6 ม.ค. เวลา 04:52 • ความคิดเห็น

เขียนไว้ให้เธอ… ผู้เป็นพนักงานใหม่

ที่ผมเริ่มเขียนเพจนี้ เหตุเกิดจากว่าผมไปอ่านจดหมายที่ป๊าเคยเขียนหาผมตอนทำงานใหม่ๆ แล้วมีคำสอน มีประสบการณ์ดีๆที่ผมอ่านในตอนนั้นก็ไม่ได้เข้าใจชัดเจนนัก จนพอผ่านอะไรมามากขึ้นถึงเริ่มคุณค่าของจดหมาย
3
ก็เลยคิดอยากเขียนถึงลูกสาวแบบนั้นบ้าง
โชคดีที่มี FB ที่ทำให้การเก็บง่ายกว่าเป็นจดหมาย และหวังว่าวันหนึ่งลูกสาวเริ่มทำงานก็จะค่อยๆมาอ่านและจะเป็นประโยชน์ในบางมุมกับเขา ก็เลยตั้งใจเขียนด้วยเหตุนั้น เขียนมาหลายพันบทความตลอดหกปีที่ผ่านมา
ตอนที่่เริ่มเขียน โมเน ลูกสาวคนโตยังเรียนมัธยมอยู่เลย ปีนี้โมเนจะจบมหาวิทยาลัยและได้งานประจำแล้ว จะเริ่มงานในเดือนสิงหาคมนี้ ความเป็นพ่อก็อยากจะสอน อยากจะแนะนำวิธีคิดในฐานะพนักงานประจำที่ผมเคยผ่านมาตั้งแต่ล่างสุดขององค์กร
แต่สอนตรงๆ เขาก็คงเหมือนผมตอนนั้นที่ฟังไปก็อาจจะยังไม่ได้เข้าใจนักเพราะยังไม่เริ่มงานจริงๆ
ก็เลยอยากเขียนหลักคิดของพนักงานตัวเล็กๆที่ควรมีนอกเหนือจากทักษะในการทำงานไว้ เพราะหลักคิดที่ว่านั้นเกิดจากการลองผิดลองถูกของผมและจากการเห็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีของการทำงานกับคนหมู่มากในหลายอุตสาหกรรม
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับโมเนได้เมื่อเขาเริ่มงานจะได้แวะมาอ่านเป็นครั้งคราวบ้าง
- ทำสำเร็จไม่ใช่ทำแค่เสร็จ
ซีอีโอบริษัทที่ผมเป็นบอร์ดอยู่เคยมาบ่นเรื่องการทำเสื้อแจคเกตแจกพนักงาน ซีอีโอมอบหมายให้ผู้บริหารคนหนึ่งไปทำเสื้อ ให้งบประมาณไปตามสมควร กลับมาผู้บริหารก็รายงานว่าทำเสร็จตาม deadline ใช้งบประมาณไม่เกินตามที่กำหนด แต่ปรากฏว่าไม่มีพนักงานชอบเลย แขนก็ผิดสัดส่วน การออกแบบก็ดูไม่สวย แจกไปก็ไม่มีใครอยากใส่
เป็นตัวอย่างของทำเสร็จตาม kpi เป๊ะๆแต่งานไม่สำเร็จ
คนเก่ง คนขยันก็ไม่ใช่จะทำงานสำเร็จเสมอไป หัวใจในการทำงานคือต้องอ่านว่าความ “สำเร็จ” ของงานคืออะไร ใครตีโจทย์ได้และทำได้สำเร็จบ่อยๆ ก็จะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าในยุคสมัยที่ไอเดียหาง่าย คนทำงานหนักก็มีเยอะ แต่คนที่พาไอเดียไปจนทำสำเร็จจริงๆนั้นมีน้อยมาก
ก่อนจะทำอะไรต้องพยายามเข้าใจความสำเร็จของงานนั้นก่อนให้ได้เสมอ
ตัวอย่างง่ายๆที่ผมชอบยกก็คือ ถ้าให้เลขานัดผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ให้นัดถ้าเขาไม่ว่างก็แล้วไป แต่การให้นัดคือผมอยากเจอ เลขาที่เข้าใจเรื่องสำเร็จจะทำทุกวิถีทาง ขยับนัด มาปรึกษา ส่งแผนที่ หาร้านอาหารจนผมได้เจอผู้ใหญ่คนนั้นจึงจะเรียกว่าสำเร็จ ไม่ใช่แค่นัดแล้วเขาไม่ว่างก็ถือว่าจบหน้าที่
1
เลขาที่เก่ง นายไว้ใจ จะต่างจากเลขาธรรมดาที่เรื่องนี้เช่นกัน
- นายครับ งานวันนี้เสร็จแล้ว มีอะไรให้ทำอีกมั้ย
ผมเคยฟังรายการยูทูปที่มีคนไปสัมภาษณ์เคล็ดลับการเติบโตในหน้าที่การงานของอดีตซีอีโอฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเริ่มจากพนักงานระดับล่างสุดจนมาเป็นเบอร์หนึ่งในองค์กรที่มีคนถึงสี่หมื่นคน คุณอดีตซีอีโอคนนี้บอกว่าเขาเป็นคนทักษะปานกลาง แต่มีทริกสำคัญที่เขาทำแต่ไม่มีใครทำ ก็คือแทบจะทุกวันก่อนกลับบ้าน เขาจะเดินไปถามหัวหน้างานว่า
… งานวันนี้ผมทำเสร็จหมดแล้ว มีอะไรให้ผมทำอีกมั้ยครับ
เขาบอกว่าแค่ถามง่ายๆแบบนี้บ่อยๆ ประการแรก นายก็จะรู้สึกดีถึงความมีน้ำใจของเรา ต่อให้ไม่ได้มีอะไรให้ทำในวันนั้น ประการที่สอง พอนายมีงานให้ช่วย เราไปช่วยแบ่งเบาภาระนายบ่อยครั้ง ก็จะกลายเป็นมือขวานายโดยปริยายเพราะเรียกง่ายใช้คล่อง
ประการที่สาม งานที่ให้เราทำก็คืองานนาย เราก็จะเก่งขึ้นไปอีกขั้น พอเราได้เลื่อนตำแหน่ง งานใหม่ก็จะคุ้นเคยเพราะเคยทำอยู่แล้ว และประการสุดท้าย ถ้านายของนายมาถามว่าตอนนี้บริษัทมีโปรเจกพิเศษ มีดาวรุ่งคนไหนที่น่าชวนมาร่วม ชื่อเราก็จะเป็นคนแรกๆในใจนายเสมอ
เป็นทริกง่ายๆสำหรับเด็กจบใหม่ที่่อยากก้าวหน้าเช่นกัน
- เหมือนเดิมคือถอยหลัง
randy Lllig ที่เป็น leader ของ FranklinCovey พูดไว้ว่า “ often we say we have twenty years of experience when in fact we have one year of experience, repeated nineteen times “
1
ความน่ากลัวของการทำงานในบริษัทยุคนี้ก็คือว่า เราจะหมดอายุง่ายมากเพราะทั้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว โลกที่ต้องเรียนรู้ใหม่ๆตลอด เผลอแป๊บเดียวก็จะถูกแทนที่ด้วยคนใหม่ๆที่ทักษะดีกว่า เก่งกว่าเอาง่ายๆ
การอยู่ในความเคยชินจึงน่ากลัวมากเพราะเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มแม้อายุงานจะเพิ่มก็ตาม
1
วิธีสังเกตง่ายๆก็คือ พอผ่านไปปีสองปี เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหรือไม่ ได้ไปลองโครงการที่ท้าทายไม่สบายตัวหรือไม่ และมีประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำกับปีที่แล้วหรือไม่ ถ้าปีที่แล้วกับปีนี้ยังทำเหมือนเดิม ความรู้เท่าเดิม สบายตัวขึ้นเพราะชิน นั่นคือสัญญานอันตรายที่ควรต้องเริ่มขยับขยาย อาจจะขออาสาไปทำโครงการใหม่ๆ ขอลองย้ายฝ่าย หรือแม้กระทั่งย้ายงานถ้าจำเป็น
เพราะประสบการณ์ที่หลากหลายและเข้มข้นในระยะยาวเท่านั้นที่จะทำให้อายุการทำงานยืดออกไปได้ยาว และมีโอกาสปรับเปลี่ยนขยับขยายได้เมื่อมีภัยมา
1
- Underpromise overdeliver
คนเราจะจดจำ “แบรนด์ “ ได้นั้น ไม่ว่าแบรนด์จะเป็นสินค้าหรือตัวบุคคล ก็ต่อเมื่อเขาได้รับประสบการณ์ที่จำฝังใจและเกิดความรู้สึกกับแบรนด์นั้นๆ การที่คนจะจดจำอะไรได้ต้อง “รู้สึก” และความรู้สึกจะเกิดก็ต่อเมื่อประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นมากหรือน้อยกว่าความคาดหวัง ถ้าทำได้ตามความคาดหวังก็โอเค แต่ก็จะไม่มีใครจำ
แต่ห้ามทำต่ำกว่าความคาดหวังอย่างเด็ดขาด ประการแรกจึงต้องเข้าใจ “ความคาดหวัง” ของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานว่าอยู่ตรงไหนเป็นปฐม
แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เขาจดจำเราได้ในมุมที่ดี ก็คือการที่เราต้องปรับความคาดหวังไม่ให้สูงเกินจริง ไม่รับปากส่งเดชอะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ (underpromise) และเมื่อถึงเวลาก็ต้องพยายามทำงานให้ “สำเร็จ” และเหนือกว่าที่คนคาดหวังให้ได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเสร็จเร็ว ทำเกิน ช่วยงานคนอื่นในยามยาก ในจังหวะที่เขาไม่ได้คาดหวัง (overdeliver)
2
ซึ่งจะทำให้เกิดภาพจำกับเราในทางที่ดีระยะยาว และพอเป็นแบรนด์แล้วก็จะพาโอกาสมาให้แถมลดความเสียหายเมื่อเราพลาดอะไรนิดๆหน่อยๆได้อีกด้วย
แต่ห้าม overpromise underdeliver อย่างเด็ดขาด เพราะถ้าใครจำภาพอะไรเราได้แล้ว ไม่ว่าลบหรือบวกจะเปลี่ยนได้ยากมาก
1
- ทางอยู่ที่ปาก
อาวุธที่สำคัญและเป็นแต้มต่อของพนักงานใหม่ก็คือปาก ด้วยความไม่รู้และหัวหน้างานก็เห็นว่าเป็นพนักงานใหม่ ก็จะได้สิทธิในความไม่รู้นั้นที่ต้องใช้ให้คุ้ม การถามเยอะๆ ถามบ่อยๆ เจออะไรก็ถาม เป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เราทั้งสามารถปรับตัวกับงานได้เร็ว แถมได้อัพเกรดตัวเองโดยไม่ต้องคลำหาผิดๆถูกๆได้เป็นอย่างดี
1
การถามนี่คือเคล็ดวิชาลับของคุณตัน แห่งอิชิตันที่โตมาจนวันนี้ ไม่ว่าคุณตันจะเริ่มธุรกิจอะไร ก็จะเริ่มต้นด้วยการไป “ถาม” คนเก่ง คนที่เคยทำมาจากทั่วโลกเสมอ บางครั้งยอมเสียสตางค์เพื่อให้ได้เคล็ดลับที่ทุ่นทั้งเงินและเวลาด้วยซ้ำ
คำถามที่คุณตันชอบถามที่สุดก็คือว่า ทั้งหมดทั้งปวงที่เซียนหรือเถ้าแก่ทำมาก่อนหน้าแกนั้น มีอะไรที่ไม่ควรทำที่สุด เป็นคำถามที่ทำให้คุณตันรอดหายนะโดยไม่ต้องไปเสี่ยงอะไรที่ไม่จำเป็นมาโดยตลอด
- สี่สกุลเงินที่ควรสะสม
เราทุกคนจะมีทุนอยู่คล้ายกัน มากน้อยต่างกันตั้งแต่ เงิน เวลาและแรง ตอนเริ่มงานใหม่ๆ เงินเราอาจจะน้อยและเราจะมีเวลาและแรงเยอะ การที่เราจะเอาทุนเราไปทำอะไรก็ควรจะหวังให้ออกดอกออกผล แต่ก็ไม่ใช่จะต้องเอาทุนไปต่อเป็นเงินเสมอไป แน่นอนว่าทำอะไรได้สตางค์นั้นดีแน่
1
แต่ถ้าเราเอาเงิน แรง เวลาไปได้ประสบการณ์อะไรที่ทำให้เราเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ต่อให้ไม่ได้เงินก็ควรทำ
นอกจากเงินและประสบการณ์แล้ว ถ้าเราใช้ทุนเราไปสร้างความทรงจำดีๆกับคนที่เรารักก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าในระยะยาวเช่นกัน และที่สำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถเอา เงิน แรง เวลาไปสะสม “คำขอบคุณ” ไปช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนในบริษัท คนที่ต้องการความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ แม้แต่เอาเวลาไปรับฟังปัญหา ช่วยอยู่เป็นเพื่อนก็ควรทำ
1
การสะสมคำขอบคุณก็เหมือนการปลูกต้นไม้ อาจจะใช้เวลาในการงอกแต่ละต้น บางต้นก็อาจจะเล็ก บางต้นก็อาจจะใหญ่ แต่พอเวลาผ่านไป นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับมนุษย์ทำงานเลยทีเดียว
มนุษย์พ่อก็เป็นแบบนี้แหละครับ ยังไงก็คัน อยากสอน อยากให้ลูกสาวเริ่มต้นได้ดี สอนตรงๆก็ยังดูจะเร็วไป หวังว่าโมเนจะค่อยๆเข้ามาอ่าน จะเป็นปีนี้ ปีหน้า ปีโน้น แล้วก็ไปประยุกต์กับสถานการณ์จริงเอง
เราก็ได้แต่เฝ้าดู เอาใจช่วยห่างๆกันต่อไปครับ …
โฆษณา