Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
10 ม.ค. เวลา 10:44 • ประวัติศาสตร์
จากผู้ประสบภัย สู่องค์กษัตริย์
สำหรับคนส่วนใหญ่ การต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรืออับปางแล้วถูกซัดไปติดเกาะที่ไม่รู้จัก ถือเป็นฝันร้ายโดยแท้
ทั้งต้องอยู่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนนับพันกิโลเมตร ไร้หนทางติดต่อสื่อสาร และต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากการถูกโจมตีจากชาวพื้นเมืองที่อาจไม่เป็นมิตรนัก
แต่สำหรับ “คาร์ล เอมิล เพตเตอร์สัน (Carl Emil Pettersson)” กลับกลายเป็นว่า โชคชะตากำลังเล่นตลกกับเขาครั้งใหญ่
ในขณะที่บางคนรอดชีวิตมาได้ บางคนได้รับความช่วยเหลือ และมีเพียงไม่กี่คนที่เรียนรู้จะปรับตัว แต่สำหรับเพตเตอร์สัน ฝันร้ายที่กำลังเผชิญอยู่กลับกลายเป็นความฝันที่เป็นจริง ในเวลาเพียงแค่ 3 ปี จากชาวเรือผู้รอดชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะที่ไม่รู้จัก เขากลับกลายเป็นผู้ปกครองเกาะแห่งนั้นไปเสียได้
คาร์ล เอมิล เพตเตอร์สัน (Carl Emil Pettersson)
เรามาร่วมเจาะลึกไปพร้อมกันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเรื่องราวของ "คนติดเกาะผู้กลายเป็นราชา" ผู้นี้กันครับ
ประวัติชีวิตวัยเยาว์ของ คาร์ล เอมิล เพตเตอร์สัน นั้นมีปรากฏอยู่ไม่มากนัก ทราบเพียงว่าเขาเกิดที่นอกเมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.1875 (พ.ศ.2418) ในครอบครัวยากจนที่มีลูกถึงหกคน
เมื่ออายุได้ 17 ปี เพตเตอร์สันได้ตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อไปแสวงโชคและหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นกะลาสีเรือ และชีวิตในฐานะชาวเรือก็ได้หล่อหลอมให้เพตเตอร์สันเป็นคนทรหด
เขาเริ่มคุ้นชินกับสภาพอากาศที่เลวร้าย การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายติดดิน และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นอกจากนี้ การได้เข้ามาคลุกคลีกับการค้าขายยังช่วยลับคมความคิดและไหวพริบทางธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่ามหาศาลในเวลาต่อมา
ในขณะที่ทำงานให้กับบริษัท “Neuguinea-Compagnie” ของเยอรมนี เพตเตอร์สันต้องล่องเรือไปรอบๆ มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้อยู่เป็นประจำ โดยที่เขาไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า การเดินทางครั้งหนึ่งในนั้นจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ในวันคริสต์มาส ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) เรือของเพตเตอร์สันได้อับปางลงนอกชายฝั่ง “เกาะทาบาร์ (Tabar Island)” ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศปาปัวนิวกินี
ร่างของเพตเตอร์สันถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้นอยู่ท่ามกลางพงดอกชบา และเมื่อเขาฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็พบว่าตนเองถูกล้อมรอบด้วยชาวพื้นเมืองเผ่าทาบาร์
ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องความขี้ระแวงต่อคนนอก และยังมีข่าวลือว่าพวกเขายังคงกินเนื้อมนุษย์อยู่อีกด้วย โดยชาวพื้นเมืองได้จับตัวเพตเตอร์สันมัดไว้ และนำตัวไปเข้าเฝ้าผู้ปกครองเกาะ นั่นคือ “พระเจ้าลามีที่ 1 (King Lamy I)“
มีเรื่องเล่าว่าเพตเตอร์สันรอดพ้นจากความตายมาได้เพราะพระธิดาของพระเจ้าลามีที่ 1 เกิดมาหลงรักเขา แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วชาวทาบาร์วางแผนจะทำอะไรกับเขากันแน่ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะอ้างอิงจากบันทึกที่ดูเกินจริง แต่เรื่องราวที่ว่า “เจ้าหญิงซิงโด (Princess Singdo)” พระธิดาของพระเจ้าลามีที่ 1 ดันมาตกหลุมรักเพตเตอร์สันตั้งแต่แรกเห็น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ฟังดูมีมูลความจริง แต่กระนั้น ไหวพริบและหัวการค้าของเพตเตอร์สันเองก็มีส่วนสำคัญในการพลิกชะตาชีวิตของเขาให้ดีขึ้นเช่นกัน
เพตเตอร์สันได้ทำข้อตกลงกับพระเจ้าลามีที่ 1 สัญญาว่าหากเขาได้รับอนุญาตให้เริ่มทำสวนมะพร้าวบนเกาะแห่งนี้ เขาจะสามารถทำให้เกาะทาบาร์มั่งคั่งขึ้นมาได้ ซึ่งพระเจ้าลามีที่ 1 ทรงรับข้อเสนอนี้ และเมื่อทรงเล็งเห็นว่าพระธิดาของพระองค์มีใจให้กะลาสีหนุ่มผู้นี้ จึงทรงอนุญาตให้ทั้งคู่แต่งงานกันได้หากเพตเตอร์สันสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้
ภายในเวลาเพียงสามปี เพตเตอร์สันก็ทำตามสัญญาได้สำเร็จและก้าวเข้าสู่ธุรกิจน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นการส่งออกเนื้อมะพร้าวตากแห้งเพื่อนำไปสกัดน้ำมัน สวนของเขาที่ชื่อว่า “เทริแพกซ์ (Teripax)” ได้สร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเขาและเกาะทาบาร์อย่างรวดเร็ว และพระเจ้าลามีที่ 1 ก็ทรงรักษาคำพูด อนุญาตให้เจ้าหญิงซิงโดแต่งงานกับเพตเตอร์สัน ซึ่งนับเป็นการแต่งงานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเกาะ และเป็นการทำให้ตำแหน่งของเพตเตอร์สันมั่นคงขึ้นในใจชาวทาบาร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แม้ชาวทาบาร์จะไม่คุ้นเคยกับคนนอก แต่พวกเขาก็เห็นตั้งแต่แรกว่าเพตเตอร์สันนั้นแตกต่างจากชาวตะวันตกคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เขาไม่เหมือนกับชาวต่างชาติทั่วไปที่มักจะเข้ามาเพื่อรุกราน ยึดครองดินแดนเป็นอาณานิคม หรือพยายามเปลี่ยนความเชื่อของชาวพื้นเมือง แต่เพตเตอร์สันกลับน้อมรับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างรวดเร็วและปรับตัวเข้ากับผู้คนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา
เพตเตอร์สันกับเจ้าหญิงซิงโดและลูกๆ
การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางชาวทาบาร์และความมุ่งมั่นในการทำสวนมะพร้าว ทำให้เพตเตอร์สันมีชื่อเสียงในฐานะชายผู้ขยันขันแข็งและมีภาวะผู้นำโดยธรรมชาติ ความเต็มใจที่จะใช้ชีวิตเคียงข้างชาวเมือง ประกอบกับความมั่งคั่งที่เขาเริ่มสร้างให้กับเกาะแห่งนี้ ทำให้เขาเป็นที่รักและศรัทธาอย่างมากจากชาวพื้นเมือง
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพระเจ้าลามีที่ 1 สวรรคต ชาวทาบาร์จึงเลือกที่จะประกาศให้เพตเตอร์สันเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป
ในชั่วพริบตานั้นเอง กะลาสีชาวสวีเดนผู้ยากไร้ที่ถูกซัดมาติดเกาะ ไม่เพียงแต่พบว่าตัวเองได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวย แต่ยังได้เป็นกษัตริย์อีกด้วย
แม้อาจเรียกได้ว่าเป็นกษัตริย์โดยบังเอิญ แต่สิทธิในการครองอำนาจของเขานั้นไม่ได้มาจากการบังคับหรือยัดเยียดค่านิยมของตนเอง หากแต่มาจากความชอบธรรมที่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนของเขาเอง
เพื่อเป็นการแสดงถึงความชื่นชมและความรักที่มีต่อกษัตริย์องค์ใหม่ ชาวพื้นเมืองจึงตั้งสมัญญานามให้เขาว่า "ชาร์ลีจอมพลัง (Strong Charley)“ เนื่องจากร่างกายที่กำยำและพละกำลังที่มหาศาลของเพตเตอร์สัน นอกจากนี้ เครือข่ายการค้าของเพตเตอร์สันยังช่วยขยายอิทธิพลของเกาะไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก จนในไม่ช้า ข่าวเรื่องสถานะกษัตริย์ของเขาก็แพร่ไปถึงหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ในเยอรมนี และส่งตรงไปถึงสวีเดนบ้านเกิดของเขาในที่สุด
เพตเตอร์สันได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ และชีวิตคู่ของเขากับเจ้าหญิงซิงโดก็เป็นชีวิตคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความรักและมั่นคง ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันถึงแปดคน ซึ่งทุกคนได้รับการเลี้ยงดูให้สืบทอดทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นของแม่ และมรดกทางเชื้อชาติสวีเดนของผู้เป็นพ่ออย่างภาคภูมิใจ
แต่ในปีค.ศ.1921 (พ.ศ.2464) เจ้าหญิงซิงโดได้สิ้นพระชนม์ด้วยอาการไข้ที่ติดเชื้อระหว่างการคลอดบุตร และเมื่อต้องดูแลลูกน้อยถึงแปดคนเพียงลำพัง เพตเตอร์สันจึงตัดสินใจเดินทางกลับสวีเดน โดยหวังว่าจะได้พบภรรยาใหม่ที่จะมาช่วยเขาดูแลลูกๆ
ในปีค.ศ.1922 (พ.ศ.2465) เขาได้พบกับสาวลูกครึ่งอังกฤษ-สวีเดน และแต่งงานกับเธอในปีถัดมา ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางกลับไปยังอาณาจักรของเขาที่เกาะทาบาร์
ทว่าเมื่อปัญหาหนึ่งคลี่คลาย ปัญหาใหม่ก็ปรากฏขึ้นทันที นั่นคือในช่วงที่เขาไม่อยู่ สวนมะพร้าวและธุรกิจของเพตเตอร์สันตกอยู่ในสภาพระส่ำระส่ายจนเกือบจะล้มละลาย
เพตเตอร์สันได้พยายามอย่างหนักที่จะกอบกู้ธุรกิจกลับคืนมาแต่ดูเหมือนจะไร้ผล แต่แล้วในขณะที่ทุกอย่างทำท่าจะจบสิ้น โชคชะตาก็เข้ามาเล่นตลกอีกครั้ง นั่นคือเพตเตอร์สันค้นพบแหล่งแร่ทองคำบน “เกาะซิมเบรี (Simberi Island)” ที่อยู่ใกล้เคียง เขาจึงใช้ขุมทรัพย์นี้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แม้สถานะทางการเงินจะกลับมามั่นคง แต่ปัญหาใหม่ก็ตามมาหลอกหลอน ในคราวนี้มันมาในรูปแบบของโรคร้าย โดยการเดินทางที่แสนยากลำบากและความเครียดจากการกอบกู้ฐานะ ทำให้ทั้งเพตเตอร์สันและภรรยาใหม่ร่างกายอ่อนแอและล้มป่วยด้วยโรคมาลาเรีย
ภรรยาใหม่ของเพตเตอร์สันได้เดินทางไปรักษาตัวที่ออสเตรเลีย แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตที่สต็อกโฮล์มในปีค.ศ.1935 (พ.ศ.2478)
ด้วยความโศกเศร้าเสียใจและสุขภาพที่ย่ำแย่ เพตเตอร์สันจึงตัดสินใจไปจากเกาะที่เคยยกเขาให้เป็นกษัตริย์ไปอย่างถาวร
ค.ศ.1937 (พ.ศ.2480) เพตเตอร์สันได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายที่เมืองซิดนีย์ ปิดฉากตำนานชาร์ลีจอมพลัง คนนอกผู้สามารถพิชิตใจคนทั้งอาณาจักรลงในที่สุด
1
References:
https://medium.com/making-history-fun/the-castaway-who-became-a-king-8c9f0cab08e6
https://allthatsinteresting.com/carl-emil-pettersson
https://www.findagrave.com/memorial/273856507/carl_emil-pettersson
https://historicflix.com/from-shipwreck-to-royalty-carl-emil-petterssons-journey-to-becoming-a-king/
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
15
1
2
15
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย