Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สุขภาพดีไม่มีในขวด
•
ติดตาม
5 ม.ค. เวลา 10:24 • สุขภาพ
น้ำตาเทียมเลือกยังไงให้ตรงอาการ: 5 ข้อเช็กก่อนซื้อ + ใช้แบบไหนถึงได้ผล
เข้าใจ “ภาวะตาแห้ง” เบื้องต้น ก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียมให้ตรงจุด
ภาวะตาแห้งเกิดจากความผิดปกติของระบบน้ำตา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ หรือคุณภาพน้ำตาที่ไม่เสถียร ส่งผลให้เกิดอาการแสบตา เคืองตา คันตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา ตาแดง หรือมีอาการตามัวเป็นๆ หายๆ โดยมักเป็นมากขึ้นเมื่อต้องอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้ง ลมแรง หรือใช้สายตาจ้องจอนานๆ
แม้การ “น้ำตาไหล” จะดูตรงกันข้าม ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองต่อความระคายเคืองจากภาวะตาแห้งเช่นกัน
กลไกหลักของภาวะตาแห้ง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
1. การผลิตน้ำตาลดลง
เป็นภาวะที่ต่อมน้ำตาทำงานลดลง ทำให้น้ำตาไม่เพียงพอในการหล่อลื่นผิวตา
2. น้ำตาระเหยเร็วผิดปกติ
เกิดจากความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณขอบเปลือกตา ทำให้ชั้นไขมันของฟิล์มน้ำตาไม่สมดุล ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วกว่าปกติ และทำให้ฟิล์มน้ำตาไม่สามารถปกคลุมผิวตาได้อย่างทั่วถึง
5 ข้อเช็กง่ายๆ ก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียมให้ตรงอาการ
1) เช็กอาการของตนเองว่าเข้ากับลักษณะใดมากกว่า: "ขาดน้ำ" หรือ "ระเหยเร็ว"
การจำแนกลักษณะอาการสามารถช่วยให้เลือกสูตรน้ำตาเทียมได้เหมาะสมมากขึ้น
* หาก “ขาดน้ำ” หรือมีน้ำตาไม่พอ
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ แสบตา เคืองตา รู้สึกตึงตา โดยเฉพาะในห้องแอร์หรือเครื่องบิน อาการอาจแย่ลงเมื่อใช้สายตาจ้องจอนาน ผู้ที่มีโรคร่วม หรือใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการหลั่งน้ำตา อาจมีแนวโน้มเกิดภาวะนี้มากขึ้น
แนวทางการเลือก: น้ำตาเทียมสูตรน้ำหรือสูตรที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและรักษาเสถียรภาพของฟิล์มน้ำตา
* หาก “ระเหยเร็ว” หรือมีปัญหาที่ต่อมไขมันขอบเปลือกตา
มักพบอาการแสบตา ร่วมกับตามัวเป็นช่วงๆ ซึ่งดีขึ้นหลังจากกะพริบตา ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าตาไม่ลื่น อาการกระตุ้นได้ง่ายจากลม แอร์ หรือพัดลม
แนวทางการเลือก: น้ำตาเทียมที่ช่วยเสริมชั้นไขมัน เช่น สูตรที่มีไขมันหรือเป็นแบบอิมัลชัน/ลิโพโซม
> หมายเหตุ: ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีลักษณะ “ผสม” ทั้งขาดน้ำและระเหยเร็วร่วมกัน จึงอาจต้องปรับชนิดของน้ำตาเทียมตามอาการจริงภายหลังใช้งานต่อเนื่องประมาณ 1–4 สัปดาห์
2) พิจารณา “ความหนืดและรูปแบบของน้ำตาเทียม” ให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ใช้
ระดับความหนืดของน้ำตาเทียมมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการเคลือบผิวตา และระยะเวลาที่ตัวยาสัมผัสกับผิวตาได้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตาม น้ำตาเทียมที่มีความหนืดมากขึ้นก็มักมีผลข้างเคียงคือ “ทำให้ตามัวชั่วคราว” เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
* สูตรน้ำ (drops): มีความหนืดต่ำ ให้ความรู้สึกสบายตา ไม่ค่อยทำให้ตามัว เหมาะกับการใช้ระหว่างวัน หรือขณะเรียน/ทำงาน แต่เนื่องจากความคงตัวต่ำ จึงอาจต้องหยอดบ่อยในบางราย
* สูตรเจล (gel): มีความหนืดสูงขึ้น อยู่ในดวงตาได้นานกว่าสูตรน้ำ แต่มีโอกาสทำให้ตามัวชั่วคราวมากขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับช่วงเย็น หรือก่อนพักผ่อน
* สูตรขี้ผึ้ง (ointment): มีความหนืดสูงสุด และให้การเคลือบผิวตาที่ยาวนาน เหมาะสำหรับใช้ก่อนนอน เนื่องจากอาจทำให้ตามัวและเหนอะหนะ ไม่เหมาะกับการใช้ในช่วงกลางวันหรือขณะทำกิจกรรม
3) พิจารณา “การมีสารกันเสีย” ร่วมกับ “ความถี่ที่ต้องใช้”
สารกันเสียเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้น้ำตาเทียม โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องหยอดบ่อยหรือมีดวงตาที่ไวต่อการระคายเคือง
* น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย (preservative-free): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องหยอดบ่อยหลายครั้งต่อวัน หรือมีแนวโน้มไวต่อสารเคมี สามารถใช้ได้หลายครั้งต่อวันโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อผิวตา
* น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย: มักบรรจุในขวดแบบใช้ซ้ำสะดวกในการพกพาและใช้งาน แต่ไม่เหมาะกับการใช้ติดต่อกันหลายครั้งต่อวัน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือส่งผลต่อเยื่อบุตาได้ในบางราย
> แนวทางทั่วไปในการพิจารณาเลือกใช้:
* หากต้องหยอดน้ำตาเทียมเกิน 4–6 ครั้งต่อวัน ควรพิจารณาใช้แบบไม่มีสารกันเสีย
* ผู้ที่มีภาวะตาแห้งระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือมีประวัติไวต่อสารกันเสีย ควรเลือกใช้สูตร preservative-free เป็นทางเลือกแรก
> เหตุผลที่ควรระวัง: สารกันเสียบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่ม BAK (benzalkonium chloride) มีรายงานว่าสามารถก่อผลเสียต่อผิวตาได้เมื่อใช้ซ้ำหรือนานเกินไป และในบางกรณี การเปลี่ยนมาใช้สูตรที่ไม่มีสารกันเสียอาจช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้นได้
4) ตรวจสอบ “ส่วนประกอบสำคัญ” และคุณสมบัติเฉพาะของน้ำตาเทียมให้ตรงกับปัญหาที่พบ
น้ำตาเทียมแต่ละสูตรมีส่วนประกอบแตกต่างกัน โดยมักประกอบด้วยสารที่ช่วยเพิ่มความหนืดและความชุ่มชื้น เพื่อให้สามารถเคลือบผิวตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางสูตรอาจเสริมสารเฉพาะทางเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะในการบรรเทาอาการหรือฟื้นฟูพื้นผิวตา
ตัวอย่างสารประกอบที่พบได้บ่อย ได้แก่:
* กลุ่มสารเพิ่มความหนืดและหล่อลื่น: เช่น CMC (carboxymethylcellulose), HPMC (hydroxypropyl methylcellulose), PEG (polyethylene glycol), propylene glycol, และ carbomer ทำหน้าที่ช่วยคงความชุ่มชื้นและเคลือบผิวตาให้นานขึ้น
* Hyaluronic acid (HA): หรือ sodium hyaluronate เป็นสารที่มีคุณสมบัติด้านการให้ความชุ่มชื้นสูง และอาจมีบทบาทช่วยในการฟื้นฟูผิวตา รวมถึงลดการระคายเคืองในบางกรณี
* กลุ่ม osmoprotectants: เช่น L-carnitine, erythritol, trehalose, glycerin ช่วยลดผลกระทบจากความเข้มข้นของน้ำตาที่ผิดปกติ ซึ่งมักพบในภาวะตาแห้งเรื้อรัง
* สูตรเสริมชั้นไขมัน: เช่น น้ำตาเทียมที่มี lipid, emollient หรือเป็นสูตร emulsion/liposomal มักใช้ในกรณีที่มีปัญหาน้ำตาระเหยเร็วหรือมีความผิดปกติของต่อมไขมันที่ขอบตา
ข้อควรระวังที่พบบ่อย:
หลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาเทียมประเภทที่ผสมยาหยอดตาลดตาแดง (เช่น decongestant หรือ vasoconstrictor) โดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากแม้จะทำให้ตาดูขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะ rebound redness ซึ่งทำให้ตาแดงมากขึ้นเมื่อหยุดใช้
5) ประเมิน “เงื่อนไขเฉพาะตัว” ก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียม
(ก) ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์
ควรเลือกน้ำตาเทียมชนิดที่ระบุว่าใช้ร่วมกับคอนแทคเลนส์ได้ หรือเรียกว่า rewetting drops และหลีกเลี่ยงสูตรที่มีความหนืดสูง เช่น เจลหรือขี้ผึ้ง เพราะอาจเกาะบนเลนส์และรบกวนการมองเห็น
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตา ตาแดง ตามัว แพ้แสง หรือมีขี้ตา ควรถอดเลนส์ทันทีและพบผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่กระจกตา
(ข) ผู้ที่เคยผ่าตัดตา มีโรคภูมิคุ้มกัน หรือมีความไวต่อสิ่งระคายเคือง
ในกลุ่มนี้ควรเริ่มพิจารณาน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย และควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากสารกันเสีย โดยเฉพาะในผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้งหรือมีอาการรุนแรง
(ค) ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
เนื่องจากยาหยอดตาจัดเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อ จึงควรเลือกจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบวันหมดอายุ และติดตามข่าวสารประกาศเตือนหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
ใช้น้ำตาเทียมอย่างไรให้ได้ผล: เทคนิคการหยอด ความถี่ และการประเมินผล
1) เทคนิคการหยอด: ให้ยาอยู่บนผิวตานาน และลดความเสี่ยงการปนเปื้อน
เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
* ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสยา
* ดึงเปลือกตาล่างลงให้เกิดเป็น “กระพุ้ง”
* หยอดน้ำตาเทียมลงในกระพุ้งตา โดยระวังไม่ให้ปลายหลอดสัมผัสตา ขนตา หรือผิวหนัง
* หลับตาเบา ๆ ประมาณ 1 นาที (หลีกเลี่ยงการกะพริบถี่ ๆ)
* เช็ดน้ำตาเทียมส่วนเกิน และปิดฝาขวดให้สนิททุกครั้ง
หากต้องใช้ยาหยอดตามากกว่า 1 ชนิด เช่น น้ำตาเทียมร่วมกับยาภูมิแพ้ ควรเว้นระยะห่างระหว่างแต่ละชนิดอย่างน้อย 5 นาที เพื่อป้องกันการล้างยาออกและช่วยให้ยาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
2) ความถี่ในการใช้: หยอดสม่ำเสมอดีกว่าหยอดเฉพาะตอนระคาย
การใช้น้ำตาเทียมอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้นภายใน 1 เดือน โดยหลายการศึกษาพบว่า ความถี่ที่ใช้กันทั่วไปคือประมาณวันละ 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ความถี่จริงควรปรับตามความรุนแรงของอาการและคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์
กรณีที่ใช้เป็นประจำแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1 เดือน
หรือจำเป็นต้องหยอดถี่มากทุกวัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม หาสาเหตุแฝง และวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
3) เลือก “จังหวะใช้งาน” ให้เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน
* หากอาการมักกำเริบขณะจ้องหน้าจอ หรือเรียนออนไลน์ ควรวางแผนหยอดก่อนใช้งานสายตานาน ๆ และพักสายตาเป็นระยะ
* ระหว่างวัน แนะนำให้ใช้สูตรน้ำ เพราะไม่รบกวนการมองเห็น
* หากตื่นนอนแล้วรู้สึกแห้งมาก อาจพิจารณาใช้เจลหรือขี้ผึ้งก่อนนอน เนื่องจากยอมรับการตามัวได้ในช่วงเวลานอน
4) การเก็บรักษาและอายุหลังเปิดใช้: ลดโอกาสการปนเปื้อน
* อ่านคำแนะนำบนฉลากทุกครั้ง
* น้ำตาเทียมชนิดขวดมักแนะนำให้ทิ้งภายใน 28 วันหลังเปิดใช้
* สำหรับชนิดหลอดเดี่ยว (single-dose) ควรทิ้งทันทีหลังเปิด
* ควรซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และติดตามข่าวสารการเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5) เมื่อใดควรพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
หากพบอาการต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์:
* ตาแดงร่วมกับอาการปวดตา
* ตาแดงในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์
* การมองเห็นเปลี่ยนไป ตามัวลง แพ้แสง หรือมีขี้ตา/หนอง
* อาการไม่ดีขึ้นแม้ใช้ยาหยอดตาอย่างเหมาะสมต่อเนื่องหลายสัปดาห์
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย