5 ม.ค. เวลา 17:23 • ข่าวรอบโลก

Monroe Doctrine ในศตวรรษที่ 21 เวเนซุเอลา: เวทีปะทะอเมริกา–จีน

บางครั้งการเมืองโลกไม่ได้เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือ ถ้อยคำ เมื่อปรากฏข่าวผู้นำเวเนซุเอลาถูกนำตัวออกจากอำนาจด้วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ ปรากฏต่อสายตาชาวโลก
ภาพที่ถูกฉายคือรัฐล้มเหลวและเผด็จการ ทว่าเบื้องหลังภาพนั้น เหตุการณ์นี้คือฉากหนึ่งของเกมอำนาจระดับโลก ไม่ใช่เพียงวิกฤตของประเทศเล็ก ๆ ในลาตินอเมริกา
สำหรับผู้ที่อ่านโลกผ่านภูมิรัฐศาสตร์ เวเนซุเอลาไม่ใช่ตัวเอกหากเป็นเวที สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการปะทะกันระหว่างจักรวรรดิเดิมกับผู้ท้าทายรายใหม่ และหัวใจของมันคือแนวคิดที่เก่าแก่กว่าสองศตวรรษ นั่นคือ "Monroe Doctrine" ของสหรัฐอเมริกา
เมื่อวอชิงตันประกาศ Monroe Doctrine ในปี 1823 เป้าหมายตรงหน้าคือการสกัดอำนาจยุโรปไม่ให้หวนคืนสู่ทวีปอเมริกา
แต่ในระดับลึก มันได้สถาปนาซีกโลกตะวันตกให้เป็นพื้นที่ผลประโยชน์พิเศษของสหรัฐฯ และวางรากฐานของจักรวรรดิแบบไม่ต้องมีอาณานิคม
นับแต่นั้นมา ลาตินอเมริกาไม่เคยเป็นเพียงกลุ่มรัฐอธิปไตย หากเป็นภูมิภาคที่ถูกจัดระเบียบโดยอำนาจภายนอก ผ่านการทูต กำลังทหาร และต่อมาคือเงินทุนและสถาบันการเงิน
โลกในวันนี้จึงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหลักการหรือบรรทัดฐานสากลเพียงอย่างเดียว หากถูกหล่อหลอมด้วยพื้นที่อำนาจที่ทับซ้อนกันและการใช้พลังของมหาอำนาจ
สหรัฐฯ มองลาตินอเมริกาเป็นสนามหลังบ้านของตัวเอง รัสเซียพยายามยึดยุโรปตะวันออกไว้ไม่ให้หลุดมือ จีนค่อย ๆ ขยายแรงกดดันในเอเชีย ส่วนอิหร่านก็เร่งช่วงชิงพื้นที่ต่อรองในตะวันออกกลาง
เส้นแบ่งเหล่านี้อาจไม่ปรากฏบนแผนที่การเมืองหรือในสนธิสัญญาใด ๆ แต่ดำรงอยู่จริงในพฤติกรรมของรัฐ และในต้นทุนที่ผู้ท้าทายต้องจ่ายเมื่อก้าวล้ำเข้าไปในพื้นที่ของผู้อื่น
เวเนซุเอลาตั้งอยู่ตรงจุดตัดของสนามเหล่านี้ เพราะมันไม่ใช่แค่รัฐน้ำมัน หากเป็นพื้นที่ที่จีนเข้าไปฝังตัว ผ่านเงินกู้ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
ท่อส่งน้ำมัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และเงินกู้ของจีน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นเส้นเลือดใหม่ของอำนาจที่เชื่อมคาราคัสเข้ากับปักกิ่งโดยตรง
สำหรับปักกิ่ง เวเนซุเอลาเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของโลกหลายขั้ว โลกที่ลาตินอเมริกาไม่จำเป็นต้องผูกชะตากรรมกับวอชิงตันฝ่ายเดียว แต่สามารถหันไปหาจีนในฐานะแหล่งทุน ตลาด และพันธมิตรทางเศรษฐกิจได้
แต่ในสายตาของชนชั้นกำหนดนโยบายสหรัฐฯ การขยายตัวของจีนในภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องการค้า หากคือการสั่นคลอนโครงสร้างอิทธิพลเดิม
แม้ไม่มีทหารจีนแม้แต่กองเดียว การหลั่งไหลของธนาคาร บริษัทพลังงาน และโครงการข้ามชาติ ก็สามารถเปลี่ยนสมดุลอำนาจได้โดยไม่ต้องยิงกระสุน
เมื่อจีนหยั่งรากลึกลงในเวเนซุเอลา วอชิงตันก็ไม่อาจมองมันเป็นแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป หากเห็นเป็นภัยเชิงโครงสร้าง เพราะอำนาจที่เคยมั่นคงของอเมริกากำลังถูกค่อย ๆ เจาะจากข้างใน ด้วยเงินทุนและพลังงานของจีนเอง
ในอดีต สหรัฐเคยรักษาอิทธิพลของตนในลาตินอเมริกาผ่านการสนับสนุนรัฐประหารและการแทรกแซงทางทหารหลายครั้ง ซึ่งถูกวิพากษ์มาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นการกระทบต่อหลักอธิปไตยของรัฐ
และกรณีเวเนซุเอลาในปัจจุบันยิ่งสะท้อนรูปแบบนี้ เมื่อกองกำลังของสหรัฐเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการควบคุมตัวผู้นำของรัฐเอกราช
การกระทำเช่นนี้จึงไม่อาจถูกมองเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคง แต่เป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งของอำนาจรัฐชาติ ทำให้การเมืองภายในของประเทศหนึ่งถูกกำหนดจากแรงกดดันและการกระทำของอำนาจภายนอก
ภายใต้บริบทนี้ สิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "regime change toolkit" จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคว่ำบาตรหรือการตัดระบบการเงิน หากรวมถึงการใช้กำลังเพื่อจัดการผู้นำและโครงสร้างอำนาจของรัฐเป้าหมาย
กรณีเวเนซุเอลาจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของตรรกะนี้ เมื่อการกดดันเชิงโครงสร้างถูกยกระดับไปสู่การจัดการตัวผู้นำโดยตรง การนำผู้นำออกจากกระดานไม่เพียงเปลี่ยนรัฐบาล หากยังทำให้ความมั่นคงของรัฐทั้งรัฐสั่นคลอนในทันที
การใช้กำลังเข้าไปควบคุมตัวผู้นำในดินแดนอธิปไตยของรัฐอื่นอาจให้ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะสั้น ด้วยการแสดงพลังและความเด็ดขาดของมหาอำนาจ
แต่ในเวลาเดียวกัน มันคือการสาธิตอำนาจที่กัดกร่อนความไว้วางใจและภาพลักษณ์ของสหรัฐในระยะยาว เพราะมันส่งสัญญาณต่อโลกว่า อธิปไตยของรัฐสามารถถูกล้ำเส้นได้ เมื่อไปทับซ้อนกับพื้นที่ผลประโยชน์ของวอชิงตัน
ในทางยุทธศาสตร์ เป้าหมายของการกระทำเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่คาราคัส หากพุ่งตรงไปยังปักกิ่ง เวเนซุเอลากลายเป็นเวทีที่สหรัฐใช้สื่อสารพลังอำนาจกับจีน
สารแรกคือ ซีกโลกตะวันตกยังถูกวอชิงตันถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของตน สารที่สองคือ การลงทุนของจีนในลาตินอเมริกาไม่ได้ปลอดภัย หากอำนาจการเมืองเปลี่ยน และสารที่สามคือ สหรัฐยังพร้อมใช้อำนาจทุกรูปแบบ ทั้งกำลัง เครือข่ายกฎหมาย และปฏิบัติการลับ เพื่อรักษาพื้นที่อำนาจของตัวเอง
สำหรับจีน เหตุการณ์นี้คือคำเตือนว่าเงินทุนอาจสร้างถนนและท่อส่งน้ำมันได้ แต่ไม่อาจซื้อความยอมรับในเขตอิทธิพลของมหาอำนาจเดิมได้โดยง่าย และเวเนซุเอลาจึงกลายเป็นบทเรียนของโลกหลายขั้ว โลกที่การค้า การเมือง และอำนาจทหารผสานกันแน่นหนา
พร้อมสะท้อนว่า Monroe Doctrine ยังไม่ตาย และการปะทะอเมริกากับจีนจะวัดกันที่การยึดกุมอาณาเขตอำนาจ ท่ามกลางโลกที่เคลื่อนตัวเร็วราวพายุ
โฆษณา