6 ม.ค. เวลา 01:53 • ความคิดเห็น
..จิตเดินอยู่ในเส้นทาง เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเต้า ..สร้างบุญกุศลบารมี เพื่อให้หนีเวรกรรม ไปจนยุติการเกิด เกิดแต่ละครั้ง มันเสี่ยงทาย ผิดพบาดไปก็ลงนรกอเวจี .ไม่กบัวกันบ้างหรือ มันมีความแตกต่างกัน คนที่รู้จักก็กลัว คนไม่รู้จัก .เค้าก็ไม่สนใจเรียนรู้ บุญกุศลบารมี .มาช่วยหนุนนำจิต .ให้กายเป็นบุญ ให้จิตมีธรรม ไปจนที่สุด เรื่องราวของปัญญาธรรม ที่จะตัดขาด ยุติการเกิดแก่เจ็บตาย .
เรื่องราวของการเวียนว่ายตายเกิด เรื่อวของชาดก ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็บำเพ็ญ ทานบุญกุศลบารมี มาเรื่อยๆ จนมาถึงชาติสุดท้าย เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทิ้งทุกอย่างไปเข้าป่า ชำระสะสางธาตุทั้งสี่ ให้สะอาดสะอาดสะอ้าน
คราวนี้ เมื่อท่านสำเร็จ บรรลุธรรม .ท่านก็ ชี้ให้สาวกของท่าน กรรมนั้นอยู่ที่ไหน สิ่งที่เราไปเอามายึด ทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวาร วัตถุต่างๆ ทั้งมีชีวิต ไม่มีชีวิต .เรื่องอาหารการกิน เรื่องตัวกินเลือดกินเนื้อ สิ่งต่างเหล่านี้ ก็มีการบันทึกลงไป ในธาตุทั้งสี่ ว่าได้ธาตนะโมมารู้จักคุณ กตัญญูรู้คุณมั้ย ใช้ธาตุทั้งสี่ เป็นอย่างไร ในวิญญาณทั้งหกที่สัมผัส มีพอใจไม่พอใจ มีอารมณ์นึกคิดต่างๆมากมาย
..สิ่งเหล่านี้ เป็นฝุ่นละอองสีดำสีม่วงสีกรมท่า สีไพลเน่า สีชมพู ตกลงไปสะสมที่ธาตุทั้งสี่ มีการใช้กายไปทำมากิน มีอารมณ์โลภโกรธหลงต่างๆ มีการคล้องกรรม บันทึกเก็บไว้ที่ธาตุทั้งสี่ ในสัมผัสต่างที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งตาย นั้นก็เรื่องราวของกรรมที่สะสมลงไปธาตุทั้งสี่ ..เมื่อจิตออกจากกาย ก็มีเรื่องราวธาตุทั้งสี่ ที่บันทึกสะสมกรรมมา นำไปเกิดอีก เกิดทีนรก เปรต อสุรกาย เทพยดาอินทร์พรหม
คราวนี้ พระที่ท่านรู้จักว่า สิ่งที่เป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดตายที่นั้นที่นี่ บางพระองค์ก็ใช้เวบายาวนาน หลายอสงไขย กว่าจะยุติการเกิด ทำกายให้สะอาดสะอ้าน บริสุทธิ์เป็น กายแก้ว ให้สะอาดสะอ้านจริว อณูสีดำ สักนิดก็ไม่มี .แล้วจ้ตของพระที่บรรลุอรหันต์ จ้ตท่านก็มีแต่แสง อะไรก็เข้าไปใกล้ท่านไม่ได้ .เรื่องของกาย นั้นก็แปรสภาพ ไม่ต้องหาอาหารอะไรมาเติม ยุติเรื่องการกิน
เรื่องราวของกายพระอรหันต์ นั้นก็เป็นเรื่องราวที่ยากจจะพบเห็น ในยุคสมัยนี้ อต่ไม่ได้หมายความว่า โลกนี้ไม่มีพระอรหันต์ มีหลายพระองค์ยังอยู่ ตามสถานที่ต่างๆ ที่เค้ามีคำว่า ไปแล้ว ไม่กลับมา .ท่านไม่มาวุ่นวาย กับเรื่องราว ที่จะคล้องเวรกรรม หรือ สัมผัสจับวัตถุปัจจัยอะไรต่างๆ
คราวนี้ พระท่านก็ชี้ แนะนำให้สร้างทานบุญบารมี ให้มีการบันทึกเก็บลงที่ธาตุทั้งสี่ เรื่องราวของการบันทึก สะสมบุญกุศลบารมี ท่านก็แนะนำสอนให้ ไปจนเรื่องราวรอยทั้งสี่ ยิืน เดิน นั่ง นอน ไม่นึกคิดอะไร นึกคิดนั้นก็คือกรรม คือ อารมณ์ ยึดเมื่อไหร่ ก็ยึดกรรม
คราวนี้ ในการกราบพระ การอธิษฐาน ท่านก็สอนให้ ฝึกหัด ทำให้ดู .ในการรวบรบจิต รวบรวมกายให้เป็นหนึ่ง วาจาที่เป็นออกไป ก็เป็นเสียงของตัวเอง พูดให้หูได้ยินใช้คำพูดที่สูงๆ เช่น คำว่า จิตของข้าพเจ้าอาสัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ข้าพเจ้านำกายบิดามารดา หรือ ธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดามากราบ มีการใช้กิริยาที่ดีๆ นอบน้อม นั้นเป็นเรื่องราวของการเก็บบันทึกการกระของตัวเองทั้งนั้น
แม้การปฏิบัติยืนเดินนั่งนอน ไม่นึกคิดอะไร ไม่มีอารมณ์ .ไม่นึกคิดถึงบ้าน ญาติพี่น้อง .ที่เป็นบ่วงของกรรม . นั้นก็ทำให้มีการบันทึก .ว่าจิตนั้นว่างเปล่า บริสุทธิ์ ไม่มีอารมณ์พัวพัน แล้วยังมีเรื่องราว ที่ว่าแสงรัตนะมาข่วย เอาสิ่งที่เป็นสีกรรมสีดำต่างๆ ออกไปจากธาตุที่สะสมกรรม มันมีเรื่องราวรายละเอียดมากมายก่ายกอง ที่ว่า กรรมทักท้วง เกิดขึ้น ที่กาย ที่เรียกว่า ต้องชดใช้กรรม..
ผู้ที่ท่านทำแบบเอาเป็นเอาตาย จริงๆ ท่านปลีกวิเวก ไปนั่งกายนิ่งจิตนิ่งเหมือนตอไม้ ตัดทุกอย่างที่เป็นภาระบ่วงของกรรมนำเกิด . ที่ว่า ตัดสวาททั้งเรือนกาย มันจะตายที่ไหนก็ชั่งมัน พระที่ท่านสำเร็จแล้ว ท่านก็อยู่ช่วยพยุงศาสนา เห็นใคร สร้างบุญกุศล ปฏิบัติธรรมตามรอยทั้งสี่ ท่านก็มาส่งเสริม ที่ว่าลดละอารมณ์ลดละกรรม เรื่องราวทำนองนี้ คนที่ท่านฝึกหัด ท่านก็ค่อยได้เรียนรู้เรื่องราว คำว่ากรรม เรื่องราวคำว่า ธรรม แบ้วสร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรมไปเรื่อย .ทุกชาติ ที่ได้กายเป็นมนุษย์.
การได้ฟัง ธรรมจากจิต ของพระที่ท่านปฏิบัติธรรม ด้วยรอยทั้งสี่ นั่นหาฟังได้ยาก ท่านก็เล่าเรื่องที่ทำให้ เกิดแก่เจ็บตาย ต่างๆให้ .ให้หัดทบทวน พิจารณา ในคำว่าง บ่วงกรรม เรื่องที่เราสร้างกรรม กรรมนั้นเป็นอย่างไร แล้วบุญกุศลเป็นอย่าง เกิดขึ้นมาจากเรื่องราวอะไร เรื่องราวการสละปัจจัย มาแปรสภาพให้เกิดเป็นบุญกุศล เรื่องราวการกระจายบุญกุศล อุทิศบุญกุศล การข่วยเหลือจิตที่เค้าทุกข์ทรมานไม่มีกาย มันมีเรื่องราวมากมาย ในการเรียนรู้จักของจิต ที่เรียกว่า มะโนทะศึกษา ในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่.ก็เพิ่ง มีคนรู้จัก ตายไป จิตออกนากร่าง ไม่มีบุญกุศลเลย มีกรรม .จิตคับแคบ .ตระหนี่ถี่เหนียว มีแต่ความโลภอยากได้ ทำตัวเหมือนจน ขอให้คนนั้นคนนี้ข่วย งานศพก็ให้คนช่วย พอจบงาน ญาติมาเก็บของ ก็ได้เจอทองเงินเก็บอีกเป็นแสน แต่ไม่ใข้เวินทอง จะซื้อของกินดีๆ ก็ทำไม่ได้ .จิตออกจากายเหลือนิดเดียว คับแคบเท่าหัวไม้ขีด นั้นแหบะจิตที่หมดโอกาสไปสถานที่ดีๆ ไปสถานที่ทุกข์ทรมานยาวนาน .ชีวิตเค้าหมกมุ่นในเรื่องราวไสยศาสตร์. นำพาจิตลงนรก
มันยังเรื่องราว ที่มีผู้ไปเล่าว่า เค้าบุญเยอะ .ท่านก็บอกว่า น่าสงสารจัง ไม่มีหลักฐานสร้างบุญกุศลเลย โยม.เวลาใครเค้าบอกบุญ โยมหยิบตังค์ให้เค้าเลยใช่มั้ย ไม่กล่าวอธิษฐาน อะไรเลยใช่มั้ย นั่นแหละ คนที่เค้านำปัจจัย ไปถวายพระกับมือ เค้่าได้บุญเป็นของเค้าทั้งหมด . คิดว่าทำบุญ แต่ไม่ได้บุญเลย
นี่เค้าก็คุย ว่าทำบุญทีเป็นแสน.น่าสงสาร ทำบุญไม่รู้จักการทำบุญ ทำบุญที่ใจ คิดเอวเอเองว่าเป็นบุญ . อุปโลกน์ว่าเป็นบุญเอง อย่างนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรหรอก คิดเอวเออเอง ก็เป็นบุญแล้ว .ทีเค้า ทำบุญพ้อมด้วยกายวาจาใจ เค้าทำอย่าวไรกันหนอ บางคนก็คิดว่าให้ข้าวแมวหมา ก็เป็นบุญ ..นั่นเค้าเป็นเดรัจฉาน จิตของผู้ที่มีกรรม เค้ามาช่วยให้เกิดบุญไม่ได้ สิ่งที่ได้เป็นเพียงแค่..ทาน
โฆษณา