12 ม.ค. เวลา 12:30 • ข่าว

📳Starlink สิ่งที่ขาดหายไป เมื่อระบบสื่อสารล่มสลายในคืนที่หาดใหญ่จมน้ำ

ค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ได้กลายเป็นฝันร้ายที่ชาวหาดใหญ่ยากจะลืมเลือน มวลน้ำมหาศาลไม่ได้เพียงแค่พัดพาเอาทรัพย์สินหายไปกับกระแสน้ำ แต่มันยังพรากเสียงของผู้คนไปพร้อม ๆ กันด้วย สาเหตุสำคัญมาจากสภาวะ โลกเดือด (Global Boiling) ที่ทำให้อากาศแปรปรวนจนเกิดฝนตกสะสมในระดับ "ผิดปกติสูงมาก" เกินกว่าที่ระบบระบายน้ำและแอ่งกระทะอย่างหาดใหญ่จะรับมือไหว
เมื่อน้ำทะลักเข้าท่วมสูงอย่างรวดเร็ว วิกฤตที่ซ้อนวิกฤตคือ "การล่มสลายของระบบสื่อสารภาคพื้นดิน" เสาสัญญาณโทรศัพท์จมน้ำ สายเคเบิลใต้ดินถูกตัดขาด ไฟฟ้าดับสนิท ในวินาทีนั้น สมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นกลับกลายเป็นเพียงก้อนอิฐที่ไร้ค่า ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา และเด็กที่ติดอยู่ในบ้านไม่สามารถโทรขอความช่วยเหลือหรือแจ้งพิกัดได้ ส่งผลให้การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากและล่าช้า เพราะหน่วยงานรัฐเองก็ขาดดวงตาในการมองเห็นความเดือดร้อนที่กระจายอยู่ทุกหย่อมล้า
1. Starlink คืออะไร และทำไมจึงเป็นฮีโร่ผู้มากู้โลกสื่อสารในยามวิกฤต?
ท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุมเมืองหาดใหญ่ ชื่อของ Starlink ได้ถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะแสงสว่างที่จะเข้ามาทลายกำแพงความโดดเดี่ยวนี้ลง มันไม่ใช่เพียงแค่อินเทอร์เน็ตสำรองทั่วไป แต่คือโครงการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมความเร็วสูงระดับปฏิวัติโลกภายใต้การกุมบังเหียนของ SpaceX โดยมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Elon Musk สิ่งที่ทำให้ Starlink กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ในสถานการณ์ที่ระบบอื่นพ่ายแพ้ คือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ดังนี้
1.1 Optical Space Lasers (เลเซอร์สื่อสารระหว่างดาวเทียม): นี่คือเทคโนโลยีที่เป็น "หัวใจ" ของการกู้วิกฤตครับ ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีเลเซอร์ที่ใช้ยิงสัญญาณคุยกันเองในอวกาศเป็นทอดๆ (Mesh Network) ข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องมีสถานีรับสัญญาณบนพื้นดินในพื้นที่นั้นๆ แม้พื้นที่หาดใหญ่จะจมน้ำจนสถานีส่งสัญญาณพังหมด แต่ดาวเทียมจะส่งสัญญาณต่อกันไปเรื่อยๆ จนถึงสถานีที่น้ำไม่ท่วม แล้วยิงข้อมูลลงมาหาเราได้ทันที
1.2 Phased Array Antennas (เสาอากาศอัจฉริยะ): จานรับสัญญาณที่บ้านเรา (ที่ Elon Musk เรียกว่า Dishy McFlatface) ไม่ต้องใช้คนไปหมุนปรับทิศทางครับ แต่มันใช้เทคโนโลยี Electronic Beamforming ซึ่งเป็นการใช้คลื่นวิทยุบังคับทิศทางสัญญาณเองในระดับเสี้ยววินาที เพื่อให้มัน "เกาะติด" ดาวเทียมที่กำลังวิ่งผ่านหัวเราไปอย่างรวดเร็ว (27,000 กม./ชม.) ได้อย่างแม่นยำ
ความล้ำสมัยที่เปลี่ยนโฉมหน้าการกู้ภัยครั้งนี้คือการ "ตัดขาดจากพันธนาการบนดิน" อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่เสาสัญญาณมือถือต้องอาศัยสายเคเบิลใต้ดินและไฟฟ้าจากส่วนกลาง แต่ Starlink กลับยืดหยัดอยู่ได้ขอเพียงแค่มีพื้นที่เปิดโล่งพอจะมองเห็นท้องฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะถูกยิงตรงจากห้วงอวกาศทะลุผ่านม่านฝนลงมาสู่อุปกรณ์รับสัญญาณที่มีขนาดกะทัดรัดพอๆ กับโน้ตบุ๊กเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
1.3 Ion Propulsion System (เครื่องยนต์ไอออนพลังงานอาร์กอน): ดาวเทียมแต่ละดวงมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ก๊าซอาร์กอน (Argon) ในการขับเคลื่อน เพื่อปรับระดับความสูงและหลบหลีกขยะอวกาศได้เองโดยอัตโนมัติ (Autonomous Collision Avoidance) และเมื่อหมดอายุการใช้งาน มันจะใช้เครื่องยนต์นี้พุ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเผาไหม้ตัวเองจนหมด ไม่ทิ้งขยะไว้รกอวกาศครับ
