Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 07:14 • การเมือง
วันเลือกตั้งจะนำเมียนมาร์สู่สากล
"เจ็บใจ คนรักโดนรังแก
ข้าจะเผา เมืองแปร
ให้มันวอดวาย
จะตาย ให้เขาลือชาย
จะให้เขา ลือชาย
ว่านามชื่อกู ผู้ชนะสิบทิศ
ผู้ชนะสิบทิศ
ผู้ชนะสิบทิศ
ผู้ชนะ..สิบทิศ"
เนื้อเพลง ผู้ชนะสิบทิศ-ชรินทร์ นันทนาคร
"กองทัพพม่าใช้มาตรการควบคุมอย่างมาก เพื่อให้เหลือแต่พรรคฝ่ายสนับสนุนทหารลงชิงชัยในการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการสอดแนมพลเมือง จำกัดสิทธิคนเห็นต่างด้วย"
เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้การเมืองไทยก็น่าติดตาม การเมืองประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องติดตาม โดยเฉพาะประเทศเมียนมาร์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ นี้อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลทหารบกำลังจะสิ้นอายุไขใช่หรือไม่ แล้วทำไมสองครามระหว่างชนกลุมน้อยและรัฐบาลทหารจึงยังคงยืดเยื้อ วันนี้ผู้เขียนะมาอธิบายให้ทุกท่านได้อ่านกันนะฮะ
ก่อนอื่นขอนำทุกท่านย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่นำไปสู่ที่สงครามในประเทศที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและในโลกว่ามีที่มาอย่างไร ทำไมจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ สำหรับประเทศเมียนมาร์หรือชื่อเดิมที่คุ้นเคยในละครพีเรียดเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาคือพม่า ที่นี่ไม่เป็นเพียงประเทศที่มีวัดวาอาราม มีป่าไม้ และภูเขาเหมือนประเทศใดๆในภูมิภาคอาเซียน ประเทศเมียนมาร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสงครามกลางเมืองยาวนานที่สุดในโลก
โดยเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1948 ความขัดแย้งมีจุดกำเนิดมาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์กว่า 135 กลุ่ม ประกอบด้วย โกก้าง รัฐฉาน กะเหรี่ยง ว้า กอทูเล KNU และกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเดิมมีการทำข้อตกลง "สัญญาปางหลวง" เพื่อรวมตัวกันเป็นสหภาพพม่า โดยมีเงื่อนไขให้แต่ละรัฐมีสิทธิ์แยกตัวเป็นเอกราชได้หลังผ่านไป 10 ปี
ทหารสังกัดกองกำลังติดอาวุธสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU : Karen National Union)
อย่างไรก็ตาม เปลวไฟแห่งความขัดแย้งได้ลุกลามขึ้นเป็นครั้งแรก ในปีค.ศ.1962 นายพลเนวินได้ก่อรัฐประหาร และใช้นโยบายเผด็จการกดขี่ชนกลุ่มน้อยเพื่อต่อต้านการแยกดินแดน
เหตุการณ์นี้คือจุดสปาร์กที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยเริ่มจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการปกครองตนเอง และนำพาประเทศเข้าสู่วังวนแห่งสงครามกลางเมืองนับแต่นั้น ส่งผลให้รัฐที่อยากแยกเป็นอิสระไม่มีวันได้สร้างดินแดนใหม่สมความปรารถนา ซึ่งอาวุธที่ได้มาอาจได้มาจากตลาดมืด ทหารไทย ตชด. หรือที่ใดไม่มีใครทราบเพียงแต่ว่าพวกเขามีสิ่งเดียวที่ต้องการนั่นคือคำว่า "รัฐอิสระ"
ในอดีตประเทศเมียนมาร์เคยมีความหวังในช่วงสั้นๆ จากการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของประชาชนในประเทศเรียกว่า "8888 Uprising" ในปีค.ศ.1988 โดยมีนักศึกษาและพลเรือนมากมายได้เข้าใช้กำลังทหารต่อสู้ ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ทำให้ชื่อของอองซานซูจี ลูกสาวพลตรีออง ซานนายพลคนดังที่เรียกว่าเป็น "นักปฏิวัติชาวพม่า'' ก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง ในวัย 43 ปี
แม้พรรค NLD (National League for Democracy) จะชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในปีค.ศ.1990 แต่ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะกองทัพพม่าไม่ยอมรับผลจากชัยชนะของลูกสาวนายพลออง ซานและยังคงยึดอำนาจต่ออีกกว่า 20 ปี ทำให้ประเทศยังคงล้าหลังต่อไป แม้แต่เศรษฐกิจก็ยังคงไม่กระเตื้องเพราะอำนาจรัฐบาลทหารยังคงค้ำหัวมาหลายสิบปี
จนกระทั่งความมืดมิดทางการเมืองที่เปรียบได้กับท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ถูกแสงสว่างจากพระอาทิตย์กลบเกลื่อน ปีค.ศ.2015 ในยุคของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ไลง์ ประเทศเมียนมาร์ได้สัมผัสประชาธิปไตยที่แท้จริงครั้งแรกเมื่อพรรค NLD ชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน
ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่ประเทศมีความสงบและเกิดการประนีประนอมมากที่สุด แต่สุดท้ายแสงสว่างทางการเมืองอันเปรียบได้กับแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างโชติช่วงก็ริบหรี่ลงในทันทีทันใด การเมืองของประเทศกลับเข้าสู่วังวนเดิมเมื่อเกิดการรัฐประหารอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ค.ศ.2021 นำโดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาร์ โดยอ้างว่ามีการทุจริตเลือกตั้งปีค.ศ.2020
กองกำลังติดอาวุธในพม่าปัจจุบันมีทั้งก๊กที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลทหาร
การรัฐประหารปีค.ศ.2021 แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วประเทศเมียนมารฟ์ จนเกิดการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกองกำลัง PDF (People’s Defense Force) เพื่อต่อสู้ด้วยอาวุธหนักและอาวุธเบา
สงครามครั้งนี้ขยายวงกว้างไปทุกภูมิภาค โดยกองกำลัง PDF ได้รับการสนับสนุนด้านการฝึกและยุทโธปกรณ์จากกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีอุดมการณ์เดียวกัน นั่นคือการประกาศเอกราชจากรัฐบาลทหารที่สร้างความช้ำชอกทางกายและใจแก่พวกเขามาหลายปี ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทนเป็นเบี้ยล่างให้กองทัพพม่ากดขี่จนโงหัวไม่ขึ้นอีกต่อไป การทำสงครามอย่างกล้าหาญจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของพวกเขา
ในปัจจุบัน สงครามกลางเมือง
ในเมียนมาร์มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น มีการใช้โดรนและอาวุธแฮนด์เมดในการสู้รบ ส่งผลให้กองทัพรัฐบาลทหารสูญเสียพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ไปหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณประตูการค้าชายแดนจีน
ในขณะเดียวกันประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนัก มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า 2 ล้านรายต้องลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้านแม้แต่ประเทศไทยเองยังต้องรองรับผู้อพยพที่ทะลักเข้ามาจากชายแดนฝั่งตะวันตก จนเป็นภาพที่มีทหารและองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าไปให้บริการอำนายความสะดวกที่ศูนย์ลี้ภัยดังที่ทุกท่านเห็นในข่าวทุกวันนี้
ในขณะที่พื้นที่ปลอดภัยอย่างโรงพยาบาลและโรงเรียนถูกโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเมียนมาร์บ่อยครั้ง ซึ่งการส่งเครื่องบินรบของพม่าขึ้นโจมตีบางครั้งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบถึงประชาชนในชายแดนไทยหากกระสุนหรือระเบิดมีการพลาดเป้าเข้ามาในดินแดนของเรา ทำให้กองทัพอากาศไทยต้องส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จากฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีขึ้นบินสกัดกั้นเป็นบางครั้ง เพื่อคุมเชิงไม่ให้กองทัพอากาศพม่าขยายภัยคุกคามไปมากกว่านี้
นอกจากจะมีทหารบก ทหารพราน และ F-16 ที่ทำหน้าที่ป้องกันภัยจากสงครามเมืองแล้ว ยังมีตำรวจตระเวนชายแดนร่วมปกป้องอธิปไตยด้วย
ในขณะที่สงครามยังดำเนินอยู่รัฐบาลทหารเมียนมาร์พยายามจัดการเลือกตั้งขึ้นในปีค.ศ.2024-2025 เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองในระดับสากล แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัด ด้วยความที่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ทั่วถึง จึงจัดได้เพียงบางส่วนของประเทศ
กล่าวคือไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบ เนื่องจากหลายพื้นที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน ประกอบกับมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่าง NLD และตัดสิทธิ์พรรคชาติพันธุ์ ทำให้ความฝันก็ยังคงเป็นความฝันต่อไปสำหรับชนกลุ่มน้อยในประเทศ และการเลือกตั้งครั้งนี้ทาง THAI PBS กล่าวว่ามีรายงานการบังคับให้ประชาชนไปลงคะแนน และการจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเลือกตั้งทางโซเชียลมีเดีย
นักวิเคราะห์ด้านการเมืองชาวไทยท่านหนึ่งมองว่านี่คือ "Fake Election" หรือการเลือกตั้งจอมปลอมที่โลกไม่ยอมรับ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้นหลังวันเลือกตั้ง หากรัฐบาลทหารพยายามเข้ายึดพื้นที่ที่เหลือเพื่อหวังเอาทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาเป็นของตนเอง
การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาร์พยายามผลักดัน อาจถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามสวมหน้ากากประชาธิปไตยเพื่อก้าวกลับสู่เวทีโลกและให้นานาชาติยอมรับว่าเราคือประเทศหนึ่งในโลกที่มีการเมืองสุจริต แต่ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ และสงครามกลางเมืองยังไม่สงบ การเลือกตั้งนี้ย่อมไม่อาจนำเมียนมาร์สู่สากลได้อย่างแท้จริง
กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตาอาง
เมียนมาร์จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่ แล้วสงครามนี้จะจบลงเมื่อใดไม่มีใครรู้ เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป หากเมียนมาร์จะยอมรับประชาธิปไตยเต็มใบได้ ก็ต้องรอวันที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ก้าวลงจากอำนาจ เมื่อนั้นประเทศเมียนมาร์จะกลับสู่จอเรดาร์ในฐานะประเทศที่มีการสุจริตได้ สำหรับวันนี้ผู้เขียนขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
มติชน
Spacebar
บก.ตชด.ภาค3
History World
THAI PBS
Myanmar Now
Burma News International
เรียบเรียงโดย : นักรบชายแดน
การเมือง
ภูมิรัฐศาสตร์
ทหาร
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย