9 ม.ค. เวลา 05:34 • ความคิดเห็น
สถานะภาพของความตายแบบไหนจึงจะทำให้เรารู้จักปรับเปลี่ยนชีวิต
คำตอบของคำถามนี้
ไม่ได้อยู่ที่ว่า เรารู้เรื่องความตายมากแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่า เราให้สถานะกับความตายแบบใด
แบบแรก
เรามองความตายเป็นเพียง จุดจบทางชีววิทยา
มันคือเหตุการณ์ที่รออยู่ปลายทาง
เป็นเรื่องของ “วันหนึ่งในอนาคต”
เป็นเรื่องที่เกิดกับ “ใครๆ ก็ต้องเจอ”
การมองแบบนี้ทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องสาธารณะ
เป็นสถิติ เป็นข่าว เป็นเรื่องของคนอื่น
ไม่ใช่เรื่องของ ชีวิตนี้ ตอนนี้
ความจริงคือ
การรู้ว่ามนุษย์ต้องตาย
แทบไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของใครเลย
เพราะมันยัง “ไกลพอ”
และยัง “ไม่ใช่ของเราโดยตรง”
แบบที่สอง
มองความตายแบบที่ Martin Heidegger เสนอไว้
ความตายไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ปลายทาง
แต่เป็นสิ่งที่ เดินอยู่กับเราตลอดเวลา
มนุษย์ไม่ได้ “มีชีวิตแล้วค่อยตาย”
แต่มนุษย์คือผู้ที่ ดำรงอยู่โดยหันหน้าเข้าหาความตาย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิด
ความตายจึงไม่ใช่เหตุการณ์
แต่เป็น โครงสร้างของการมีชีวิต
และที่สำคัญที่สุด
ความตายของคุณ
คือ ของคุณคนเดียว
ไม่มีใครตายแทนได้
ไม่มีใครแบ่งเบาได้
ไม่มีใครช่วยรับผิดชอบแทนได้
เมื่อเรายอมรับความจริงนี้
เราจะค่อยๆ เลิกใช้ชีวิตตามเสียงส่วนใหญ่
เลิกอยู่เพื่อความคาดหวังของคนอื่น
และเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจังว่า
“ถ้าเวลามีจำกัด
ฉันยังอยากใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ไหม”
ความกังวลต่อความตาย
ไม่ใช่ศัตรู
แต่มันคือสัญญาณปลุก
มันทำให้เราเห็นว่า
เราไม่สามารถเป็นทุกอย่างได้
ไม่สามารถผัดผ่อนทุกอย่างไปเรื่อยๆ ได้
และไม่สามารถใช้ชีวิตแบบไม่เลือกอะไรเลยได้อีกต่อไป
การมีชีวิตอย่างแท้จริง
คือการ เลือก
และยอมรับว่า การเลือกหนึ่งอย่าง
ย่อมหมายถึงการละทิ้งอย่างอื่น
สรุปสั้นๆ
หากการรู้ว่า
“ความตายไม่เคยรอใคร”
จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริง
มันจะไม่เกิดจากการคิดถึงความตายในฐานะจุดจบ
แต่เกิดจากการพกความตายไว้ข้างตัว
เพื่อเตือนว่า
ทุกวันคือพื้นที่ของการเลือก
และทุกการเลือกคือการประกาศว่า
ชีวิตนี้เป็นของใคร
โฆษณา