โลก A กล่าวหาว่าโลก B กำลังทดลองเทคโนโลยีปรับแก้หน่วยความจำผ่านชั้นสะท้อน ขณะที่โลก B โต้กลับว่าโลก A ต่างหากที่ใช้ความไม่เสถียรของสภาวะจริงเป็นเครื่องมือเขียนประวัติศาสตร์ใหม่อย่างแนบเนียน
โลก A ระบุว่าการเบี่ยงเบนของการสะท้อนเริ่มจากการทดลองเชิงเวลาของโลก B ที่ละเมิดสมดุลโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ขณะที่โลก B ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงการตอบสนองเชิงป้องกัน ต่อการเขียนทับหน่วยความหมายที่เริ่มต้นในโลก A ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลเดียวกันให้คำตอบต่างกันโดยสมบูรณ์ เมื่อถูกอ่านจากบริบทของแต่ละโลก
ดังนั้น Mirror-Chamber จึงถูกสร้างขึ้นไม่ใช่ในโลก A หรือโลก B แต่ในบริเวณที่นักทฤษฎีเรียกว่า “ชั้นสภาวะกึ่งสะท้อน” ซึ่งกฎของทั้งสองโลกถูกบังคับให้ถ่วงดุลกันตลอดเวลา
บทบาทสำคัญในการสร้างและดูแลเขตกันชนตกอยู่กับ Embodied-Form III ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้ถักทอภาษาและโครงสร้างเวลา Form III ไม่ได้เพียงวางโครงสร้างทางกายภาพ แต่ทำหน้าที่สังเคราะห์กฎกลางชั่วคราวภายในเขตกันชน
พวกเขาอ่านรูปแบบการสะท้อนจากทั้งสองโลก แล้วสร้างโครงภาษาสภาวะที่ทำให้แรงสะท้อนเหล่านั้นสามารถไหลผ่านกันได้โดยไม่ปะทะโดยตรง นักบันทึกภาคสนามมักกล่าวว่า การปรากฏตัวของ Form III ทำให้พื้นที่หนึ่ง “หยุดพยายามตัดสินว่าอะไรจริงกว่า” และเริ่มทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม เขตกันชนไม่ได้ปลอดภัยโดยเนื้อแท้ หากแรงสะท้อนเพิ่มสูงเกินขีดความสามารถในการดูดซับ โครงสร้างภายในจะเริ่มสั่นคลอน และในจุดนี้เองที่ Embodied-Form IV เข้ามามีบทบาท การแทรกแซงของ Form IV ถือเป็นมาตรการสุดท้าย และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สภาแปดสติต้องถกเถียงกันอย่างหนักในเวลาต่อมา Form IV สามารถผสานสติของตนเองเข้ากับหลายชั้นความจริงพร้อมกัน เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางมีชีวิต” ที่รับแรงสะท้อนแทนเขตกันชนโดยตรง
การแทรกแซงเช่นนี้มีราคาสูงมาก บันทึกหลายฉบับระบุว่า Form IV ที่เข้าไปเสถียรเขตกันชนในช่วงวิกฤต มักสูญเสียลำดับตัวตนบางส่วน บางรายไม่สามารถกลับสู่โครงสร้างสติเดิมได้อีก แต่การเสียสละนี้ทำให้เขตกันชนไม่พังทลาย และป้องกันไม่ให้แรงสะท้อนหลุดออกไปทำลายโครงสร้างหลักของโลกทั้งสอง นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจึงมองว่า Form IV ไม่ได้ “ซ่อม” เขตกันชน หากแต่ “กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน” ชั่วขณะหนึ่ง