6 ม.ค. เวลา 05:00 • สุขภาพ

หูอื้อบนเครื่องบิน กินยาอะไรดี? (Airplane ear / Ear barotrauma)

หูอื้อบนเครื่องบิน (Airplane Ear หรือ Barotrauma): กลไกที่เกี่ยวข้อง อาการที่พบบ่อย และสัญญาณเตือนทางคลินิก
ความหมายและพยาธิสรีรวิทยา
“หูอื้อบนเครื่องบิน” หรือ Barotrauma of the middle ear หมายถึง ภาวะที่มีความผิดปกติของความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางกับบรรยากาศภายนอก ส่งผลให้เกิดอาการแน่นหู หูอื้อ การได้ยินลดลง และอาจมีอาการปวดหูร่วมด้วย โดยมักเกิดขึ้นระหว่างการไต่ระดับขึ้นที่สูง (takeoff) หรือ ลดระดับเพดานบิน (descent) ของเครื่องบิน ซึ่งเป็นช่วงที่ความดันอากาศภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมากพอที่จะส่งผลต่อระบบปรับสมดุลความดันของหูชั้นกลาง
ภาวะนี้มักเป็นแบบชั่วคราวและไม่รุนแรงในผู้ป่วยทั่วไป แต่ในบางรายอาจเกิดอาการคงอยู่หรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น
กลไกการเกิด: บทบาทของท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube Dysfunction)
หูชั้นกลางมีการเชื่อมต่อกับโพรงจมูกด้านหลังผ่านทางท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งทำหน้าที่ในการระบายอากาศ และรักษาความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก
เมื่อความดันบรรยากาศภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลง ท่อยูสเตเชียนจำเป็นต้องเปิดเพื่อปรับสมดุลความดัน หากท่อเปิดไม่ทันหรือทำงานบกพร่อง เช่น ในผู้ป่วยที่มีภาวะคัดจมูกจากหวัด ไซนัสอักเสบ หรือโรคภูมิแพ้ จะทำให้เยื่อบุท่อบวมและปิด ส่งผลให้ความดันภายในหูชั้นกลางไม่สามารถปรับให้สมดุลกับภายนอกได้ จึงเกิดแรงดันภายในต่อแก้วหู ซึ่งนำไปสู่อาการต่าง ๆ เช่น หูอื้อ แน่นหู ปวดหู หรือเวียนศีรษะ
อาการทางคลินิกที่พบบ่อย
ผู้ป่วยที่มีภาวะ airplane ear มักมีอาการดังต่อไปนี้:
* ความรู้สึกแน่นหู หรือคล้ายหูถูกอุด
* การได้ยินลดลงแบบชั่วคราว
* ปวดหู ซึ่งอาจมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละราย
* เวียนศีรษะหรือรู้สึกโคลงเคลงเล็กน้อย
โดยทั่วไปอาการมักจะดีขึ้นภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังจากที่เครื่องบินลงจอดและท่อยูสเตเชียนสามารถเปิดได้
อาการที่ควรพิจารณาเป็น “สัญญาณเตือน” และส่งต่อแพทย์
ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้:
* ปวดหูรุนแรงมากหรือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
* มีสารคัดหลั่ง เช่น น้ำใส หนอง หรือเลือด ไหลออกจากหู
* การได้ยินไม่กลับมาเป็นปกติภายในหลายชั่วโมงหรือเกิน 1 วัน หลังลงจากเครื่องบิน
* หูอื้อร่วมกับเสียงรบกวนในหู (tinnitus), เวียนศีรษะแบบหมุน (vertigo), หรือ การได้ยินลดลงชัดเจน
อาการดังกล่าวอาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น perforated tympanic membrane หรือ serous otitis media ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์เพิ่มเติม
วิธีบรรเทาอาการหูอื้อระหว่างโดยสารเครื่องบินโดยไม่ใช้ยา
แนวทางเบื้องต้นที่ควรทำทันทีเมื่อเกิดอาการหูอื้อบนเครื่องบิน คือการช่วยให้ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) เปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ความดันในหูชั้นกลางสามารถปรับให้สมดุลกับความดันบรรยากาศภายนอก
เทคนิคที่แนะนำให้ทำขณะอยู่บนเครื่อง
* กลืนน้ำลายบ่อย ๆ
* หาวหรือพยายามกระตุ้นให้เกิดการหาว
* เคี้ยวหมากฝรั่ง
* อมลูกอม
โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับขึ้น หรือเริ่มลดระดับความสูง ควรกระตุ้นการกลืนหรือเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมการเปิดของท่อยูสเตเชียนตามธรรมชาติ
