8 ม.ค. เวลา 11:31 • ประวัติศาสตร์

วัฏจักรการปกครองของอริสโตเติล (Aristotle’s Constitution Cycle)

“อริสโตเติล (Aristotle)” นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ได้สร้างแนวคิดที่อธิบายว่า เหตุใดระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการจึงมักจะดิ่งลงสู่ความเสื่อมโทรมและการคอร์รัปชัน รวมถึงการที่ระบอบเหล่านี้ต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และตามมาด้วยความล้มเหลวที่รุนแรงยิ่งกว่า
ทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการต่างดำเนินไปตามวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ มีทั้งการสร้างสรรค์และการทำลายล้าง เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุดของการฟื้นฟูและความเสื่อมถอย
รูปแบบการปกครองหลักๆ ได้แก่ “ราชาธิปไตย (Monarchy)” “อัตตาธิปไตย (Autocracy)” และ “ประชาธิปไตย (Democracy)”
อริสโตเติล (Aristotle)
วันนี้เราลองมาดูเรื่องนี้กันดีกว่าครับ และต้องออกตัวก่อนว่าระบอบต่างๆ ที่ผมยกมา ผมยกมาตามแนวคิดของอริสโตเติล เล่าให้ฟังว่าอริสโตเติลมองยังไง
สำหรับจุดเริ่มต้นในวัฏจักรชีวิตทางการเมืองของอริสโตเติล นั่นคือ “ระบอบราชาธิปไตย (Monarchy)” ซึ่งหมายถึง "กษัตริย์นักปราชญ์ (Philosopher King)“ หรือก็คือกษัตริย์ผู้รู้จักความพอประมาณ กษัตริย์ผู้ทรงธรรม คือต้นแบบของกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบ และระบอบราชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของอริสโตเติล
แต่ก็น่าเศร้าที่ระบอบราชาธิปไตยนั้นไม่ยั่งยืน เพราะไม่ช้าก็เร็ว กษัตริย์ผู้ชาญฉลาดก็ย่อมต้องเสด็จสวรรคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากนั้น พระราชโอรสหรือผู้สืบทอดอำนาจก็จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักไม่เข้าใจถึงภาระหรือความรับผิดชอบของการเป็นกษัตริย์ การเกิดมาพร้อมกับอำนาจและความมั่งคั่งมักมีวิธีที่ทำให้ฉ้อฉลได้ง่าย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าต้องใช้ความพยายามเพียงใดกว่าจะได้เป็นประมุข
พวกเขาจะไม่เข้าใจความเป็นจริงของอำนาจทางการเมือง และนั่นคือจุดเสื่อมสลายของระบอบราชาธิปไตยทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “จักรพรรดิมาร์กุส เอาเรลิอุส (Marcus Aurelius)” ในสมัยศตวรรษที่ 2 ผู้ปกครองอาณาจักรโรมัน
จักรพรรดิมาร์กุส เอาเรลิอุส (Marcus Aurelius)
พระองค์ทรงเป็น "จักรพรรดินักปราชญ์" ในยุคที่โรมันรุ่งเรืองที่สุด จนกระทั่งพระองค์สวรรคตในปีค.ศ.180 (พ.ศ.723)
ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากพระองค์คือพระราชโอรสพระนามว่า “จักรพรรดิคอมโมดัส (Commodus)“ ผู้ซึ่งบริหารบ้านเมืองอย่างไม่สนใจใยดี
หลังจากขึ้นเป็นจักรพรรดิต่อจากพระราชบิดา สิ่งที่จักรพรรดิคอมโมดัสทรงทำ คือการยุติสงครามก่อนที่จะปราบปรามหรือทำลายศัตรูของโรมให้ราบคาบ เพียงเพราะพระองค์ทรงต้องการกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อหาความสำราญและจัดงานรื่นเริง ทรงต้องการเสพสุขอย่างเต็มที่
เรื่องนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีที่นักประวัติศาสตร์มักนำมายกตัวอย่าง โดยกล่าวว่า ระบอบราชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นนักปราชญ์และมีความยุติธรรม สามารถล่มสลายลงได้เพราะทายาทและผู้สืบทอดอำนาจ
จักรพรรดิคอมโมดัส (Commodus)
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ชัดว่าระบอบราชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่มีจุดอ่อนปรากฏให้เห็นผ่านอันตรายจากระบบการเมืองที่ถูกกำหนดโดย "ผลลัพธ์ทางชีววิทยาและพันธุกรรม" ของกษัตริย์ผู้ปกครอง
ระบบนี้มักจะล้มเหลวเสมอเนื่องจากผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับดวงว่ากษัตริย์ในแต่ละรุ่นจะมีลักษณะอย่างไร
นี่คือหลุมพรางและความล่มสลายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของระบอบราชาธิปไตยและเผด็จการ เพราะมันขาดความต่อเนื่องในคุณภาพของผู้นำ คุณภาพจะแปรเปลี่ยนไปตามรุ่น และในระบอบเผด็จการทั้งหลาย ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียงเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากอำนาจ นั่นคือเหตุผลที่ท้ายที่สุดแล้ว ระบอบราชาธิปไตยจึงล้มเหลว เพราะเป็นระบบที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครและขาดความสม่ำเสมอ (ย้ำว่าทั้งหมดนี่คือมุมมองของอริสโตเติลนะครับ)
1
ในวัฏจักรที่สอง ระบอบราชาธิปไตยจะถูกแทนที่ด้วย “ระบอบอภิชนาธิปไตยหรือกลุ่มคณาธิปไตย (Autocracy/Oligarchy)”
นี่คือจุดที่แสดงความล้มเหลวอย่างชัดเจนของระบอบราชาธิปไตย ทำให้ประชาชนและกลุ่มชนชั้นนำก่อการกบฏต่อกษัตริย์ แล้วแทนที่ระบอบเดิมด้วยรัฐบาลที่บริหารโดยกลุ่มชนชั้นนำและผู้มีการศึกษา
บางครั้งระบอบนี้อาจมาในรูปแบบของสภาบริหารที่ประกอบด้วยผู้ที่เก่งกาจและชาญฉลาดที่สุด ดังเช่นที่ปรากฏในนครรัฐต่างๆ ของอิตาลี หรือมาในรูปแบบของระบอบสาธารณรัฐ เช่น สาธารณรัฐโรมันที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ยุค 500 ปีก่อนคริสตกาล จนถึง 27 ปีก่อนคริสตกาล หรือในยุคร่วมสมัยอย่างการก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาหลังสงครามปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1775–1783) ซึ่งเปลี่ยนจากการปกครองโดยกษัตริย์และกลุ่มผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบริเตนใหญ่ มาสู่ระบอบสาธารณรัฐที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของระบอบอภิชนาธิปไตย คณาธิปไตย และกลุ่มชนชั้นนำผู้ปกครองก็คือ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป 50 ปี 100 ปี หรือ 500 ปี ในท้ายที่สุด พวกเขาก็จะลืมว่าตนเองมาอยู่ตรงจุดนี้เพื่ออะไร และหยุดทำเพื่อประโยชน์สุขของชาติและประชาชน
คนกลุ่มนี้จะเริ่มแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และสร้างนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ที่เอื้อประโยชน์โดยตรงต่อคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น
ต่อมาคือ “ระบอบประชาธิปไตย (Democracy)”
การคอร์รัปชันและความขัดแย้งกลางเมืองระหว่างกลุ่มคณาธิปไตยและเหล่าชนชั้นนำ ในที่สุดก็นำไปสู่การปฏิวัติ ดังเช่น “การปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution)” เมื่อปีค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) ซึ่งเป็นการโค่นล้มระบอบเก่าของฝรั่งเศสที่ปกครองโดยกษัตริย์มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี
แต่ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยในมุมมองของอริสโตเติลก็คือ มันนำไปสู่การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งก็คือการประกวดความนิยม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะสร้างความแตกแยกทางสังคมที่ในที่สุดจะฉีกกระชากสังคมออกจากกัน
เพื่อที่จะได้รับการเลือกตั้ง ผู้นำทางการเมืองต่างใช้วิธีป้ายสีและทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูเป็นปีศาจ เพราะมันง่ายกว่าที่จะชนะเลือกตั้งด้วยการปลุกปั่นความกลัวของผู้คนมากกว่าการชนะด้วยการรณรงค์ในเชิงบวกหรือวิธีการที่สร้างสรรค์และยุติธรรม แต่นี่แหละคือธรรมชาติของมนุษย์
2
และนั่นคือเหตุผลที่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาธิปไตยย่อมต้องถึงกาลอวสาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ประชาชาติ หรือจักรพรรดิ พวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่ปกครองไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ปรารถนาที่จะถูกปกครองโดยกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง กลุ่มคณาธิปไตย และกลุ่มปัญญาชนที่พวกเขาไม่ไว้วางใจอีกต่อไป
