9 ม.ค. เวลา 02:25
ยาสลบ ก็ข่มจิคฉันไม่ได้ ..หลวงตา ไปผ่าตัดทำบายพาส ไปให้หมอสอด กล้องเจ้าคียถุงน้ำดี .แล้วก็ดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง พอออกมาท่านก็ มาเล่าเรื่องหมอพูดคุยกันว่ายีงไงให้ฟัง. เรื่องการหยุุดทำงาน ของหัวใจ ..ท่านก็ทำให้ดู น้องพยาบาล สองคนใส่หูฟัง ตรวจสอบ กันวุ่นว่าย พูดว่า หัวใจไม่เต้นๆ เราเดินมาเห็น เห็นหลวงวางมือข้างตั่ว แบบมือออก แนบพื้น ..เราก็บอกน้องสองคน หยุด.ถอยออกไป . นั้นคือผู้ที่ท่านทำจิตได้ .
ไปผ่าตัด ออกจากห้องผ่าตัด ก็เข็นเตียง ให้อยู่ในห้องเดี๋ยว แอร์ก็เย็น ..เปิดไฟ ก็ริบหรี่ เครื่องมือ สายระโยงระยาว พอเราไปเยี่ยม ท่านท่านบอกว่า เมื่อไหร่เค้าจะเอาออกจากห้องนี้เสียที หลังจากเปลี่ยนห้อง ท่าตก็ว่า มันมาหบอฉัน ทำเป็นหัสกะโหลก ลอยไป ลอยมา บ้างก็ปีห้อยหัวหลอก .ท่านก็บอกว่า ฉันไม่กลัวมันหรอก เราก็เรลยไปสอบถามว่า ห้องเดี๋ยวนี้ เค้าเอาไว้ทำอะไร . เค้าเอาไว้ สำหรับคนใกล้ตาย ท่าทางวิกฤติไม่รอด .
ยิ่งสมัยนี้ มียาส่งความสุขให้ด้วยนะ ญาติเซ็นให้ อนุญาตเสียหน่อย . ก็หมดความรู้สึกไม่รู้จักโลกอีกเลย ยิ่งสมัยนี้ คนที่อยู่ตัวคนเดียว ป่วย เจ็บป่วย ติดเตียง ทรัพย์สมบัติ มีกายเป็นภาระผู้อื่นดูแล ..โคม่า .จะไปไม่ไป มีญาติรับรองเซ็นให้ .ไปลับดับสนิท .ทิ้งทรัพย์สมบัติที่อุตส่าห์หามาเหนื่อย .เจ็บป่วยก็ทนหามา มาเฝ้ามัน .ถึงเวลาก็ทิ้งๆ เหลือให้ผู้อื่นทะเลาะกันบ้าง แย่งทรัพย์สมบัติ .
เรื่องจ้ตออกจากร่างนั้น น่าศึกษาออก ในโรงพยาบาลนั่น มีิจิตที่เปโอปาปาติกะ ล่องลอยมากมายก่ายกอง .ที่นังไปไหนไม่ได้ น่าศึกษาออก . เค้าลอยเหมือน เม็ดสาคู .เหมือผึ้งบินไปมา ยิ่งตรงหน้า ที่ๆคนเค้ากราบไหว้ เจ้าที่ .อะไร ที่มีมาชัยเจอะ ก็มากมาย ที่มีองค์พระตั้งอยู่ ก็บลิจกันสับสน . โรงพยาบาล นั้น มันเป็นสถานที่ บางที่ก็รักษาก็ตาย .บางที่ก็เข้าไปครบอาการสามสิบสอง แต่ออกมาไม่ครบอาการสามสิบสอง .
เวลาที่หลวงตา ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล .ก็เป็นโอกาส เรียนรู้อะไร . พอมาทบทวน สนุกดีเหมือนกัน .ที่ว่า เกิดแก่เจ็บตาย มันมีพร้อมให้เรียนรู้ .
บางทีเราก็ดู หมอคนไหน ที่มีบุญกุศล ไม่ขี้หงุดหงิด เจ้าอารมณ์ .ก็รักษาคนป่วยหายง่าย แต่หมอเจ้าอารมณ์ .มีเคริองรางของขลัง รักษาคนไปเถอะ เจ็บป่วยยาวนาน .
เรื่องพวกนี้ ต้องเรียนรู้เอง เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้ เพราเราก็อาศัยกายนี้อยู่ จิตเราเป็นผู้อาศัย .ก็มีสติปัญญากันทุกคน ที่เค้ามาตั้งแต่เกิด .เราก็ใช้เรียนรู้จักได้ทุกคน . อย่าเชื่อเรื่องที่เราเขียนมา เรียนรู้ขึ้นมาได้ .
เรื่องราวเหล่านี้ แต่ต้องอาศัยจิตที่มีคำว่า ศีลสมาธิปัญญา ในการเรียนรู้ ..เรื่องราวราวนี้ผู้ที่เรียนรู้ได้ เค้าเรียกว่า จิตที่เยาบางจากอารมณ์โลภโกรธหลง เบาบางจากอารมณ์ต่างๆ .ไปจนถึงจิตที่สามารถ รวบรวบให้เป็นหนึ่งได้ จ้ตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
บางครั้งเค้าก็เรียกว่า จิตอภิญญา ..คำว่า อภิญญาหก เรียนรู้ชำระสะสาง.วิญญาณทั้งหก ให้สะอาดสะอ้าน ไม่มีอารมณ์ม่านหมอกมาปกปิด ถึงเรียนรู้จักได้ .ยิ่งจิตของผู้ที่ได้หูทิพย์ตาทิพย์ ท่านก็เรียนรู้ได้งชัดเจน เรียนเหล่านี้ เราอ่านเรียนรู้จดจำ เรื่องราวที่คนเค้าเขียน เป็นคำภีรตำรับตำราได้ แต่จิตนั้นก็รับรู้ไม่ได้ ว่าแท้จริงไปอย่างไร
.. จึงเป็นเรื่องราวที่ต้องปฏิบัติธรรมเรียนรู้ขึ้นมา ที่ว่า เจริญศีลภาวนา จนมีพระท่านบอก ธรรมของพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติธรรมขึ้นมา จึงจะรู้จักธรรมของค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ในการปฏิบัติ หากจิคไม่มีขันติ ไม่มีความเพียร ก็ทำไม่ได้เลย
..ยิ่งที่ว่า ความเจ็บปวด มันอยู่ตรงไหน อยู่ที่กายหรือ ตัวเจ็บปวดมันอยู่ตรงไหนกันแน่ มันออกมาจากตรงไหน ที่ทำให้รู้สึกเจ็บ ..จิตที่ท่าน สามารถทำได้ การส่วนกาย อารมณ์เจ็บปวดก็เป็นอารมณ์ จิตส่วนจิต
นั่นคือจิต ที่สามารถแยกกาย แยกจิตได้ .สามารถที่จะถอดจิตได้ . นั่นก็คือ ต้องฝึกหัด ให้รู้จัก .ความเจ็บปวด มันมาจากไหน จากกายหรือ หรือมาจากอารมณ์กรรมตัวกระทำ ที่เกิดภายในกาย
นั่นก็คือ จิตที่สามารถเรื่องราวเข้าไปถึงธาตัทั้งสี่ได้ . เราก็ทำไม่ได้ ..แต่ครูบาอาจารย์ ท่านก็แนะนำให้ เราก็เลยได้ฝึกหัด ในยามที่กายเจ็บป่วยยาวนาน เรื่องราวทำนองนี้ จึงเป็นเรื่องราวเฉพาะตัว .ที่จิตนั้นมาอาศัยกาย ก็สามามารถเรียนรู้ได้ ว่าแต่ว่า จะเรียนรู้หรือเปล่าเท่านั้นเอง .
..แล้วสิ่งเหล่านี้ ก็มีคนที่ทำได้ ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลย ก่อนท่านจากไป ท่านก็พูดเปรย ที่ว่า จิตที่อยู่เหนือโลกให้ฟัง .ท่านก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง . ว่าจิตที่อยู่เหนือโลก ไม่ยึดติดโลก ท่านทำอย่างไร กับกายที่มีแก่เฒ่าชรา .เรื่องราวเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เป็นเรื่องราวของการประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้พ้นการเกิด .ยุติการเกิด .
โฆษณา