1.4 Star Tracker (เซนเซอร์นำทางจากดวงดาว): ในตัวดาวเทียมจะมีกล้องพิเศษที่คอยส่องดู "ดวงดาว" ตลอดเวลา เพื่อวิเคราะห์ตำแหน่งและทิศทางของตัวเองให้แม่นยำที่สุด ทำให้การยิงลำแสงอินเทอร์เน็ตลงมาที่จุดพิกัดบ้านเราไม่มีการผิดเพี้ยนแม้แต่น้อ
ในยามที่หาดใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นเกาะกลางน้ำ เทคโนโลยีนี้จึงแปรสภาพจากอุปกรณ์ไฮเทคให้กลายเป็น "Lifeline" หรือสายช่วยชีวิตที่ไม่มีวันถูกน้ำพัด มันอนุญาตให้ทีมกู้ภัยสามารถกู้คืนระบบประสานงานที่ล่มสลายไปให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ตั้งแต่การส่งภาพจาก โดรนสำรวจ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตในจุดที่เรือเข้าไม่ถึง ไปจนถึงการเปิดระบบ แพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการทำคลอดฉุกเฉินหรือการปฐมพยาบาลเคสวิกฤตผ่านวิดีโอคอลได้แบบวินาทีต่อวินาที
2. บทเรียนจากเยอรมนี เมื่อมหาอำนาจพ่ายมวลน้ำ แต่รอดได้ด้วยดาวเทียม
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเพ้อฝัน แต่มีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ เยอรมนี เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา เยอรมนีเผชิญกับอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำลายระบบสื่อสารจนพังยับเยินไม่ต่างจากหาดใหญ่ ในนาทีนั้น รัฐบาลเยอรมันได้ตัดสินใจติดตั้งชุดอุปกรณ์ Starlink ให้กับหน่วยดับเพลิงและทีมกู้ภัยทั่วประเทศทันที
ผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลผู้ประสบภัยและสั่งการอพยพได้อย่างแม่นยำท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว นี่คือข้อพิสูจน์ว่าในยุคภัยพิบัติรุนแรง "ข้อมูล" สำคัญพอๆ กับอาหารและยา และดาวเทียมคือคำตอบสุดท้ายที่เชื่อถือได้มากที่สุด
📌อ่านบทเรียนจากเยอรมันจากต้นฉบับได้ที่
3. ข้อเสนอเชิงนโยบาย ก้าวต่อไปของไทยในยุคโลกเดือด
สำหรับประเทศไทย การขยับตัวของ กสทช. ในการอนุญาตใช้ Starlink เป็นกรณีฉบับ Sandbox ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการสนับสนุนชั่วคราวในช่วงน้ำท่วมถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่เพื่อความยั่งยืน รัฐไทยควรเปลี่ยนมาตรการชั่วคราว
ให้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางการสื่อสารฉุกเฉินแห่งชาติ ข้อเสนอที่สำคัญคือ รัฐควรจัดตั้ง "คลังอุปกรณ์ดาวเทียมกู้ภัย" กระจายไว้ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมปรับปรุงกฎหมายให้มีความคล่องตัวในการดึงเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้ในทันทีเมื่อเกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ล่าช้า เพราะในวันที่โลกเดือดและพายุมีความรุนแรงขึ้นทุกวัน การเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่อาจหมายถึงความเป็นความตายของประชาชน
บทสรุปส่งท้าย นวัตกรรมอย่าง Starlink ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่ระบบเดิม แต่เข้ามาเพื่อเป็น "เบาะรองรับ" ในวันที่ระบบเดิมล้มเหลว หากเราสามารถผสานสัญญาณจากฟากฟ้าเข้ากับการจัดการภัยพิบัติอย่างชาญฉลาด เราจะเปลี่ยนหาดใหญ่จากเมืองที่โดดเดี่ยวในสายน้ำ ให้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งและไม่เคยขาดการติดต่อแม้วันที่ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจก็ตาม
1
#Starlink #น้ำท่วมหาดใหญ่ #โลกเดือด #นโยบายสาธารณะ #PPเล่าเรื่องกฎหมาย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา