11 ม.ค. เวลา 11:54 • ประวัติศาสตร์

ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์จริงหรือไม่

คำกล่าวที่ว่า “ผู้ชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์” ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามอยู่เสมอ แต่คำถามสำคัญคือ นี่คือความจริงทั้งหมดหรือเป็นเพียงความจริงครึ่งเดียวกันแน่ บทความนี้จะพิจารณาประเด็นดังกล่าวผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน
เหตุใดผู้ชนะจึงมีอำนาจในการเล่าเรื่อง
หลังสงครามหรือความขัดแย้ง ผู้ชนะมักเป็นฝ่ายที่มีอำนาจรัฐ ควบคุมทรัพยากร ระบบการศึกษา และสื่อ การเขียนประวัติศาสตร์จึงมักสะท้อนมุมมองของผู้มีอำนาจ เช่น
การกำหนดว่าใครคือ “ฮีโร่” และใครคือ “ผู้ร้าย”
การเน้นชัยชนะและความชอบธรรมของตนเอง
การลดทอนหรือปิดบังความผิดพลาดของฝ่ายตน
ตัวอย่างเช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายอักษะถูกจดจำในฐานะผู้รุกราน ขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรถูกมองว่าเป็นผู้ปลดปล่อย แม้บางการกระทำของผู้ชนะจะยังคงเป็นที่ถกเถียงทางศีลธรรม
แต่ผู้ชนะไม่ได้ผูกขาดความจริงทั้งหมด
แม้ผู้ชนะจะมีอำนาจในการเล่าเรื่องในช่วงแรก แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้หยุดนิ่ง เมื่อเวลาผ่านไป เอกสาร หลักฐาน และเสียงของผู้แพ้หรือผู้ถูกกดขี่เริ่มปรากฏมากขึ้น นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจึงสามารถตั้งคำถามและทบทวนเรื่องเล่าเดิมได้
ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่
การเปิดโปงอาชญากรรมสงครามของทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะผู้แพ้
การศึกษาประวัติศาสตร์จากมุมมองประชาชน ไม่ใช่รัฐ
การยอมรับว่าผู้ชนะเองก็อาจกระทำความรุนแรง
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่จึงพยายามมองเหตุการณ์อย่างรอบด้านมากขึ้น
ประวัติศาสตร์คือสนามของการตีความ
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงการบันทึกข้อเท็จจริง แต่คือการตีความข้อเท็จจริงเหล่านั้น ผู้เขียนประวัติศาสตร์ย่อมได้รับอิทธิพลจากยุคสมัย อุดมการณ์ และบริบททางสังคม
ดังนั้น แม้เหตุการณ์เดียวกัน ก็อาจมีคำอธิบายที่แตกต่างกันได้ โดยไม่มีฝ่ายใดผูกขาด “ความจริงสัมบูรณ์”
แล้วความจริงอยู่ตรงไหน
ความจริงทางประวัติศาสตร์มักอยู่ระหว่างเรื่องเล่าหลายด้าน ไม่ใช่ฝ่ายผู้ชนะหรือผู้แพ้เพียงฝ่ายเดียว การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งจึงต้อง
อ่านจากหลายแหล่ง
รับฟังเสียงของผู้ไม่มีอำนาจ
แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับการโฆษณาชวนเชื่อ
สรุป
คำกล่าวว่า “ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์” เป็นความจริงในแง่อำนาจและการควบคุมเรื่องเล่าในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไป ประวัติศาสตร์สามารถถูกทบทวน แก้ไข และเล่าใหม่ได้
ท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นของมนุษยชาติที่ต้องเรียนรู้จากอดีตอย่างมีสติและวิจารณญาณ
โฆษณา