5 ม.ค. เวลา 15:12 • ความคิดเห็น
แบ่งเวลา เวลาอยู่กับโลก มีแต่กรรม มีแต่อารมณ์ เวลามาอยู่กับธรรม ทำกายนิ่ง จิตเฉยๆ ยืนเดืนนั่นนอน ไม่นึกคิดอะไร มีคำว่าพุทโธ คาถาอาคมสักคำก็ไม่มี .แล้วทั้งชีวิต เคยแบ่งเวลาให้กายมีบุญจิตมีธรรมมั้ย หากเราเป็นผู้ที่สร้างบุญกุศลบารมี ปฏิบัติธรรมเป็นนิจสิน .เราย้อนมาดูคนรอบข้าง .เค้าไม่มีนิสัยเลย เอาเวลาไปหมกมุ่นเพลิดเพลิน อยู่กับอารมณ์ เราก็ยิ่งสงสาร เค้าจะไปสถานที่ลำบาก ก็ได้แต่คอยเตือนสติเค้า แต่นิสัยเค้าไม่มี เค้าก็ทำไม่ได้เลย
เอาเรื่องราว การเกิดมีกายมนุษย์ ที่เค้า ว่า ธาตุนะโม ที่่ให้จิตนั้นมาอาศัย ต้้งแต่ไปแจ้งเกิด เค้าก็มีการอ่านให้ฟังว่า จะต้องไปเจอะเจอ เรื่องราวอะไรบ้าง ที่ต้องไปแก้ไข ที่เป็นเส้นสีเหลือง ผ่านวงกลมวัฏฏะ เค้าบอกให้รับรู้ แล้วก็ปิด เก็บไว้ ที่ธาตุทั้งสี่ .คราวนี้ ก็มีเรื่องราวของคำว่า บุญกุศล หรือ ว่ากรรมที่เคยทำมา ก็จะไหลออก จากธาตุทั้งสี่ ยังมีเรื่องราวอารมณ์ต่างๆที่เคยใช้ ตัณหาราคะต่าง มีสติปัญญาปรุงแต่ง เรื่องราวต่าง รสชาตอาหาร ไม่เหมือนกายของสัตว์ ที่กินกัน ขย้ำกันสดๆดิ้นกระแด่ว คาปาก. กันเลย
คราวนี้ สิ่งที่เค้าเรียกว่า วิญญาณทั้งหก ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่มีอารมณ์พอใจไม่พอใจเกิดขึ้น พอใจก็เกิดอารมณ์นึกคิดดี ไม่พอใจก็เกิดอารมณ์นึกคิดที่ไม่ดี .มันก็เก็บสะสม อยู่ในธาตุทั้งสี่ ที่ว่าตาบันทึกภาพหูบันทึกเสียง กิริยาท่าทางต่างที่เราใช้ ในชีวิตประจำวัน มันไม่เคยว่างเว้นจากอารมณ์นึกคิดเลย สิ่งเหล่านี้ วิญญาณทั้งหก ส่งให้จิตไปบันทึกอยู่ที่ธาตุทั้งสี่
เอา..คราวนี้ เวลา ..เราแบ่งเวลา นำกายพ่อแม่ มาสร้างบุญกุศล ถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บำรุงศาสนาของท่าน เพราะเราจักคุณพระศาสนา เราทำด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ทำฝากภิกษุ เราฝากผ่านเครื่องหมายธรรม ผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มกายภิกษุ เราน้อมถวายพระพุทธเจ้า ผ่าเครื่องหมายธรรม กราบเครื่องหมายธรรม ไม่ได้กราบที่จิตของภิกษุ
สิ่งนี้แหละ ที่ทำให้จิต พาธาตุทั้งสอง พระแม่ทั้งสี่ ที่ประกอบ ไปสัมผัส เรื่องราว คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านฝากไว้กับดินฟ้าอากาศ เพื่อให้เกิดอะไรเกิดขึ้น ..เกิดแสงสีของบุญเกิดขึ้น ที่พระท่านส่องลงมา
เมื่อเกิดแสงสีของบุญ เราก็นำธาตุนะโมมากระจายบุญกุศล ในการทำบุญ กายต้องนิ่ง จิตต้องเฉย .ไม่มีอารมณ์นึกคิดอะไร จิตมุ่งมั่น ในเรื่องราวการทำบุญ ตาก็มอง หูก็ฟังเสียงตัวเอง ส่งไปบันทึกที่ธาตุทั้งสี่ หากจิตสั่นไหวกายสั่นไหว ภาพที่บันทึกก็ไม่ชัดเจน
สิ่งเหล่านี้แหละที่เราเกิดมาใช้ธาตุพ่อแม่ ใช้ธาตุทั้งสี่ .นั้นมีกายบันทึกตลอดเวลาทั้งดีชั่ว .อารมณ์โลภโกรธหลงที่ใช้ไปทำมาหากิน .เราก็แบ่งเวลา มาเป็นเวลาสร้างบุญกุศล .ปฏิบัติธรรม จิตไม่นึกคิดอะไร ไม่มีอารมณ์ .ตรงนี้แหละ ธาตุทั้งสี่ก็บันทึก ..ว่าว่างเว้นจากอารมณ์กรรม แล้วเมื่อจิตว่างเว้นจากอารมณ์กรรม .แสงสีของธรรมก็ส่งลงมาหนุนนำจิต ค่อยมีสติปัญญาธรรมเกิดขึ้น ค่อยเป็นค่อยไป ที่ว่า ส่งให้พอสมควรแก่เหตุ .
คราวนี้ .คนเรา เกิดมาก็เริ่มต้นเรียนรู้กันใหม่ คนที่สะสม มีนิสัยสร้างบุญกุศล ปฏิบัติธรรม พอมาเจอเรื่องราวศาสนา เค้าก็สนใจ ฝึกหัด สร้างบุญกุศลบารมี ต่อไปอีก ส่วนผู้ที่ไม่มีนิสัย สะสมมา ก็ไม่สนใจสร้างบุญกุศลบารมี เพราะไม่มีนิสัยสะสมมา.สิ่งเหล่าเค้าฝึกหัด ตรวจสอบได้ แต่นั้นเป็นจิตที่เรียกว่า จิตเป็นพระ ท่านก็ตรวจสอบของท่านได้ .
คราวนี้ สิ่งว่า สิ่งต่างๆไหลมาแต่เหตุนั้น เหตุที่เรามีกรรมอยู่ เราก็ดับกรรมนั้น ..คราวนี้ จิตอย่างพวกเราก็ไม่มีปัญญา สะสมปัญญาธรรม มา . ฟังยังไง ก็เข้าไม่ถึง สิ่งที่พระอัสสชิ บอก พระสารีบุตรได้ .
โฆษณา