1 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าว

📂 เงินบำเหน็จใต้ร่มมหาวิทยาลัย เมื่อแรงงานไม่อยู่ในแรงงานสัมพันธ์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2566)

ตอนที่ 1 : อาจารย์เกษียณ กับบำเหน็จที่ไม่เป็นอย่างที่คิด 🎓💰
🕰️ ชีวิตการทำงานที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
โจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราวหรือผู้เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ หากแต่เป็นอาจารย์ประจำผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2533 จนถึงวันเกษียณอายุในปลายปี 2561 รวมระยะเวลาการทำงานกว่า 28 ปีเต็ม ช่วงเวลายาวนานเช่นนี้ ทำให้ความคาดหวังต่อ “เงินบำเหน็จ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นสัญลักษณ์ของการตอบแทนความซื่อสัตย์และการอุทิศตนตลอดชีวิตการทำงานของคนคนหนึ่ง
📜 ระเบียบเดิมที่ฝังอยู่ในความทรงจำ
ในวันที่โจทก์เริ่มทำงาน ระเบียบว่าด้วยบำเหน็จที่ใช้บังคับอยู่คือระเบียบปี 2525 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานครบตามกำหนดและถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด มีสิทธิได้รับ “ทั้งเงินบำเหน็จและเงินชดเชย” สูตรคำนวณที่อิงเงินเดือนสุดท้ายและจำนวนปีทำงาน ทำให้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่า เมื่อถึงวันเกษียณ ผลตอบแทนก้อนสุดท้ายจะสะท้อนคุณค่าของเวลาที่เสียไปอย่างเป็นธรรม
🔄 ระเบียบใหม่ที่มาแทนโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่โลกของกฎหมายไม่หยุดนิ่ง ระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยบำเหน็จฉบับใหม่ปี 2549 ถูกประกาศใช้และยกเลิกระเบียบเดิมทั้งหมด หลักคิดของระเบียบใหม่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยวางระบบให้ “เงินชดเชย” ตามกฎหมายแรงงานเข้ามาแทนที่เงินบำเหน็จ หากเงินชดเชยมีจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับบำเหน็จที่คำนวณได้ อาจารย์ย่อมไม่มีสิทธิรับบำเหน็จเพิ่มเติม ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเกษียณ หากแต่เกิดขึ้นล่วงหน้ากว่า 10 ปี ทว่าคำถามคือ ลูกจ้างทุกคนตระหนักถึงผลทางกฎหมายของการเปลี่ยนแปลงนั้นจริงหรือไม่
💵 วันที่เงินถูกโอน แต่คำถามยังค้างคา
เมื่อถึงวันสิ้นสุดการทำงาน มหาวิทยาลัยจ่ายเงินค่าชดเชยและเงินบำเหน็จรวมกว่า 2 ล้านบาทให้โจทก์ โดยคำนวณตามระเบียบปี 2549 ทุกประการ ตัวเงินอาจดูครบถ้วนตามเอกสาร แต่ในสายตาของโจทก์ ตัวเลขดังกล่าว “ไม่ใช่” สิ่งที่ควรได้รับหากยังใช้ระเบียบปี 2525 ความแตกต่างระหว่าง 2 ระบบการคำนวณกลายเป็นช่องว่างที่นำไปสู่การฟ้องร้อง เพราะโจทก์เชื่อว่าการออกระเบียบใหม่เป็นการลดสิทธิที่เคยมี และทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
⚖️ จุดเริ่มต้นของคำถามทางกฎหมายที่ใหญ่กว่าตัวเงิน
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องบำเหน็จจำนวน 1 ล้านกว่าบาท หากแต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า แรงงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานแบบเดียวกับแรงงานทั่วไปหรือไม่ ระเบียบภายในของมหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นเพียง “ข้อตกลงสภาพการจ้าง” หรือเป็นกฎหมายเฉพาะที่อยู่เหนือการยินยอมรายบุคคล และเมื่อสิทธิถูกกำหนดโดยกฎหมายเฉพาะ ศาลจะเลือกคุ้มครองความคาดหวังของลูกจ้าง หรือเสถียรภาพของระบบสถาบัน
➡️ ส่งต่อไปตอนถัดไป
เมื่อข้อพิพาทเล็กๆ เรื่องบำเหน็จ เปิดประตูไปสู่คำถามใหญ่เรื่องสถานะทางกฎหมายของมหาวิทยาลัยเอกชน ในตอนต่อไปจะพาไปทำความเข้าใจว่า เหตุใด “นายจ้างแบบมหาวิทยาลัย” จึงไม่ถูกมองเหมือนนายจ้างทั่วไป และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ถูกกันออกไปจากสนามนี้ตั้งแต่ต้น 🏛️📚
โฆษณา