เหล่าชนชั้นนำจะหมดความน่าเชื่อถือในสังคมเนื่องจากการสาดโคลนใส่กันไม่หยุดหย่อนจนสูญเสียความศรัทธาทางการเมืองไป และในที่สุด เรากำลังได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดีเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ
สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นในฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน โดยบรรดาผู้นำเมื่อปีค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) ต่างเสื่อมความนิยมอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นสาธารณรัฐและเป็นประชาธิปไตย แต่ทว่าฝรั่งเศสกลับอยู่ในสภาวะที่ปกครองได้ยากลำบากมาตั้งแต่ปีค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) โดยผ่านการมีสาธารณรัฐมาแล้วถึงห้าครั้ง ระบอบราชาธิปไตยสองครั้ง และระบอบจักรวรรดิอีกสองครั้ง
จะเห็นได้ว่า ตามแนวคิดของอริสโตเติล ทั้งระบอบราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และท้ายที่สุดคือประชาธิปไตย ต่างก็มีความล้มเหลวในตัวเอง นำไปสู่การครบรอบวัฏจักรชีวิตทางการเมืองที่หมุนวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น นั่นคือระบอบราชาธิปไตยอีกครั้ง
เนื่องจากข้อบกพร่องของกลุ่มผู้นำในระบอบอภิชนาธิปไตยและประชาธิปไตย จึงนำไปสู่การผงาดขึ้นของ "บุรุษผู้เข้มแข็ง" โดยภายในสหรัฐอเมริกา บุคคลอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)” ก็ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้เพราะจารีตทางการเมืองเดิมและเหล่าชนชั้นนำภายในรัฐนั้นๆ เริ่มฉ้อฉลและทำเพื่อความมั่งคั่งของตนเองจนรัฐและประชาชนเข้าสู่สภาวะที่ปกครองไม่ได้ เนื่องจากมีการใช้นโยบายที่ทำให้ทรัพย์สินในคลังของชาติต้องร่อยหรอลง
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
เมื่อระบบพังทลาย มันก็นำไปสู่การผงาดขึ้นของระบอบเผด็จการและราชาธิปไตยใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการขึ้นสู่อำนาจของ “จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)” และการที่ซีซาร์ขึ้นเป็นเผด็จการแห่งโรมันตั้งแต่ 49 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งถูกลอบสังหารเมื่อ 44 ปีก่อนคริสตกาล
เหตุผลที่ซีซาร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ ก็เนื่องมาจากความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยโรมันและการสู้รบกันเองภายในกลุ่มคณาธิปไตยของสาธารณรัฐโรมัน โดยในตอนนั้น สาธารณรัฐโรมันได้พังทลายและตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองมาเกือบ 100 ปีแล้ว และการสู้รบก็ไม่สิ้นสุดจนกระทั่งการก้าวขึ้นมาของจักรพรรดิองค์แรกของโรมัน นั่นคือ “จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus)” เมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาล
สถานการณ์ภายในวุฒิสภาโรมันย่ำแย่ถึงขนาดที่พวกเขาไม่สามารถตกลงกันได้แม้กระทั่งเรื่องนิยามของเวลา ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความสามารถของโรมันในการเก็บเกี่ยวและปลูกพืช เพราะไม่มีวิธีการบอกเวลาหรือการติดตามฤดูกาลที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับร่วมกันอีกต่อไป
จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)
ด้วยเหตุนี้ ระบอบเผด็จการและราชาธิปไตยจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอันเนื่องมาจากธรรมชาติของมนุษย์และรัฐบาลของมนุษย์เอง อภิชนาธิปไตยหลีกทางให้ประชาธิปไตย ประชาชนธิปไตยหลีกทางให้ราชาธิปไตยหรือเผด็จการ และจากนั้น เผด็จการก็จะหลีกทางให้อภิชนาธิปไตย
1
วัฏจักรนี้เริ่มต้นใหม่และดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กี่ร้อยปี หรือนับพันปี
แต่นั่นคือโศกนาฏกรรมของธรรมชาติมนุษย์ ระบบการเมืองไม่มีวันยั่งยืน เพราะเราในฐานะมนุษย์นั้นล้วนแต่ "ไม่สมบูรณ์แบบ"
1
โฆษณา