ข้อควรหลีกเลี่ยง
ควรหลีกเลี่ยงการนอนหลับในช่วงเครื่องขึ้นและลง เพราะการกลืนน้ำลายจะลดลง ทำให้การปรับความดันของหูชั้นกลางทำได้ไม่เต็มที่ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหูอื้อหรือปวดหูได้มากขึ้น
การทำ Valsalva maneuver อย่างถูกวิธี
หากวิธีข้างต้นไม่ได้ผล อาจใช้ท่า Valsalva เพื่อช่วยปรับความดันในหูชั้นกลาง โดยวิธีการคือ:
* ปิดปาก
* บีบจมูก
* เป่าลมออกทางจมูกอย่างเบา ๆ คล้ายกับการสั่งน้ำมูกเบา ๆ
ควรทำอย่างนุ่มนวล ไม่ออกแรงมาก และสามารถทำซ้ำเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องบินกำลังลดระดับ หากระหว่างทำรู้สึกเจ็บหูมาก ควรหยุดทันที และเปลี่ยนไปใช้วิธีการกลืนหรือหาวแทน
การใช้ยาเพื่อช่วยลดอาการหูอื้อจากการขึ้นหรือลงเครื่องบิน (ในกรณีมีคัดจมูกหรือโรคภูมิแพ้ร่วม)
แม้ยาไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงในการ “รักษาอาการหูอื้อ” แต่สามารถช่วยลดการอุดกั้นบริเวณทางเปิดของท่อยูสเตเชียน โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการคัดจมูกร่วม เช่น จากหวัดหรือโรคภูมิแพ้ ซึ่งอาจช่วยให้ความดันในหูชั้นกลางปรับสมดุลได้ง่ายขึ้น ลดอาการแน่นหู ปวดหู และช่วยให้หู “ป๊อป” ได้ง่ายขึ้น
1. ยาพ่นหรือหยอดจมูกกลุ่มลดคัดจมูก (Topical Nasal Decongestants)
ตัวอย่างตัวยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ oxymetazoline, xylometazoline และ phenylephrine (ในบางประเทศ)
เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอาการคัดจมูก น้ำมูก หรือภาวะอักเสบในโพรงจมูกที่ทำให้ท่อยูสเตเชียนเปิดได้ยาก
แนวทางการใช้
* พ่นก่อนเครื่องขึ้นหรือลงประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
* ใช้เฉพาะในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ “คัดจมูกจากการใช้ยากำเริบ” (rebound congestion)
ข้อควรระวัง
* ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือไทรอยด์เป็นพิษ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
2. ยาลดคัดจมูกชนิดรับประทาน (Oral Decongestants)
ตัวอย่างตัวยา: pseudoephedrine
คุณสมบัติ
* ช่วยลดอาการคัดจมูกผ่านกลไกการหดตัวของหลอดเลือดบริเวณเยื่อบุจมูก
* มีข้อมูลทางคลินิกสนับสนุนว่าสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดอาการหูอื้อจากการเปลี่ยนระดับความดันได้
ข้อควรระวัง
* อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และส่งผลต่อความดันโลหิต
* ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีข้อห้ามอื่น ๆ
* ในประเทศไทย pseudoephedrine ถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ต้องมีใบสั่งแพทย์และเอกสารประกอบการครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
3. ยาแก้แพ้ (Antihistamines)
ในผู้ป่วยที่มีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยและมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง การใช้ยาแก้แพ้ตามคำแนะนำของแพทย์ก่อนขึ้นเครื่องบินอาจช่วยลดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก และช่วยให้ท่อยูสเตเชียนทำงานได้ดีขึ้น
คำแนะนำ
* เลือกชนิดที่เหมาะสมกับอายุและโรคประจำตัว
* ยาบางชนิดอาจทำให้ง่วง จึงควรระมัดระวังในกรณีต้องทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว
* เด็กและวัยรุ่นควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือเภสัชกรก่อนใช้
4. ยาแก้ปวด
ในกรณีที่มีอาการแน่นหูหรือปวดหูมาก อาจใช้ยาแก้ปวดทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการ
ตัวอย่างที่ใช้บ่อย ได้แก่:
* พาราเซตามอล (acetaminophen)
* ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen หรือ naproxen (หากไม่มีข้อห้ามในการใช้)
5. กรณีที่มีอาการเป็นซ้ำบ่อยหรือไม่หาย
ผู้ป่วยที่มีอาการหูอื้อซ้ำบ่อยหรือมีอาการคงอยู่นาน อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมจากแพทย์
ในบางกรณี อาจพิจารณาให้ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ หรือแนวทางรักษาอื่น ๆ
และในรายที่มีความจำเป็นต้องบินบ่อย หรือมีอาการรุนแรง อาจต้องได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาเฉพาะโดยแพทย์หู คอ จมูก
ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลดคัดจมูก
ยาลดคัดจมูก โดยเฉพาะชนิดรับประทาน และในบางกรณีรวมถึงชนิดพ่นจมูก อาจมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบอื่นของร่างกาย จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยบางกลุ่ม ดังต่อไปนี้:
* ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในรายที่ควบคุมความดันได้ไม่ดี
* ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
* ผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ
* ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
* ผู้ที่เป็นต้อหินบางชนิด
* ผู้ที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต หรือมีอาการปัสสาวะลำบาก
* หญิงตั้งครรภ์
* ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOI) หรือยาบางชนิดที่อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
ผู้ป่วยในกลุ่มดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาลดคัดจมูกทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยในการใช้ยา
การดูแลเด็กที่มีอาการหูอื้อขณะโดยสารเครื่องบิน
ในเด็กเล็ก การดูแลควรเน้นการใช้วิธีไม่ใช้ยาเป็นหลัก:
* ให้เด็กดูดนมจากเต้าหรือขวดนม หรือใช้จุกหลอกในช่วงเครื่องบินขึ้นและลง เพื่อกระตุ้นการกลืน
* ในเด็กโต อาจให้ดื่มน้ำหรือเคี้ยวหมากฝรั่งระหว่างช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงความดัน
โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ยาลดคัดจมูกในเด็กเล็ก หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อผลไม่พึงประสงค์จากยา
สรุปแนวทางการจัดการเมื่อมีอาการหูอื้อจากการบิน
หากมีคำถามว่า “ควรใช้ยาอะไรดี” แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ:
1. เริ่มจากวิธีไม่ใช้ยาเป็นอันดับแรก
เช่น การกลืนบ่อย ๆ การหาว การเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือการทำ Valsalva maneuver อย่างเบา ๆ
2. กรณีมีอาการคัดจมูกร่วม
อาจพิจารณาใช้ยาพ่นจมูกกลุ่มลดคัดจมูกแบบใช้ระยะสั้น และใช้ก่อนช่วงเครื่องบินขึ้นหรือลง ตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์
3. ยาลดคัดจมูกชนิดรับประทาน
เช่น pseudoephedrine อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางราย แต่มีข้อห้ามและความเสี่ยงหลายประการ และในประเทศไทยยังอยู่ภายใต้ข้อกำกับทางกฎหมาย จึงควรใช้เฉพาะเมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
4. กรณีมีอาการปวดหูมาก
สามารถใช้ยาแก้ปวดที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการได้
หากมีอาการผิดปกติที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น มีน้ำหรือเลือดไหลจากหู เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน การได้ยินลดลงอย่างชัดเจน หรืออาการหูอื้อไม่ดีขึ้นหลังลงจากเครื่องบิน ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
โฆษณา