Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Is Life
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 01:00 • สิ่งแวดล้อม
เมื่อ ‘การเมือง’ คือลมหายใจเดียวกับ ‘ธรรมชาติ’ เราต้องการนโยบายที่ใส่ใจโลกบ้าง
หากเราลองหลับตาย้อนมองภาพจำของปีที่ผ่านมา สิ่งที่ฝังแน่นและยากจะลืมคงไม่พ้น ‘ฝุ่นสีเทา’ ที่ปกคลุมเมืองในช่วงต้นปี และ ‘น้ำสีโคลน’ ที่ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนจากเหนือจรดใต้ในช่วงปลายปี
ในยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene) ที่ทุกการขยับตัวของมนุษย์ส่งผลต่อโลก ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เวลาใกล้หมดลงทุกขณะ”
และนั่นคือเหตุผลที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมควรเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดของนักการเมือง ไม่น้อยไปกว่านโยบายพื้นฐานด้านอื่นๆ
ในบริบทการเมืองไทยในปี 2568 แม้พอเริ่มเห็นนโยบาย ‘สีเขียว’ ปรากฏอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ หรือการผลักดันกฎหมายฉบับต่างๆ
แต่ถ้าถามถึงผลลัพธ์ และการลงมือปฏิบัติ ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็นอยู่
ปัญหาสิ่งแวดล้อมยังคงถูกแก้ที่ปลายเหตุ เป็นไปอย่างล่าช้า มีเพียงคำสัญญาแต่ไม่มีการกระทำ และขาดความยั่งยืน
นโยบายส่วนใหญ่มักเน้นการ ‘เยียวยา’ หลังเกิดเหตุ เช่น การจ่ายเงินชดเชย มากกว่าการ ‘ป้องกัน’ หรือการปรับโครงสร้างผังเมืองและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ในกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำหลายจังหวัด การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้าจนการระบาดกระจายไปมาก ซ้ำไม่มีการพูดถึงต้นตอของผู้ก่อมลพิษ
เรายังคงเห็นความปล่อยปละละเลย ทำให้ ‘อุตสาหกรรมเทา’ ในประเทศไทยยังคงชัดเจนต่อเนื่องตลอดปี 2568 เห็นได้จากเหตุการณ์ด้านมลพิษและกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น
แถมบ่อยครั้ง การตัดสินใจทางการเมืองกลับเน้นตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือคะแนนเสียง มากกว่าการรักษาสมดุลของธรรมชาติ
ตัวอย่างเรื่องการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสร้างรายได้มหาศาล โดยชูเรื่องจุดยุทธศาสตร์โลก
แต่โครงการนี้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ไม่ครอบคลุมความสูญเสียของพื้นที่มรดกทางธรรมชาติและพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก รวมถึงผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน
ภาคการเมืองกลับมองโครงการนี้เป็น ‘ผลงานชิ้นโบว์แดง’ คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่ม GDP ได้ 3.7% และจะมีการจ้างงานถึง 5 แสนคน
แต่ภาคประชาสังคมมองว่าเป็นรอยแผลที่รักษาไม่ได้ของระบบนิเวศสองฝั่งทะเล
เช่นเดียวกับการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากสถานะสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่มีนักการเมืองหลายคนแสดงเจตจำนงค์ผลักดันการปลด โดยไม่สนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สถานการณ์ในธรรมชาติ ตลอดจนปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ที่เป็นภัยคุกคามนกในธรรมชาติอยู่ทุกเมื่อชั่ววัน
หรือในกรณีการผลักดันสร้างเขื่อนในเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง
โดยเฉพาะเมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วม นักการเมืองมักหยิบยกการสร้างเขื่อน ขึ้นมาเป็นทางออกสำเร็จรูปเพื่อแสดงความกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน
นักสิ่งแวดล้อมชี้ว่าการสร้างเขื่อนในป่าต้นน้ำ เป็นการทำลายหัวใจของระบบนิเวศซึ่งเป็นตัวกักเก็บน้ำตามธรรมชาติที่ดีที่สุด
แต่ทางการเมืองมักเลือก ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ เพราะมองเห็นเป็นรูปธรรมและใช้งบประมาณสูง โดยละเลยการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำหรือการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่า
บางกรณีที่เคยทำได้ดี อย่างการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่เคยแบนการถุงพลาสติก แต่สุดท้านนโยบายนี้กลับเป็นเรื่องแผ่วปลาย ไม่ได้เดินหน้าอย่างยั่งยืนสักเท่าไหร่
นโยบายทางการเมืองเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น จนทำให้ปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกในทะเลไทยกลับมารุนแรงอีกครั้งในปี 2568
ขณะที่การตรวจพบโลหะหนัก สารหนู ตะกั่ว และยูเรเนียม ซึ่งมีความเป็นพิษและเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็มีเพียงวาทกรรม แต่ไม่เห็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม
แต่ธรรมชาติไม่ได้ต้องการ ‘คำสัญญา’ แต่ต้องการ ‘การกระทำ’
‘นโยบายสีเขียว’ จึงควรเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป
เราอยากเห็น นโยบายที่มองว่า ธรรมชาติคือ ‘สวัสดิการพื้นฐาน’ ที่เท่าเทียมที่สุด
ในโลกที่เหลื่อมล้ำ คนรวยอาจซื้อเครื่องฟอกอากาศราคาแพง หรืออพยพไปอยู่ในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมได้ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อมเป็นสวัสดิการ
เราอยากเห็น นโยบายที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่คอยแต่ตามเยียวยา เพราะการลงทุนกับนโยบายป้องกันใช้เงินน้อยกว่าการเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติหลายสิบเท่า
เราอยากเห็น นโยบายที่พาเราไปสู่เศรษฐกิจโลกของใหม่ หรือ Green Economy ที่ไม่ได้วัดกันแค่ใครผลิตได้ถูกที่สุด แต่วัดกันที่ใครผลิตได้ ‘สะอาด’ ที่สุด
เราอยากเห็น นโยบายที่จัดการกับกลุ่มทุนผูกขาดทรัพยากร
เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้คนส่วนน้อยตักตวงทรัพยากรไปเป็นกำไรส่วนตัว แต่ทิ้งผลเสียไว้ให้สาธารณะ
เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญ พอจะออกกฎหมายกำกับดูแลกลุ่มทุนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศ หรือการครอบครองที่ดินป่าไม้ เพื่อคืนสมดุลให้คนส่วนใหญ่
เราอยากเห็น นโยบายที่ส่งต่อโลกให้กับคนรุ่นต่อไป
เพราะอำนาจของนักการเมืองมีอายุเพียงไม่กี่ปี แต่การตัดสินใจส่งผลกระทบไปอีกหลายทศวรรษ
นโยบายทำลายป่าในวันนี้ คือความแห้งแล้งที่เด็กในวันหน้าต้องเผชิญ
เราไม่ต้องการนักการเมืองที่พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะมันเป็นเทรนด์
แต่เราต้องการคนที่มีหัวใจและเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นวางอยู่บนรากฐานของนิเวศวิทยา
ถ้าการเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นธรรม ธรรมชาติก็คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และต้องถูกจัดสรรอย่างมีความรับผิดชอบ
ก่อนไม่เหลืออะไรให้เราจัดสรรอีกต่อไป
เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงมาจาก
เหตุการณ์เด่นด้านมลพิษและกากอุตสาหกรรม 2568
https://www.earththailand.org/th/archives/20337
'อนุทิน' ชูนโยบายแลนด์บริดจ์ชุมพร - ระนอง เชื่อมโยงการค้า 2 ฝั่งทะเล พลิกโฉม ศก.ไทย ลั่นทำได้ทันทีหาก ภท.ได้เป็นรัฐบาล
https://bhumjaithai.com/news/86624
ไทยยังรักทะเลไม่มากพอ! สัปดาห์เดียว ‘หาดบางกะเจ้า’ ขยะพลาสติก เกยฝั่งเพียบ!
https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20250609
เรื่องเล่า
ข่าวรอบโลก
การเมือง
บันทึก
2
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย