็นอุปราชาแสนเมืองอยู่รองมหากษัตริย์ผู้พ่อ
ทีนี้จะกล่าวด้วยกษัตริย์ทั้งหลาย ตั้งแต่พระยาสิงหนวติราชเจ้าตนเป็นปฐม ตั้งเวียงพันธุสิงหนวตินครราชธานีที่นี้ ลำดับมาได้ 35 ตน ก็มิได้เอาไพร่เมืองมาเป็นเทวีสักคน ก็เอาแต่วงศ์เดียวกัน ครั้งนั้นพระองค์พังก็ไปขอเอาลูกพระยาเรืองแก้ว เวียงไชยนารายณ์เมืองมูล อันเป็นตระกูลเดียวกัน (สายพระองค์ไชยนารายณ์ โอรสพระองค์มังรายนราช สร้างเวียงไชยนารายณ์เมืองมูล) ลำดับมาได้ 31 ตน มาถึงพระยาเรืองแก้วกินเมืองนี้มีลูกชื่อว่า "นางแก้วสุภา" ก็เอามากระทำอาวาหมงคลให้แก่ พระองค์พรหมราชเจ้าตนเป็นราชบุตรนั้นแล
- ในปี พ.ศ. 1480 วันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีระกา พระองค์พรหมกุมารเจ้า กลัวข้าศึกเก่าขอมทั้งหลายพลิกคืนมาเบียดเบียนพระยาเจ้าบิดาตนในภายหน้า ก็ขออนุญาตพระเจ้าตนผู้เป็นพ่อ จักไปตั้งเวียงเกิด ก็เอานางเทวีแลยศบริวารแห่งตน เสด็จไปตั้งเวียงอยู่ฝ่ายน้ำกุกกุฏนทีทักษิณสถานก้ำใต้ (สร้างเมืองใหม่ทางลำแม่น้ำกกซึ่งอยู่ทางใต้ของเวียงโยนกนคร) เมื่อไปถึงก็ขุดคูเวียงมั่นคงดีแล้ว เข้าตั้งอยู่แล้วเรียกว่า "เวียงไชยปราการ" เดินทางจากเวียงโยนกนครกับเวียงไชยปราการ 1 คืน (ปัจจุบันเป็นเมืองร้าง เรียกว่า ปงเวียงชัย)
- ในปี พ.ศ. 1483 มหาพุทธโฆษาเถรเจ้า ยกเอาธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์แห่ลำดับมายังเมือง สุธรรมวดี หงษาวดี และภุกามมลราชทั้งมวล อ้อมมาถึงเมืองโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน นิมนต์เอาพระมหาธาตุ กระดูกหน้าผากแห่งพระพุทธเจ้าแต่ลังกาทั้งสามสถาน คือ มนันตา(ใหญ่) มัชณิมา(กลาง) ขุททกา(เล็ก) ทั้งปวงมี 16 พระองค์
พระพังคราชกษัตริย์เป็นประธาน และพระไชยนารยน์(พระยาเรือนแก้ว) กับทั้งพระองค์พรหมราชเจ้า ก็พร้อมกันกระทำพระโกศเงิน พระโกศทอง รับเอายังพระโกศแก้วใส่พระบรมธาตุนั้น
มหาพุทธโฆษาเถรเจ้า ก็เอาธาตุเจ้าให้พระยาเรือนแก้วนั้น มหันตาองค์หนึ่ง มัชณิมาสององค์ แล้วให้มหาเถรเจ้าชื่อว่า ยากะ เป็นประธานและพระยาเรือนแก้ว ให้พร้อมกันเอาไปบรรจุไว้กลางเวียงไชยนารายน์เมืองมูล ชื่อว่า "ธาตุเจ้าจอมทองนั้นแล"
วัดพระธาตุดอยจอมทอง, อำเภอเมืองเชียงราย, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://www.chiangraifocus.net/เที่ยวเชียงราย/4/วัดพระธาตุจอมทอง-วัดพระธาตุดอยจอมทอง-วัดดอยตอง-(1-ใน-พระธาตุ-9-จอม-พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำ-จ.เชียงราย)
ส่วนมหาพุทธโฆษาเถรเจ้าเป็นประธานและพระองค์พังกษัตริย์เจ้าและพระพรหมเจ้าราช ก็พร้อมกันนิมนต์เอายังพระบรมธาตุเจ้าทั้งสามสถาน รวม 11 พระองค์ ก็หามพระโกศมหาธาตุเจ้าไปบรรจุไว้ยังดอยน้อยที่หนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าฐาปนาเกศาธาตุเจ้าแล้ว ก็ทำนายว่า ภายหน้าจักได้ชื่อว่า "จอมกิตติ" แล พร้อมกันก่อนเจดีย์กว้าง 3 วา สูง 6 วา 2 ศอก ในวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็สำเร็จบริบูรณ์ ให้ฉลองพร้อมกันทั้งสองหลัง คือว่า "จอมกิตติ และ "จอมทอง" กลางเวียงไชยนารายน์ที่หนึ่ง
ส่วนพระยามหากษัตริย์เจ้าทั้งสามพ่อลูกก็เสด็จไปสู่เวียงแห่งตน แล้วก็กระทำบุญให้ทานบ่มิได้ขาด
พระธาตุจอมกิตติ, อำเภอเชียงแสน, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://www.papaiwat.com/th/story/category/detail/id/8/iid/79
พระองค์พังกินเมืองได้ 54 ปี อายุได้ 76 ปี ก็จุติตายไป ยกเอาอุปราชาทุกขิตตนลูก ขึ้นเสวยราชสมบัติเมืองนครโยนกเชียงแสนสืบต่อไป พระองค์กินเมืองได้ 16 ปี อายุได้ 70 ปี ก็จุติตายไปแล
พระองค์พรหมราชเจ้าเป็นต้นศาสนา บ้านเมืองทั้งปวงก็น้อมนำมาสู่มหากษัตริย์ประดุจดั่งบิดาให้ได้เป็นกษัตริย์เจ้าแห่งลานนาไทยถ้วนสองปีดั่งเก่าวันนั้นแล พระองค์สร้างเวียงไชยปราการแล้วอยู่เวยมานานได้ 59 ปี บ่มีสังมาราวีหิงสาเบียดเบียนแล อายุได้ 77 ปี ก็ถึงซึ่งทิวงคต
7️⃣ ตอนที่ 7 เวียงไชยปราการร้าง
- ในปี พ.ศ. 1540 พระองค์ไชยสิริ ขึ้นเสวยราชสมบัติเวียงไชยปราการสืบต่อจากพระองค์พรหมราชเจ้า เสวยเมืองมาได้ 7 ปี เมืองโยนกนครศรีช้างแสนและเวียงไชยปราการทั้งสอง ก็รุ่งเรืองฤาชาปรากฎไปทั่วทิศานุทิศ
ครั้นมีกษัตริย์องค์หนึ่ง (พระเจ้าอโนรธามังฉ้อ) เป็นใหญ่ในเมืองสุธรรมวดี (เมืองสะเทิม) เมืองแมง อันมีหนหรดีฝ่ายน้ำแม่คงก้ำตะวันตก รี้พลข้ามแม่น้ำคงมีกำลังล้านเจ็ดแสน มารับเอาเวียงไชยปราการ มาทางศรี(ต้นโพธิ์)สี่ต้น มิลักขุทั้งหลายก็มาบอกกว่าแก่พระองค์ไชยสิริเจ้า พระองค์รู้ข่าวจึงเร่งขอกำลังจากพระองค์มหาวรรณ(โอรสพระองค์ทุกขิต) มาสมทบช่วยเหลือ เมื่อพร้อมแล้วได้มากก็เดินกระบวนทัพออกจากเวียง
ให้ขุนแกล้วขุนหาญทั้งหลายยกกำลังไปต้อนรับข้าศึกเมืองสุธรรมวดี ที่ดอยขุนน้ำห้วยเปล้า(เวียงป่าเป้า) โปร่งมอญ(โป่งเหม็น/โป่งเทวี) ศึกแห่งพระสุธรรมวดีนั้นแข็งแรงนักก็ล้ำล่วงหน้าหลังเข้ามา เหตุว่ามีระบู(ปืนใหญ่) นักศึกเหล่านี้ก็ทอรนา(ทำลาย)ระบูหลวงบ่อได้ คนท่านมาทั้งวันทั้งคืนได้เดือนหนึ่งก็ใช้มาไหว้สาพระยาพรหมไชยสิริราชเจ้าว่า "บัดนี้ฮูข้าทั้งหลายรบท่านก็บ่ได้ชัยชนะ ท่านก็ล้ำเข้ามาถึงป่าสีดอยและหนองขวางหิน (เมืองหนองหิน แม่สรวย) เสียแล้วก็จักเหมือนถึงเวียงนี้แล ขอให้พระองค์เป็นเจ้ากรุณารีบแลเทอญ"
พระองค์ไชยสิริเจ้า กล่าว่า "เราบ่ได้เป็นข้าผู้ใดแล เรียกเอาหมอมาคอยดูชาตาเมืองเราจักร้ายดีประการใด"
หมอดูแล้วก็ทำนายว่า "มหาราชา เจ้าชาตาเวียงเราลูกนี้ ถูกสูญสามหนเคราะห์ร้ายตกพูมเหมือนจักได้เป็นข้าท่าน ถ้ามิฉนั้นก็จักเสียเมืองเป็นมั่นคง ขอให้พระองค์พระเป็นเจ้าพิจารณารีบเทอญ"
พระองค์ไชยสิริเจ้าทราบดังนี้แล้ว ก็กล่าวว่า "เราจับ่ได้เป็นข้าผู้ใด เราจักสละเมืองให้เขาเสียนั้นก็เห็นจักสมควรแล้ว" ก็ป่าวร้องเสนาอำมาตย์ประชานรราษฎร์ทั้งหลายให้ตำเอาข้าวใส่ถุงพอประมาณแล้ว
- ในปี พ.ศ. 1547 ท่านก็มีอาชญาให้ไปปองเอาตนครัวหนีไปนั้นแล้ว พระยาสุธรรมวดีก็มาได้เวียงเปล่าหามีผู้คนไม่ เห็นแต่ไฟไหม้ข้าวและเรือนนั้น ก็บ่อาจจักตามไปได้ ก็พารี้พลโยธาหนีกลับคืน หาบ้านเมืองนั้นแล
ส่วนพระองค์ไชยสิริเจ้าก็พาคนหนีไป จักหนีไปหาเวียงโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนหลังนั้นก็ไปบ่ได้ เหตุว่าฝนตกน้ำแม่กุกกุฏนทีนองมากนัก ก็พากันหนีไปทางตะวันออก ล่องใต้ไปทางเมืองผาหมื่นผาแสน(เขาในเขตจังหวัดแพร่) ล่องไปทางตะวันออกเข้าชมพู กลัวข้าศึกติดตามมาทันก็พากันหนีไปทางตะวันออกนานได้เดือนหนึ่ง ก็ไปถึงที่พระยาพรหมราชตนพ่อแห่งท่านไล่ขอมไปถึงที่นั้น (กำแพงเพชร)
เรื่องก็ร้อนถึงพระอินทร์ ได้ทราบเหตุการณ์ดั่งนั้น ก็ลงมาเนรมิตเป็นตาผ้าขาวตนหนึ่ง แล้วก็มาอยู่ใกล้ช้างที่นั่ง กล่าวว่า "ดูกรมหาราช ท่านจงตั้งเมืองอยู่ฐานะที่นี้เทอญ เป็นชัยภูมิดี บ่มีข้าศึกสัตรูจักมาเบียดเบียนท่านแด่" ว่าดั่งนั้นแล้ว พระยาอินทร์ก็กลับหายไปในกาลนั้น
- ในปี พ.ศ. 1547 แรม 4 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง พระองค์ก็ยับยั้งหมู่บริวารอยู่ที่นั้นสามวัน ท่านก็สร้างเวียงอยู่ที่นั้น แล้วเรียกชื่อว่า "เมืองกำแพงเพ็ชร" นั้นแล มีคนแสนครัว ก็ตั้งอยู่ริมน้ำแม่ระมิงตราบแถวสบแล ก็เปลี่ยนนามว่า พระองค์ไชยสิริเชียงแสน นั้นแล
แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้าทั้งสองเมืองพี่น้องก็พลัดพรากไกลกันไป กษัตริย์ไทยเราเลยแตกเป็นสองกษัตริย์
8️⃣ ตอนที่ 8 ล่มสลาย
- ในปี พ.ศ. 1558 วันเสาร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 พระองค์มหาชัยชนะเป็นกษัตริย์เสวยเมืองโยนกนคร คนทั้งหลายไปเที่ยวยังแม่น้ำกุกกุฏนที(กก) ได้เห็นยังปลาเยี่ยนหรือปลาไหล เผือกตัวหนึ่งใหญ่เท่าต้นตาลยาวประมาณ 7 วา แล้วเขาก็พากันไปทบปลาตัวนั้นตาย แล้วก็พากันลากมาถวายมหากษัตริย์เจ้า พระองค์ก็มีอาชญาให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทั้งเวียงนั้นแล
ครั้นว่าบริโภคกันเสร็จแล้ว สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือนดั่งแผ่นดินสนั่นหวั่นไหวประดุจดังว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จักเกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้งถึงมัชณิมยามก็ซ้ำดังมาเป็นคำรบสองแล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาเป็นคำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว กาลนั้นเวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลงเกิดเป็นหนองอันใหญ่
คนทั้งหลายอันมีในเวียง มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาสฉิบหายตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น ยังเหลืออยู่แต่เรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังเดียวนั้นแล
คืนนั้นรุ่งแจ้งแล้ว ขุนพันนาและนายบ้านทั้งหลายอันอยู่นอกเวียงนั้นได้ยินเสียงเหมือนดั่งเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเวียง ต่างพากันเข้ามาสู่เวียงเพื่อจักดูยังเหตุการณ์นั้นๆ ครั้นมาถึงแล้วก็มิได้เห็นสิ่งใด เห็นแต่น้ำท่วมไปทั้งนั้น กับเห็นเรือนยายแม่หม้ายเฒ่าหลังหนึ่ง ก็พร้อมเรียกยากแม่หม้ายเฒ่านั้นมา แล้วถามว่า
"ดูกรแม่เฒ่าเป็นเหตุการณ์อย่างใดเวียงและเจ้านายของเราจึงจมลงฉิบหายเสียสิ้นดั่งนี้ ป้ายังได้รู้เห็นเหตุการณ์สิ่งใดจา"
ยายเฒ่า ก็ขานว่า "เออป้าก็ยังรู้ดั่งกล่าวแล ในวันวานนี้ เจ้านายทั้งหลายก็เอาปลาเยี่ยนเผือกตัวหนึ่งมาถวายพระมหากษัตริย์เจ้า ก็เอาปลานั้นแจกจ่ายกันกินทั่วทั้งเวียง ในวันนั้นถึงเวลาเย็นมา ยังมีมาณพชายหนุ่มผู้หนึ่งลุกจากที่ใดมาก็บ่รู้ ก็มาขอจอดเรือนป้าที่นี่ แล้วป้าก็เอาข้าวน้ำให้เขาบริโภค เขาก็มิได้บริโภคยังอาหารของป้า"
เขาก็ถามป้าว่า "ดูกร ป้าชาวเวียงที่นี้พากันเอาสิ่งใดมาบริโภคดูหอมยิ่งนักทั่วทั้งเวียงนี้จา"
ป้าก็บอกเขาว่า "ชาวเมืองทั้งหลายได้ปลาเยี่ยน(ปลาไหล)เผือกตัวใหญ่ตัวหนึ่งมาแบ่งกันกินทั่วทั้งเวียง"
ว่าดั่งนั้นแล้วมาณพผู้นั้นก็ถามว่า "ป้ายังกินกับเขาหรือว่ามิได้กินนั้นจา"
ป้าก็กล่าวว่า "ป้านี้เป็นคนเฒ่าคนแก่เป็นแม่ร้างแม่หม้ายบ่มีลูกมีหลาน ผู้ใดใครเขาจะให้ป้ากินหลายเอ๋ย"
มาณพผู้นั้นกล่าวแก่ป้าว่า "ป้ามิได้กินก็ดีแล้ว ป้าอย่าได้อยากกินกับเขาเทอญ"
ว่าดั่งนั้นแล้วประมาณครู่หนึ่ง มาณพผู้นั้นก็กล่าวว่า "ข้าจักไปเที่ยวประมาณครู่หนึ่ง"
พอมาณพผู้นั้นจะไปก็กล่าวสั่งกับยายแม่หม้ายว่า ถ้าหากหลานไปแล้ว มีเหตุการณ์สิ่งใดบังเกิดขึ้นก็ดี ถ้ามิได้เห็นหน้าหลายอย่าได้ลงเรือนไปแห่งใด ว่าดั่งนั้นแล้วก็หนีไป ป้าก็เข้าไปนอนอยู่ประมาณครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นดั่งเรือนหล่มลงไปเป็นที่น่ากลัวยิ่งนัก ก็ลุกจากที่นอนขึ้นแล้วก็มาคิดแต่ในใจถึงคำมาณพผู้นั้นสั่งไว้ ก็กลับเข้านอนเสียดั่งเก่า เสียงอันนั้นก็ดังไปถึงกลางคืนค่ำเช้าดังมาถึงสองที ป้าก็ลุกออกไปดูถึงประตูเรือน ก็คิดถึงคำหลานผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง ก็กลับเข้ามานอนเป็นคำรบสอง
เสียงอันนั้นก็ดังไปๆ จวนถึงย่ำรุ่งยิ่งดังกว่าแต่เก่าก่อน ป้าก็กลัวหนักขึ้นก็ลุกออกไปถึงหัวบันได ก็มองไปทางทิศใต้ทิศเหนือ ก็เห็นแต่น้ำท่วมไปตลอดทั้งเวียง
เมื่อนั้นเขาโจทนากันว่า "ประมาณคนเฒ่านี้ผิดแท้หนอ บ่ควรเราจักประมาท" ว่าดั่งนั้นแล้ว เขาก็พร้อมกันเอายากเฒ่าผู้นั้นไปเลี้ยงดูเสียให้บริบูรณ์ แล้วก็กลัวแต่ท้าวพระยาต่างประเทศ ประการหนึ่ง ก็กลัวแต่พระยาเวียงไชยนารายน์เมืองมูล แคว้นขวานั้นมาชิงเอาราชสมบัติบ้านเมืองแล ครั้นนั้นพระยาสร้อยหล้า ลูกพระยาสร้อยฟ้ากินเวียงไชยนารย์ที่นั้นสืบกันมาบ่มิได้ขาด เหตุนั้นก็ปรึกษาพร้อมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วเอาโภชกแก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน)บูม ชื่อว่า "ขุนลัง" ให้เป็นใหญ่แก่เขาทั้งปวง
พระธาตุโยนกนคร, วัดป่าหมากหน่อ เกาะแม่หม้าย, อำเภอแม่จัน, จังหวัดเชียงราย ที่มา https://www.facebook.com/p/วัดป่าหมากหน่อ-พระธาตุโยนกนคร-100064354045262/
- ในปี พ.ศ. 1558 วันอังคาร ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 เขาทั้งหลายก็พร้อมกันสร้างเวียงลูกหนึ่งริมฝั่งน้ำแม่ของ(แม่น้ำโขง)ฝั่งตะวันตก มีหนตะวันออกเวียงโยนกนครเก่า ว่า "เวียง" ครั้งสร้างบริบูรณ์ก็ให้ขุนลังตั้งอยู่เป็นใหญ่แก่บ้านเมืองแห่งเขา แล้วก็เรียกว่า "เวียงปรึกษา" นั้นแล
แต่นั้นมามหากษัตริย์เจ้าอันเสวยราชสมบัติเมืองโยนกนครเชียงแสนที่นี้ตั้งแต่ปฐม มีสิงหนวติกุมารเป็นต้น มาตั้งให้เป็นเมืองพันธุสิงหนวตินคร ลำดับสืบสายมาได้ 45 ราชวงศ์ และมาสิ้นเสียคราวนี้แล แต่นั้นไปภายหน้าวงศามหากษัตริย์ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
- ในปี พ.ศ. 1559 ขุนลังได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว ก็ชักชวนไพร่บ้านพลเมืองทั้งหลาย ก่อสร้างมหาเจดีย์กวมที่พระพุทธเจ้ามานอน แล้วเอาเกศาธาตุบรรจุไว้ที่นั้น พระองค์ทำนานว่าสถานที่นี้จักได้ชื่อว่า "ธาตุเจ้าดอยชัน" (เจดีย์ดอยชันหรือดอยจัน อยู่ปากน้ำแม่คำ ริมแม่น้ำโขง) กระทำเสร็จแล้วก็ฉลองทำบุญให้ทานสำเร็จบริบูรณ์
- ตั้งแต่ พ.ศ. 1558 ชาติเชื้อขัตติราชวงศ์มหากษัตริย์ แต่เช่นสิงหนวติราชกุมารปฐมกษัตริย์ลำดับมานั้น (นับแต่มีขุนปกครอง) ก็สิ้นสุดหม่นหมองบ่รุ่งเรืองมาแล
9️⃣ ตอนที่ 9 ส่งท้าย
กล่าวร้องตำนานนิทานเมืองโยนกนครทั้งมวลตั้งแต่ปฐมมูล สิงหนวติราชกุมารมาแต่เมืองราชคฤห์หลวงไทยเทศ (เมืองแถน หรือ หนองแส ยูนาน) ตั้งให้เป็นเมืองนาคพันธุสิงหนวตินคร ตลอดมาถึงพระพุทธเจ้าแห่งเราได้ตรัสสัพพัญญุตาญาณแล้วเสด็จมาโปรดที่นั้น ครั้นต่อมาก็กลายเป็นเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน ตลอดมาถึงตั้งเป็น เวียงปรึกษา
กล่าวตำนานเมืองโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสนก็สิ้นห้องหนึ่ง แต่เท่านี้ก่อนแล
เป็นข้อคิดเตือนใจให้คนรุ่นหลังที่สืบต่อกันมา "จงรักษาสัจจะวาจา" ดั่งกรณีที่ "พญาพันธุนาคราช" ท่านช่วยสร้างเมืองให้สงบร่มเย็นมีทรัพย์บริบูรณ์ แต่เพียงขอให้ เหล่ากษัตริย์และประชาราษฎร์ "มีใจรักยังคนและสัตว์ทั้งหลายเทอะ" แต่รุ่นต่อๆมาผิดคำวาจา บ้านเมืองจึงล่มสลายนั้นแล
เดิมทีข้าพเจ้าตั้งใจเรียบเรียงตำนานสิงหนวติกุมารนี้ออกมาให้สั้นกระชับ แต่พอได้ทำแล้วกลับลงรายละเอียดไว้ ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ค้นหาประวัติศาสตร์ ค้นหาบรรพบุรุษของตนเอง และผู้อ่านที่สนใจ ไม่มากก็น้อย เผื่อไว้ว่าในอนาคตจะมีผู้ที่สนใจเรื่องราวเดียวกันกับข้าพเจ้า จะได้แนวทางสืบค้นข้อมูลได้อย่างละเอียดต่อไป
และหากต้องการอ่านฉบับเต็ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/OQ7lMXKsv0MWHNXLytpMVvUO0YLM3364hMg1h6Ou.pdf
ขอบคุณครับ
ดิษฏฐ์ วชรศิวานันท์ (ผู้เรียบเรียง)
15 มกราคม 2569
โฆษณา