Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สุขภาพดีไม่มีในขวด
•
ติดตาม
7 ม.ค. เวลา 11:52 • สุขภาพ
ทำไมหมอจึงอาจเปลี่ยนจาก Amlodipine เป็น Manidipine เมื่อยาลดความดันทำให้ “เท้าบวม” และ “เหงือกบวม”
(1) Amlodipine กับ Manidipine คือยาอะไร และอยู่กลุ่มเดียวกันหรือไม่?
Amlodipine และ Manidipine เป็นยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม calcium channel blocker (CCB) ชนิด dihydropyridine (DHP‑CCB) ซึ่งออกฤทธิ์หลักที่หลอดเลือด โดยทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง
ฤทธิ์การขยายหลอดเลือดนี้ แม้จะเป็นกลไกที่ช่วยลดความดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เป็นสาเหตุสำคัญของอาการไม่พึงประสงค์บางประการ โดยเฉพาะอาการบวมบริเวณเท้าหรือข้อเท้า (peripheral edema)
(2) “เท้าบวม” จาก Amlodipine เกิดจากอะไร และทำไมพบบ่อย?
อาการบวมจาก DHP‑CCB โดยเฉพาะบริเวณเท้าหรือข้อเท้า เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้
กลไกการเกิดบวม:
ยากลุ่ม DHP‑CCB มักทำให้หลอดเลือดฝอยด้านต้นทาง (precapillary arterioles) ขยายตัวได้ชัดเจน
ขณะที่หลอดเลือดฝอยด้านปลายทาง (postcapillary venules) ไม่ได้ขยายตัวสมดุลกัน
ส่งผลให้ความดันภายในเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้น ทำให้ของเหลวซึมออกสู่เนื้อเยื่อบริเวณที่อยู่ต่ำ เช่น ข้อเท้าหรือหลังเท้า จึงเกิดอาการบวม
ข้อควรระวังที่มักเข้าใจผิด:
อาการบวมชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากภาวะคั่งเกลือหรือน้ำในร่างกาย จึงไม่ตอบสนองต่อยาขับปัสสาวะได้ดี และการสั่งยาขับปัสสาวะเพิ่มเติมโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุ อาจนำไปสู่ภาวะ prescribing cascade ซึ่งควรหลีกเลี่ยงในทางปฏิบัติทางคลินิก
(3) เหตุใดแพทย์จึงมักเลือก “เปลี่ยนเป็น Manidipine” เมื่อผู้ป่วยมีอาการบวมเท้าจาก Amlodipine?
เหตุผลหลัก ที่ทำให้มีการเปลี่ยนจาก Amlodipine มาเป็น Manidipine คือ Manidipine มีอุบัติการณ์ของอาการบวมข้อเท้าน้อยกว่า ขณะเดียวกันยังคงให้ประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตที่ใกล้เคียงกัน จากข้อมูลการศึกษาแบบเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างยา
ข้อมูลจากการวิเคราะห์และการทดลองเปรียบเทียบ
* งานวิจัยแบบ meta-analysis ที่รวมการทดลองแบบสุ่มซึ่งเปรียบเทียบระหว่าง Amlodipine และ Manidipine พบว่า
→ ผลในการลดความดันโลหิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
* อย่างไรก็ตาม ด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะเรื่อง “peripheral edema”
→ Manidipine มีความเสี่ยงในการเกิดอาการบวมที่ข้อเท้าน้อยกว่าอย่างชัดเจน
* รายงานหนึ่งระบุว่าอัตราการเกิด peripheral edema อยู่ที่ 3.6% ในกลุ่ม Manidipine
ขณะที่ในกลุ่ม Amlodipine อยู่ที่ 17.5%
แสดงถึงความแตกต่างที่อาจมีความสำคัญทางคลินิกในการพิจารณาเปลี่ยนยา
ข้อสันนิษฐานเชิงกลไก (ยังไม่สรุปชัดเจน)
แม้กลไกที่ทำให้ Manidipine บวมน้อยกว่าจะยังไม่ชัดเจนในระดับประชากรทั้งหมด แต่มีสมมติฐานทางสรีรวิทยาว่า:
* Manidipine (ซึ่งจัดเป็น DHP รุ่นใหม่) อาจมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดทั้งด้าน precapillary และ postcapillary ที่สมดุลกว่า
* หรืออาจมีผลต่อความดันในเส้นเลือดฝอยน้อยกว่า
* ส่งผลให้ลดการรั่วของของเหลวออกจากหลอดเลือดฝอย และลดโอกาสเกิด peripheral edema
(4) “เหงือกบวม/เหงือกโต” จากยาลดความดันคืออะไร?
