8 ม.ค. เวลา 11:01 • การเมือง

กอทูเล รัฐใหม่กับความท้าทายที่ต้องฟันฝ่า

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในภูมิภาคอาเซียนมีประเทศใหม่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นข่าวดังไปชั่วข้ามคืนกันเลยทีเดียว ทุกวันนี้ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านรู้จักประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกับไทยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย แต่มีอยู่ดินแดนหนึ่งที่กำลังเริ่มต้นเป็นประเทศใหม่ในศักราชนี้ เรื่องราวของประเทศนี้จะเป็นเช่นไร ไปติดตามกันครับ
เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ.2026 เกิดเหตุการณ์สำคัญบริเวณชายแดนตะวันตกของไทย เมื่อมีการประกาศสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล (Republic of Kawthoolei) ขึ้นอย่างเป็นทางการ การประกาศครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเคลื่อนไหวทางการทหาร แต่คือความพยายามในการสร้างประเทศใหม่ของชนชาติกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเมียนมาร์ ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญถึงความเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติและข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
การสถาปนารัฐกอทูเลเกิดขึ้น ณ ค่ายอูเกเก โดยมีพลเอกเนอดา เมี้ยะ บุตรชายของอดีตนายพลกะเหรี่ยงชื่อดังอย่างพลเอกโบ๊ะ เมี๊ยะ เป็นผู้ประกาศเอกราชและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก โดยให้เหตุผลความชอบธรรมตามกฎบัตรสหประชาชาติเรื่อง "สิทธิในการกำหนดชะตาตนเอง" (Self-determination) เพื่อตอบโต้การกดขี่จากเผด็จการทหารพม่าที่ยาวนานกว่า 77 ปี
สำหรับรัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei หรือ GoK) มีการวางโครงสร้างบริหารแบบเฉพาะกิจ มีคณะรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านต่างประเทศ กิจการพันธมิตร และการป้องกันประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่จะปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย เป็นนิติรัฐที่ใช้รัฐธรรมนูญ และยึดถือระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่พร้อมร่วมมือกับนานาชาติ
แผนที่แสดงที่อยู่อาศัยของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์
แม้จะเป็นการประกาศอิสระภาพเพื่อชาวกะเหรี่ยง แต่รัฐกอทูเลกลับต้องเผชิญกับปัญหาความเอกภาพ เนื่องจากกลุ่มที่สถาปนาคือ กองทัพกอทูเลซึ่งแยกตัวออกมาจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือ KNU เมื่อปีค.ศ.2022 ความท้าทายที่สำคัญคือ เมื่อ KTL ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ KNU ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดยังคงต้องการเพียงสิทธิในการปกครองตนเองภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกมิน อ่อง ไลง์แห่งสหพันธรัฐเมียนมาร์
ในขณะเดียวกันการแยกตัวของ KTL จึงถูกมองว่าเป็นการทำลายความสามัคคีของชาวกะเหรี่ยง ประกอบกับประชาชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ยังคงขึ้นตรงต่อระบบการปกครองท้องถิ่นของ KNU ทำให้รัฐกอทูเลยังขาดฐานมวลชนที่หนาแน่นพอ เมื่อเทียบกับบางประเทศเกิดใหม่ที่เคยจัดตั้งจนเป็นผลสำเร็จ
แม้กอทูเลจะอ้างสิทธิ์ในพื้นที่กว้างขวาง เช่น รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ ภาคตะนาวศรี และภาคพะโค แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่ที่ KTL ควบคุมได้จริงกลับเป็นเพียงจุดยุทธวิธีทางทหารเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ไม่ได้มีอาณาเขตที่ต่อเนื่องหรือเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนตามหลักภูมิรัฐศาสตร์
ความแข็งแกร่งของรัฐจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้ต้องมาจากประชาชน แต่ทางช่อง You Tube ที่เชี่ยวชาญด้านการทหารและประวัติศาสตร์อย่าง History World ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังคงยอมรับและขึ้นตรงต่อระบบการปกครองท้องถิ่นของ KNU ไม่ใช่รัฐบาลกอทูเล
นอกจากนี้ กอทูเลยังขาดระบบราชการและบริการสาธารณะ ที่จำเป็น เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สนามบิน สถานีรถไฟ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ KNU มีความพร้อมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่ KNU ที่มีความพร้อมในด้านนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนประเทศอื่นๆจะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเมืองและระบบสาธารณูปโภคยังทำให้ประเทศเจริญได้เมื่อเทียบกับ KTL
พลเอก เนอดา เมี๊ยะ ลูกชายของพลเอก โบ๊ะ เมี๊ยะ
อีกหนึ่งปัญหาที่รอคอยวันเข้าที่เข้าทางสำหรับประเทศนี้นั่นคือโครงสร้างรัฐบาลที่ยังไม่สามัคคี History World ชี้ว่ารัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei : GoK) มีสถานะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจหรือรัฐบาลทหารขนาดเล็ก มากกว่าจะเป็นสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแล้วบริหารประเทศได้จริงแบบประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบ
แม้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นการควบตำแหน่งโดยผู้นำทางทหารระดับผู้พัน ระดับเสธ. ระดับนายพล ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายการเป็นนิติรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยตามที่ประกาศไว้ เพราะฉะนั้นหากมีพลเรือนเข้ามาร่วมบริหารจัดการ อาจเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบได้ แต่กว่าจะเจริญเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในทางการเมืองคงจะต้องใช้เวลาอีก 10 ปีสำหรับประเทศเกิดใหม่นี้
การจะเป็นประเทศที่ถูกต้องตามนิตินัย นั้นทำได้ยากยิ่ง สาธารณรัฐกอทูเลต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน ได้แก่ การยอมรับแบบทวิภาคี กล่าวคือจะต้องมีประเทศอื่นทยอยประกาศรับรองสถานะและแลกเปลี่ยนทูต ท่านผู้อ่านลองนึกดูอย่างประเทศลาวก็มีสถานทูต ประเทศเวียดนามก็มีสถานที่ทูต หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซียก็มีสถานทูต แล้วคำถามสำคัญคือทำไมสาธารณรัฐกอทูเลจึงไม่มีสถานทูตแบบประเทศที่ผู้เขียนกล่าวมานี้หรือประเทศอื่นๆในโลก ซึ่งคำถามนี้ท่านผู้อ่านรวมถึงตัวผู้เขียนเองก็สงสัยเช่นกัน
ในระดับสากล การจะเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและประชาชนในชาติมีความสามัคคีแน่นอฟ้นต้องได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ (United Nations: UN) ซึ่งเป็นด่านที่ยากที่สุด เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) โดยต้องไม่มีสมาชิกถาวร 5 ประเทศหรือชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา , สหราชอาณาจักร, รัสเซีย, จีน, และฝรั่งเศสใช้สิทธิ "วีโต้" คัดค้าน
กองกำลังติดอาวุธของ KNU
ในสภาพภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน การจะให้มหาอำนาจทุกฝ่ายหรือแม้กระทั่งประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกถาวร UN เห็นพ้องในการรับรองรัฐใหม่ที่แยกตัวออกมาจากเมียนมาร์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง
จากที่ทุกท่านได้เห็นมานี้จะเห็นว่ากอทูเลยังไม่สามารถเป็นประเทศที่แข็งแกร่งได้เพราะขาดทั้งคน ขาดทั้งที่ดินที่ชัดเจน และขาดความยอมรับจากพวกเดียวกันเอง รวมถึงโครงสร้างการบริหารยังคงเป็นเพียงกองกำลังทหารมากกว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนได้จริงครับ
ในความคิดเห็นส่วนตัวผู้เขียนมองว่านอกจากสาธารณรัฐกอทูเลแล้ว ยังมีโอกาสที่จะเห็นประเทศเกิดใหม่หรือแตกออกมาจากเมียนมาร์หรือไม่ สำหรับผู้เขียนมองว่ายังมีแต่น้อยมากที่จะมีชนกลุ่มน้อยสักกี่กลุ่มตัดสินใจแยกตัวเป็นอิสระออกมาตั้งประเทศใหม่
เพราะขาดปัจจัยต่างๆดังจะเห็นได้จากประเทศกอทูเลที่นำมาเสนอแก่ท่านผู้อ่านในวันนี้ ไม่เพียงแต่ปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยภายนอกประเทศก็ยังมีเช่น UN ที่มีทั้งประเทศสมาชิกถาวร 5 ประเทศมหาอำนาจและประเทศน้อยใหญ่อีกมากมายที่ต้องยอมรับ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น รัฐฉาน รัฐว้า หรือรัฐอะไรต่ออะไร จะได้สถาปนาเป็นประเทศก็เป็นไปได้ยากหากคุณไม่สามารถบริหารภายในประเทศคุณให้ดีขึ้น หากคนในประเทศเห็นพ้องต้องกัน ประเทศมีระบบสาธารณูปโภค มีการทหารเข้มแข็ง มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทั่วโลกก็จะมีมติให้คุณจัดตั้งประเทศแห่งใหม่ได้
ประธานาธิบดีคนแรกแห่งกอทูเล
สำหรับผู้เขียนมองในด้านการทหารคิดว่าหากสาธารณรัฐกอทูเล จะมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ก็ยังไม่เห็นว่าจะไปอยู่ข้างจีนหรืออเมริกา เพราะยังไม่เห็นท่าที่ชัดเจนของการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาใช้ อย่างจะมี F-16 มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศนี้ เพราะมันไม่ได้จบแค่การซื้อเครื่องบินมาใช้
มันต้องมีการลงทุนหลายด้านที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสนามบิน การปรับโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกบุคคลากร และนักบิน อีกทั้งก่อนที่กอทูเลจะมีรถถัง มีรถหุ้มเกราะ หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน F-16 ต้องใช้เวลานานพอๆกับการพัฒนาประเทศหลังจากก่อตั้ง กล่าวคืออีก 10 ปีนับจากนี้
ประเทศกอทูเลที่แยกตัวเป็นอิสระจากเมียนมาร์ ยังคงรอคอยวันที่จะเจริญตามประเทศอื่นไปในอาเซียนทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการทหาร ด้านการเมือง และอื่นๆอีกมาย เพียงแต่ว่ายังมีปัญหาต่างๆเป็นบททดสอบว่าจะก้าวข้ามไปสู้ความเจริญได้หรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไป สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
History Wolrd
THAI PBS
Paskorn Jumlongrach
The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก
เรียบเรียงโดย : เบิ้ล ตาควาย
โฆษณา