10 ม.ค. เวลา 03:23 • ปรัชญา
เรื่องที่บ้านที่หลับที่นอน ที่หามา ..พอหลับปุ๊บ ..ก็รับรู้ไม่ได้ ..เรื่องการหลับ พอมันหลับแล้วก็ไม่รับรู้อะไร ไปดูคนจน คนไร้บ้าน ..ข้างถนนศาลา ก็หลับได้ ไม่ต้องนึกคิดอะไรมาก ดูคนมีบ้าน มีภาระมากๆ นอนบนที่นอนนุ่มกว่าจะหลับได้ .คิดนั่นคนี่ . กว่าจะหลับได้
มีคนแนะนำ ว่าทดลองดู มานอนกับพื้น .ไม่ต้องมีอะไรรองนอน เอาหนังสือมาหนุนนอน ก็ลองทำดู ใหม่ๆก็เจ็บตรงนั้นตรงนี้ พอทำไปเคยชินก็หลัยได้ บางคนขนาดนั่งในรถ เขย่าโยกเยก .ก็หลับได้ เรื่องการหลับนั้น มีพระว่า ที่จริงแล้วก็เป็นอารมณ์ . จิตนั้นเหมือน ปิดสวิตซ์ ไม่รับรู้อะไรเลย แต่กายก็ยังหายใจอยู่ .แต่หาก .ลมมันหยุดไป ก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เรื่องราวที่น่ากลัว เรื่ิองหลับไม่ตื่น .จิตไม่มีกายให้อาศัย นี่แหละ ที่น่ากลัว ไม่มีเสบียงติดมากับจิตเลย มันทุกข์ทรมานอดอยากหิวโหย ยิ่งกว่าตอนมีกายเป็นมนุษย์.
เรื่องราวที่ว่า มาเพียงจิตดวงเดียว ไปก็ไปแต่จิตดวงคเดียว จากกายที่พ่อแม่เป็นมนุษย์ให้อาศัย กายต่อไป ไม่รู้ได้เลย ว่าจะได้กายเป็นอะไร .กายต่อไป ก็เป็นเรื่องดีชั่ว ที่สะสมมาเอง ใช้กายทำมาเอง .ที่เค้าว่า วันข้างหน้า จะมีกายเป็นอย่างไร เรื่องราวอย่างนี้ มันเรื่องราวที่ว่า ต้องทำเอง ..เช่น เรามีกายครบอาการสามสิบสองอยู่ไปอยู่ไปกายนี้ ก็ค่อยๆไม่ครบเสียแล้ว ฟันฟางค่อยๆหบุดออกไป .ตามกาลเวลา .
พอเราไปอยู่วัด วัดที่สร้างถวายพระพุทธเจ้า มีการประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยคำสินขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เรื่ิองราวเจ้าพรอเจ้าแม่ คาถาอาคม ไสยศาสตร์
..เราก็ แบ่งเวลาไปอยู่สามวัน กินข้างมื้อเดียว .เช้าตื่นมาสวดมนต์ กวาดลานวัด สายก็ปฏิบัติธรรม บ่ายก็ปฏิบัติธรรม ไม่นึกคิดอะไร เย็นก็สวดมน์ ปฏิบัติธรรม สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม ก็ปฏิบัติธรรม . สามวันไปอยู่วัด มันก็ไม่มีเรื่องราวอารมณ์มาวุ่นวาย ให้หนักกายหนักจิต เรื่องโลกธรรม ก็ไม่มากวนกายกวยใจ .มีเวลามีสติ .มีสมาธิ รู้จักว่า นี่นะ จิตของเรา นั่นอารมณ์ที่ไหลมากวนกายกวนจิต
เราขนอารมณ์นั้นทิ้งไป ขนอารมณ์ทิ้วไปทำอย่างไร ก็ยืนเดินนั่ง ..ไม่คิดอะไรทั้งนั้น. ทำกายนิ่งๆ จิตเฉย . อารมณ์มันกวนกาย เราก็อดทนไม่ขยับเขยื้อน อารมณ์กวนจิต เราก็ภาวนาพุทโธ
โฆษณา