9 ม.ค. เวลา 08:26 • ท่องเที่ยว

ส่องเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 แบบไหนที่เป็นคุณ

ในปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ และการใช้ชีวิตของตนเองมากขึ้น ปี 2026 นี้ การท่องเที่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเปลี่ยนบรรยากาศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เครื่องมือดูแลตัวเอง” ผู้คนจำนวนมาก เริ่มมองหาการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบหรือเน้นกิจกรรมหนัก ๆ เหมือนในอดีต
1. Travel to Heal
ในอนาคตนักท่องเที่ยวจะมองหาการเดินทางที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจ มากกว่า ‘Wellness & Medical Tourism’ ทั่วไป การเดินทางและการท่องเที่ยวจะต้องเป็นสิ่งที่เติมพลังให้ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ไม่ใช่แค่เป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือการท่องเที่ยวธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาโรงแรมที่หรูหราเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตระหว่างเข้าพัก” มากกว่า ทั้งความสะอาดของห้องพัก อาหารที่ดีต่อสุขภาพ บรรยากาศที่เงียบสงบ และการเลือกใช้ amenity ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจุดหมายปลายทางที่มี "Active Wellness” กิจกรรมที่ส่งเสริมด้านสุขภาพของพวกเขาด้วย อาทิ การออกกำลังกายท่ามกลางป่า การมีคอร์สอาหาร Healthy เป็นต้น
2. Coolcation Travel
เทรนด์การท่องเที่ยวแบบ ‘หนีร้อน’ กำลังจะกลายเป็นเทรนด์สำคัญของการท่องเที่ยว เพราะทั่วโลกได้เผชิญกับปีที่ร้อนระอุมาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ 2023 และถูกรบกวนด้วยคลื่นความร้อนตลอดทั้งฤดูร้อน ทำให้ในอนาคต ชายหาด ทะเล จะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอีกต่อไป แต่จะเป็นการมองหาป่าไม้ ภูเขา ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะมีพฤติกรรมตัดขาดจากโลกออนไลน์ หรือ Social Detox ไม่ได้หมายถึงไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ แต่เป็นสิ่งที่หลายคนตั้งใจทำระหว่างทริป เพื่อให้ตัวเองได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ และกลับมาโฟกัสกับตัวเองอย่างแท้จริง
3. Foodie Travel
สำหรับนักเดินทางสายกิน เราจะเห็นการท่องเที่ยวสายอาหารที่กำลังเปลี่ยนทิศ เช่น จากเดิมที่เคยนิยมปักหมุด “จองร้านอาหารดัง” เปลี่ยนไปสู่ “ร้านอาหารท้องถิ่น” การเดินทางเพื่อสัมผัสอาหารที่ผสมผสานทั้งการเรียนรู้วัฒนธรรม ประหยัดค่าใช้จ่าย และยังเปิดโอกาสให้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบแท้จริงและเป็นกันเองมากกว่าเดิม
รวมไปถึงยังมองหาโอกาสในการสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารด้วยตนเองที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย ไม่ใช่แค่ลิ้มลองแต่เป็นการลงไปทำด้วยมือของตนเองด้วย
4. Destination Check-in
ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมืองหรือประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ”ที่พัก” ที่อยากไปสัมผัส โรงแรมจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่นอนอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดหมายที่นักเดินทางตั้งใจไปเยือน ตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น การออกแบบที่ชวนดื่มด่ำไปจนถึงอารมณ์และบรรยากาศของสถานที่
นักเดินทางกว่า 29% เลือกที่พักเป็น “จุดหมายปลายทาง” สิ่งนี้ช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่า นักเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญกับที่พักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และการพักในที่แปลกใหม่
5. Ai Fellow Travel
ในยุคอนาคต Ai จะไม่ใช่แค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว เราจะได้เห็นการนำ Ai มาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้นอย่างแน่นอนในปี 2026 ทั้งช่วยวางแผน ช่วยจอง ช่วยจัดการ ให้เหมาะสมกับความต้องการของนักท่องเที่ยวมากขึ้นยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของ Ai ก็มาพร้อมกับปัญหา ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนเตือนว่า คำแนะนำจากอัลกอริทึมอาจกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากเกินไป โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวแค่ไม่กี่จุดหมายปลายทางเดิม ๆ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการหลอกลวงด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างรอบคอบ
Consumer Behavior 2026 เที่ยวเพื่อ “ฮีลใจ”
อีกข้อมูลที่น่าสนใจจาก Agoda เปิดเผยว่า 73% ของนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางเพื่อการพักผ่อน (Relaxation) ที่น่าสนใจคือตัวเลขนี้สูงที่สุดในเอเชีย ส่วนหนึ่งก็สะท้อนภาวะ Burnout ของคนทำงานไทยที่ต้องการหนีความวุ่นวายไปพักสมอง
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป คือคนไทยนิยมทริปสั้น 1–3 วัน มากขึ้น พร้อมกับการควบคุมงบประมาณอย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Agoda ระบุว่า 44% ของนักท่องเที่ยววางแผนใช้จ่ายไม่เกิน 1,600 บาทต่อคืน และมีเพียง 3% เท่านั้นที่พร้อมจ่ายเกิน 3,200 บาท
โฆษณา