Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Global Security Insight
•
ติดตาม
8 ม.ค. เวลา 04:30 • ข่าวรอบโลก
ยุทธศาสตร์ญี่ปุ่นในสมรภูมิไต้หวัน 2026
ในศักราชใหม่ของปี 2026 สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้ก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนระหว่างญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน
หัวใจสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนในทะเลจีนตะวันออกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ได้เคลื่อนย้ายจุดศูนย์กลางความขัดแย้งไปสู่ชะตากรรมของ "ไต้หวัน" ซึ่งกลายเป็นตัวแปรที่ไม่อาจแยกขาดจากความอยู่รอดของญี่ปุ่นได้
พลวัตความมั่นคงในภูมิภาคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 เมื่อนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น ได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งประวัติศาสตร์ต่อรัฐสภาญี่ปุ่น (Diet) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 ถ้อยแถลงดังกล่าวได้ทำลายขนบธรรมเนียมทางการทูตที่ยึดถือความคลุมเครือมาอย่างยาวนาน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า การใช้กำลังทางทหารของจีนต่อไต้หวัน อาจเข้าข่าย "สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด" ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่น
คำประกาศนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วกรุงปักกิ่ง แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อปกป้องดุลอำนาจในภูมิภาค บทความนี้จะเจาะลึกรายละเอียดของสถานการณ์ดังกล่าว โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบกฎหมาย ยุทธศาสตร์ทางการทูต และปฏิกิริยาตอบโต้จากมหาอำนาจจีน
จาก "ความกังวล" สู่ "สถานการณ์ภัยคุกคามความอยู่รอด"
เพื่อให้ผู้อ่านได้ทำเข้าใจถึงตรรกะเชิงยุทธศาสตร์และของท่าทีญี่ปุ่นในปี 2026 จำเป็นต้องพิจารณารากฐานทางกฎหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การตีความกฎหมายความมั่นคงปี 2015 (2015 Security Legislation) ของญี่ปุ่นใหม่ (
https://www.mofa.go.jp/fp/nsp/page1we_000084.html
) ภายใต้วาทกรรมของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ การรุกรานไต้หวันโดยจีนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ในภูมิภาค"อีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของรัฐญี่ปุ่น
การระบุสถานะสถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอดนี้มีความสำคัญทางนิตินัยอย่างยิ่งยวด เพราะตามกฎหมายความมั่นคงปี 2015 สถานะดังกล่าวจะมอบอำนาจตามกฎหมายให้รัฐบาลโตเกียวสามารถดำเนินการทางทหารได้ในสามระดับขั้นบันได
1.
ประการแรก คือการอนุญาตให้กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces - SDF) สามารถระดมพลเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
2.
ประการที่สอง คือการให้อำนาจในการปฏิบัติการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์แก่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก
3.
ประการที่สามซึ่งมีความสำคัญที่สุด คือหากรัฐบาลพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ญี่ปุ่นสามารถ "ใช้กำลังทางทหารในวงจำกัด" (Use limited armed force) เพื่อปกป้องความอยู่รอดของชาติได้
ยุทธศาสตร์สองแนวรบของจีน: สงครามจิตวิทยาและกับดักรัฐศัตรู
ปฏิกิริยาจากฝั่งปักกิ่งต่อท่าทีของญี่ปุ่นนั้นรุนแรงและเต็มไปด้วยยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน บทวิเคราะห์ระบุว่า จีนได้เริ่มดำเนิน "ยุทธศาสตร์สองแนวรบใหม่" (New Two-Front Strategy) เพื่อรับมือกับทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันไปพร้อมๆ กัน ทางการจีนได้กล่าวหาว่าถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็น "คำแถลงที่เป็นทางการที่ยั่วยุที่สุดเกี่ยวกับไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1945"
และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่จีนระบุว่าการเข้าร่วมใดๆ ของญี่ปุ่นในความขัดแย้งไต้หวัน จะถือเป็น "การกระทำที่รุกราน" ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศที่จีนไม่เคยใช้กับญี่ปุ่นในเวทีพหุภาคีมาก่อนในบริบทนี้
เป้าหมายของจีนในการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ "สงครามทางกฎหมาย" (Lawfare) ที่มีการคำนวณมาอย่างดี จีนพยายามที่จะจำกัดการตัดสินใจทางทหารของญี่ปุ่นทั้งในทางจิตวิทยาและทางการเมือง โดยการขุดคุ้ยบาดแผลทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาเป็นอาวุธ
การที่จีนเน้นย้ำคำว่า "การรุกราน" เป็นความพยายามที่จะเตือนความจำญี่ปุ่นและประชาคมโลกว่า ในทางเทคนิคของกฎบัตรสหประชาชาติ ญี่ปุ่นยังคงมีสถานะเป็น "รัฐศัตรู" (Enemy State) ในอดีต ยุทธวิธีนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความชอบธรรม (Delegitimize) ของความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และตีความการเคลื่อนไหวใดๆ ของญี่ปุ่นที่มีต่อไต้หวันใหม่ ว่าเป็นกาคืนชีพของลัทธิทหาร (Revival of Militarism) มากกว่าที่จะเป็นการปกป้องระเบียบโลกตามที่ญี่ปุ่นกล่าวอ้าง
ด้วยการตีกรอบสถานการณ์เช่นนี้ จีนมุ่งหวังที่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผู้กำหนดนโยบายในญี่ปุ่น ให้ต้องคิดหนักเกี่ยวกับต้นทุนทางประวัติศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ หากตัดสินใจส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าสู่สมรภูมิไต้หวัน นอกจากนี้ จีนยังพยายามเปลี่ยนกรอบเรื่องราวของปัญหาไต้หวัน จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย ให้กลายเป็นประเด็นเรื่อง "ความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์" เพื่อบ่อนทำลายความชอบธรรมในการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอก
รอยร้าวในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 และสถานะของไต้หวัน
ความขัดแย้งในปี 2026 ยังได้นำไปสู่การถกเถียงที่รื้อฟื้นรากฐานความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและจีน โดยเฉพาะ "แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972" (Japan-China Joint Communiqué of 1972) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่วางรากฐานความสัมพันธ์สมัยใหม่ของทั้งสองชาติ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิ ได้เลือกที่จะยืนหยัดในจุดยืนดั้งเดิมแต่ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น
ประเด็นทางกฎหมายที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือสถานะของไต้หวัน จีนได้ยืนยันเสมอมาว่า "ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกของดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน" แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เลือกที่จะ "ไม่ยอมรับ" จุดยืนนี้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ต้น ในการเจรจาปี 1972 กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยระบุเพียงว่าญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพ" จุดยืนของจีน แต่ไม่เคย "ยอมรับ" สิทธิเหนือดินแดนของจีนต่อไต้หวันในทางกฎหมาย
เหตุผลเบื้องหลังจุดยืนที่ยาวนานนี้เกี่ยวข้องกับ "สนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก" (San Francisco Peace Treaty) ซึ่งญี่ปุ่นได้สละอธิปไตยเหนือไต้หวันและหมู่เกาะเผิงหู (Penghu) แต่สนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าอธิปไตยนั้นถูกโอนไปยังประเทศใด
ดังนั้น การที่ญี่ปุ่นจะยอมรับว่าไต้หวันเป็นของจีน จึงอาจขัดต่อพันธกรณีเดิมของตน การรื้อฟื้นข้อถกเถียงนี้ในปี 2026 เป็นเครื่องยืนยันว่า ญี่ปุ่นมองปัญหาไต้หวันเป็น "กิจการภายในของจีน" เพียงในนาม แต่ในทางปฏิบัติและทางยุทธศาสตร์ ญี่ปุ่นไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
ปัจจัยสหรัฐอเมริกา: มรดกจากปี 1969 สู่ยุทธศาสตร์ปัจจุบัน
การวิเคราะห์ท่าทีของญี่ปุ่นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยของสหรัฐอเมริกาเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากเบื้องหลังการตัดสินใจที่แข็งกร้าวของรัฐบาลญี่ปุ่น คือพันธกรณีที่มีรากฐานมาจาก "แถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ปี 1969" โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า "ข้อบทไต้หวัน" (Taiwan Clause) ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในญี่ปุ่นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันมาอย่างยาวนานโดยนัย
ในปี 2026 เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากจีน รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เพียงแต่ยืนยันในหลักการนี้ แต่ยังแสดงออกถึงความพร้อมที่จะสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
การตีความว่าวิกฤตไต้หวันคือ "สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด" นั้น เชื่อมโยงโดยตรงกับการเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถใช้ฐานทัพในญี่ปุ่นได้อย่างเต็มศักยภาพในการตอบโต้การรุกราน และยังเปิดช่องให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นทำหน้าที่สนับสนุนการรบ หรือแม้แต่เข้าร่วมการรบในบทบาทป้องกัน หากฐานทัพในญี่ปุ่นหรือกองเรือของพันธมิตรถูกโจมตี
อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามจุดที่หวนกลับไม่ได้ในนโยบายต่อไต้หวัน ความพยายามของจีนในการใช้ยุทธศาสตร์สองแนวรบและการข่มขู่ด้วยวาทกรรม "รัฐศัตรู" อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความตึงเครียด แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถยับยั้งความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิได้ การประกาศว่าวิกฤตไต้หวันคือภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติ ได้เปลี่ยนสถานะของไต้หวันในสายตาญี่ปุ่น จากเพื่อนบ้านทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นแนวป้องกันสุดท้ายทางยุทธศาสตร์
ในขณะที่จีนพยายามแช่แข็งสถานะปัจจุบัน และกีดกันการแทรกแซงจากภายนอกด้วยแรงกดดันทางทหาร ญี่ปุ่นกลับตอบโต้ด้วยการเตรียมความพร้อมทางนิตินัยและการทหารที่ชัดเจนขึ้น
โลกในปี 2026 จึงเป็นโลกที่ "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ได้สิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยการเผชิญหน้าที่มีเดิมพันสูงสุด ซึ่งคำถามที่ว่า "ญี่ปุ่นจะทำอะไร" ได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นแล้ว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะไม่เพียงแค่นั่งมองดูเหตุการณ์ แต่พร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางอำนาจที่มีอยู่ตามกรอบกฎหมายความมั่นคง เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนนิยามว่าเป็น "ความอยู่รอด" ของประเทศ
ประวัติศาสตร์
ข่าวรอบโลก
ญี่ปุ่น
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย