12 ม.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ธารน้ำแข็งทั่วโลกหายไปแล้วแค่ไหน และเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

ณ จุดที่เรายืน คงเรียกได้ว่าเป็นเวลาสุดท้ายสำหรับการมองทิวทัศน์แบบเก่า หลังจากนี้อีกไม่นานมากนัก อาจภายในช่วงอายุของเรานี่ล่ะ สิ่งที่เคยมีอยู่อาจไม่มีอีกต่อไป
ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายชิ้นเผยแพร่เรื่องราวการลดลงของ ‘ธารน้ำแข็ง’ ทั่วโลก บ่งบอกชี้นำว่า สถานที่ต่างๆ เช่น เทือกเขาแอลป์ เทือกเขาร็อกกี้ เทือกเขาคอเคซัส และเทือกเขาแอนดีส จะเปลี่ยนไปตลอดกาล
หลักฐานแรก ปรากฏขึ้นและได้รับการยืนยันแล้วว่า เวเนซุเอลาได้สูญเสียธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อย
พื้นที่ยุโรปกลาง ก็เผชิญเหตุไม่ต่างกัน มีแนวโน้มว่าหากหากอุณหภูมิโลกยังเป็นเหมือนอย่างปีที่ผ่านมา ภายในปี 2100 ยุโรปกลางจะมีธารน้ำแข็งเหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ตามมาจะกระทบธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนที่ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ และเกษตรกรรม ที่พึ่งน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อน
ในทวีปแอนตาร์กติกา ทีมจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียจากสหราชอาณาจักร ใช้เรือดำน้ำสำรวจแนวเส้นแบ่งเขตใต้ชั้นน้ำแข็งดอตสัน (Dotson Ice Shelf) เป็นครั้งแรก
พวกเขาพบว่าน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงนั้น “อุ่นอย่างน่าประหลาดใจ” และตอนนี้พวกเขากำลังเร่งหาคำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สำหรับหิ้งน้ำแข็งดอตสัน (Dotson Ice Shelf) คือ แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ลอยน้ำอยู่ริมชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกาตะวันตก
เป็นแผ่นน้ำแข็งที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะกำลังถูกกัดเซาะจากน้ำทะเลอุ่นด้านล่าง ทำให้เกิดความไม่เสถียร และการพังทลายของมันอาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นได้มาก
ในกรีนแลนด์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งเดนมาร์กพบว่า การละลายของน้ำแข็งเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมและต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน จากฤดูร้อนที่ยาวนานกว่าปกติ
นั่นหมายความว่าฤดูร้อนมาถึงเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1981 - 2025 ถึง 12 วัน และดินแดนแห่งนี้สูญเสียน้ำแข็งไปถึง 105 พันล้านตัน ในปี 2024 - 2025
การละลายของน้ำแข็งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีที่ผ่านมายังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าสูงขึ้นเท่าไหร่
แต่ในปีก่อนหน้านั้น (ค.ศ. 2024) พบว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 5.9 มิลลิเมตร ซึ่งค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2014 - 2023 อยู่ที่ 4.7 มิลลิเมตรต่อปี
ที่ชายฝั่งเซาท์แคโรไลนา ที่ซึ่งฟอเรสต์ กัมป์เคยไปจับกุ้ง ชาวบ้านกำลังร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเซาท์แคโรไลนา บันทึกภาพน้ำทะเลที่ขึ้นสูงในโครงการวิทยาศาสตร์ภาคประชาชน
สิ่งนี้สะท้อนถึงความตระหนักที่ผู้คนกำลังเผชิญ
ในอีกด้าน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนจากแบบจำลองเหตุล่มสลายของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ (AMOC) ซึ่งเป็นสายพานนำพาความร้อน-ความเย็นขนาดยักษ์จากเส้นศูนย์สูตรที่ทำให้ยุโรปเหนือมีอากาศอบอุ่นและชุ่มชื้น
การคำนวณทำให้ได้ข้อมูลว่า กระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อาจหยุดชะงักหรือล่มสลายในช่วงปี 2037 - 2064
หากวันนั้นมาถึง สภาพอากาศหลายแห่งจะแปรปรวนหนัก หมู่เกาะอังกฤษและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก รวมทั้งมลรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ก็จะเริ่มพบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงเรื่อยๆ
แน่นอนว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว จนเกิดน้ำจืดปริมาณมากไหลลงสู่มหาสมุทร ทำให้ความหนาแน่นของน้ำทะเลลดลง คือสาเหตุการขัดขวางการไหลเวียนของกระแสน้ำ
ในภาพรวม ปัจจุบันโลกกำลังสูญเสียธารน้ำแข็งประมาณ 1,000 แห่งต่อปี
แต่หากประชาคมโลกยังคงล้มเหลวในการจัดการสภาพภูมิอากาศ โลกอาจเหลือธารน้ำแข็งไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสิ้นสุดศตวรรษนี้
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “จุดสูงสุดของการสูญพันธุ์ของธารน้ำแข็ง” (Glacier Extinction Peak)
อ่านเรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Observations of turbulent mixing in the Dotson Ice Shelf cavity https://os.copernicus.org/articles/21/3341/2025/index.html
Guest post: How the Greenland ice sheet fared in 2025 https://www.carbonbrief.org/guest-post-how-the-greenland-ice-sheet-fared-in-2025/
Probability Estimates of a 21st Century AMOC Collapse https://arxiv.org/html/2406.11738v1
Earth Estimated to Lose 3,000 Glaciers a Year at 'Peak Extinction' https://www.sciencealert.com/earth-estimated-to-lose-3000-glaciers-a-year-at-peak-extinction
โฆษณา