อาการที่มักเรียกกันว่า “เหงือกบวม” จากการใช้ยาลดความดันโลหิตในทางคลินิก มักหมายถึงภาวะ drug-induced gingival overgrowth (DIGO) หรือ gingival enlargement ซึ่งเป็นการโตหนาขึ้นของเหงือก ไม่ใช่เพียงการอักเสบหรือบวมชั่วคราว
ภาวะนี้พบได้กับยาหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ:
* ยากันชักบางชนิด เช่น phenytoin
* ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น cyclosporine
* ยากลุ่ม calcium channel blockers (CCBs) โดยเฉพาะ nifedipine และ amlodipine
กลไกที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหงือกโต
แม้กลไกที่แน่ชัดยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เชื่อว่ายาบางชนิดอาจมีผลต่อ:
* การทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ในเนื้อเยื่อเหงือก
* การเพิ่มการสังเคราะห์และลดการย่อยสลายของ extracellular matrix
ผลคือเกิดการสะสมของเนื้อเยื่อและทำให้เหงือกหนาและโตขึ้นอย่างช้า ๆ
ความรุนแรงของภาวะนี้มักได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ได้แก่:
* การมีคราบจุลินทรีย์ (plaque)
* ภาวะอักเสบในช่องปาก
* สุขอนามัยช่องปาก
* ความไวเฉพาะบุคคลหรือพันธุกรรม
ระยะเวลาที่เริ่มเห็นความผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงของเหงือกมักเริ่มปรากฏภายใน 1–3 เดือน หลังเริ่มใช้ยาในกลุ่มเสี่ยง แต่ในทางปฏิบัติ อาจมีความแปรปรวนได้ตามแต่ละราย
ความชุกของอาการในผู้ใช้ Amlodipine
ในผู้ที่ใช้ amlodipine 5 mg ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน การศึกษาหนึ่งพบว่า มีอัตราการเกิดเหงือกโตเล็กน้อยประมาณ 3.3%
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุยังคงมีการอภิปราย เนื่องจากบางการศึกษาเปรียบเทียบแล้วไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม แต่ในทางคลินิกมีการรายงานเคสและการทบทวนหลายฉบับที่สนับสนุนว่า amlodipine อาจมีส่วนเกี่ยวข้องได้ในผู้ป่วยบางราย
(5) หากเกิดเหงือกโตจาก Amlodipine แล้ว “เปลี่ยนเป็น Manidipine” อาการจะดีขึ้นหรือไม่?
คำตอบที่ควรสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างชัดเจนคือ: ไม่สามารถรับประกันได้ว่าอาการจะหาย แม้จะมีการเปลี่ยนจาก Amlodipine มาเป็น Manidipine
เหตุผลคือ:
* มีรายงานว่าManidipine เองก็สามารถกระตุ้นให้เกิด gingival overgrowth ได้ในบางราย
* แนวคิดหนึ่งที่ใช้ในการอธิบาย คืออาการนี้อาจเกิดจาก class effect ของยากลุ่ม dihydropyridine calcium channel blockers ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีอาการกับยาตัวหนึ่งในกลุ่ม อาจมีแนวโน้มเกิดอาการแบบเดียวกันกับยาอีกตัวในกลุ่มเดียวกัน
* ดังนั้น ในบางกรณี อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาความดันในกลุ่มอื่น หากอาการเหงือกโตมีความรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการจัดการอื่น
เหตุผลที่แพทย์บางรายยังคงเลือก “เปลี่ยนเป็น Manidipine”
แม้จะมีข้อจำกัดตามที่กล่าวข้างต้น แพทย์อาจยังเลือกเปลี่ยนมาใช้ Manidipine ด้วยเหตุผลทางคลินิก เช่น:
* เป้าหมายหลักคือบรรเทาอาการบวมเท้าซึ่งมีข้อมูลสนับสนุนว่า Manidipine มีอุบัติการณ์ของ peripheral edema ต่ำกว่า Amlodipine อย่างชัดเจน
* การดูแลภาวะเหงือกโตอาจให้ทันตแพทย์เป็นผู้ดำเนินการควบคู่ไปกับแพทย์เจ้าของไข้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดยาในทันที
การดูแลภาวะ gingival overgrowth ควรเป็นแบบองค์รวม
ในหลายกรณี อาการเหงือกโตอาจเกิดจากปัจจัยร่วมหลายประการ เช่น:
* เหงือกอักเสบเรื้อรังจากคราบพลัคหรือหินปูน
* สุขอนามัยช่องปากที่ไม่ดี
* การตอบสนองต่อยา
ดังนั้น แนวทางที่มีประสิทธิภาพควรรวมถึง:
* การทำความสะอาดช่องปากอย่างจริงจัง เช่น ขูดหินปูน เกลารากฟัน
* ปรับปรุงสุขอนามัยช่องปากในระยะยาว
* พิจารณาร่วมกับทันตแพทย์และแพทย์เจ้าของไข้ ว่าจะเปลี่ยนหรือคงการใช้ยากลุ่ม CCB
มีรายงานว่าแม้ผู้ป่วยจะยังคงใช้ CCB ต่อไป แต่หากได้รับการรักษาทางปริทันต์อย่างเหมาะสม อาการเหงือกโตสามารถดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
(6) ทางเลือกอื่นที่ใช้เมื่อผู้ป่วยมีอาการบวมเท้าจาก CCB (นอกจากการเปลี่ยนเป็น Manidipine)
เมื่อผู้ป่วยมีอาการบวมเท้าจากการใช้ยากลุ่ม dihydropyridine calcium channel blockers (DHP‑CCB) แพทย์มักพิจารณาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการเปลี่ยนเป็น manidipine โดยขึ้นกับโรคร่วมและความเหมาะสมของแต่ละราย ได้แก่:
• การลดขนาดยา CCB หรือหยุดยา
การลดขนาดหรือหยุดใช้ยา CCB โดยตรงเป็นแนวทางที่อาจทำให้อาการบวมดีขึ้นหรือหายไปในบางราย โดยเฉพาะหากไม่มีข้อบ่งใช้ที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ต่อเนื่อง
• การเปลี่ยนไปใช้ยาลดความดันกลุ่มอื่น
การเปลี่ยนยาคนละกลุ่ม เช่น ACE inhibitor, ARB, หรือยากลุ่ม beta blocker หรือ diuretic (ในบริบทที่เหมาะสม) อาจเป็นทางเลือกหากผลข้างเคียงจาก CCB รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ
• การเพิ่ม ACE inhibitor หรือ ARB ร่วมกับ CCB
มีข้อมูลสนับสนุนว่าการใช้ ACE inhibitor หรือ ARB ร่วมกับ CCB อาจช่วยลดอุบัติการณ์ของ peripheral edema ได้ โดยมีกลไกที่อธิบายว่า ช่วยขยายหลอดเลือดฝั่ง postcapillary venules ทำให้ลดความดันในหลอดเลือดฝอยและลดการรั่วของของเหลว
• มาตรการประคับประคองในรายที่อาการไม่รุนแรง
การยกขาสูง หรือลองใช้ถุงน่องพยุงในรายที่มีอาการบวมน้อย อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ในระดับหนึ่ง
• หลีกเลี่ยงการใช้ยาขับปัสสาวะโดยไม่มีข้อบ่งใช้
ในผู้ป่วยที่บวมจากยา CCB โดยไม่มีภาวะคั่งน้ำ (volume overload) การให้ยาขับปัสสาวะอาจไม่ได้ผลดี และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออิเล็กโทรไลต์ผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นโดยไม่จำเป็น
(7) แนวทางการประเมินเมื่อพบผู้ป่วยที่มี “เท้าบวมร่วมกับเหงือกบวม”
การแยกสาเหตุของอาการทั้งสองต้องใช้การประเมินอย่างครอบคลุม ทั้งทางอายุรกรรมและทันตกรรม
A) การประเมินอาการเท้าบวม
แพทย์ควรแยกภาวะบวมจากยา ออกจากภาวะบวมจากสาเหตุอื่น เช่น:
* ภาวะหัวใจล้มเหลว
* โรคไต
* โรคตับ
* ความผิดปกติของหลอดเลือดดำส่วนล่าง
เนื่องจาก “เท้าบวม” ไม่ได้เกิดจากยาเสมอไป และการประเมินแยกโรคร่วมเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา
B) การประเมินอาการเหงือกบวม
ควรส่งต่อหรือร่วมประเมินกับทันตแพทย์ เพื่อแยกว่า:
* เป็นเหงือกอักเสบหรือปริทันต์อักเสบจากคราบพลัค/หินปูน
* หรือเป็นลักษณะ gingival overgrowth จากยา
* หรือเกิดจากทั้งสองปัจจัยร่วมกัน
แนวทางดูแลที่มักได้ผลประกอบด้วย:
* การทำความสะอาดคราบพลัคและหินปูน
* ปรับพฤติกรรมสุขอนามัยช่องปาก เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธีและใช้ไหมขัดฟัน
* ติดตามผลต่อเนื่อง
* พิจารณาการปรับยา โดยต้องประสานกับแพทย์ผู้ดูแลโรคประจำตัวของผู้ป่วย
สรุป
* อาการเท้าบวมจาก Amlodipine เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในยากลุ่ม DHP‑CCB โดยเกิดจากความดันในเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ภาวะคั่งน้ำ จึงมักไม่ตอบสนองต่อยาขับปัสสาวะ
* แพทย์อาจเลือกเปลี่ยนเป็น Manidipine เนื่องจากมีข้อมูลเปรียบเทียบโดยตรงว่าให้ผลในการลดความดันใกล้เคียงกัน แต่มีอุบัติการณ์ของ peripheral edema ต่ำกว่า
* ภาวะ gingival overgrowth เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้กับยากลุ่ม CCB รวมถึง Amlodipine และ Manidipine แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังเปลี่ยนยา แต่การดูแลสุขภาพช่องปากและการรักษาทางทันตกรรมสามารถช่วยลดอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจเปลี่ยนยาควรทำร่วมกันระหว่างแพทย์และทันตแพทย์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย