เมื่อวาน เวลา 10:13 • หุ้น & เศรษฐกิจ

แนะลงทุนทั้งสินทรัพย์ “สร้างการเติบโต” & “ป้องกันความเสี่ยง”

ฝ่าตลาดผันผวน “ปีม้าไฟ” ชู “หุ้นเทคฯ” ยังโดดเด่นต่อเนื่องปีนี้ !!!
Fun of Funds: เปิดศักราชใหม่ “ปีม้าไฟ-2026” เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความร้อนแรงใน “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่ยังคงระอุไปทั่วทุกมุมโลก
ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันบรรยากาศการลงทุนและทำให้ตลาด “ผันผวน” และน่าจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้เลยทีเดียว
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่ตอบโจทย์จึงต้องมีทั้งสินทรัพย์เชิงรุก เพื่อ “สร้างการเติบโต” และสินทรัพย์เชิงรับ “เพื่อป้องกันความเสี่ยง” ควบคู่กันไป
เพราะในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสรออยู่เสมอ
ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน มี “3 ธีม” เด่นช่วยปั้นกำไร จับโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่ “ปีม้าไฟ” ที่น่าสนใจ
พร้อมสร้าง “สมดุลพอร์ต” สไตล์ “Barbell Strategy” มาฝากกัน ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” พร้อมๆ กันได้เลย
ชู “3 ธีม” เพิ่มโอกาสสร้างกำไร “ปีม้าไฟ”…“1.Independence, 2.Intelligence และ 3) Instability Armor”
โดย “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” Head of Wealth Advisory ธ.ทิสโก้ บอกว่า ปี26 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง “Beyond the Turning Point” จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง “Bloomberg Consencus” ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3%
ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ “ธนาคารกลาง” หลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากกระแส Megatrends ในด้าน AI และสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่เร่งตัวในหลายๆ ประเทศ กำลังพาโลกเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่
ปี26 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรใช้เพื่อจับโอกาสจากกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้ 3 ธีมเพิ่มโอกาสสร้างกำไร ซึ่งทั้ง 3 ธีมทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ และสะท้อนทิศทางการลงทุนในรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้แก่
1.Independence: ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน มี 3 ตลาดหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) สหรัฐ ได้รับสองแรงส่งจากทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะเริ่มชัดเจนในปีนี้ ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐจะเติบโตได้ราว 15%
2) อินเดีย การก้าวเข้าสู่ ‘ศูนย์กลางการผลิตของโลก’ ผ่านนโยบาย ‘Make in India’ และต่อยอดสู่นโยบาย National Manufacturing Mission (NMM) เพื่อยกระดับภาคการผลิตและดึงดูดการลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง พร้อมหนุนให้กำไรของตลาดหุ้นจะเติบโตได้สูงถึง 17%
และ 3) เวียดนาม ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2026-2030 เวียดนามตั้งเป้าเป็น “ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง” จึงมีการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ Bloomberg คาดว่ากำไรตลาดหุ้นเวียดนามจะเติบโตกว่า 21% ในปีนี้ ขณะที่ Fwd PE ยังต่ำเพียง 11-12 เท่า
“นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีโอกาสที่เงินลงทุนต่างชาติมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเข้ามาลงทุนหาก FTSE อัพเกรดสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ Emerging Market ในวันที่ 21 ก.ย. 26 นี้อีกด้วย”
2.Intelligence: พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem โดยมี 3 อุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) การใช้ Gen AI ทั่วโลกแตะระดับ 51% ในช่วงเวลาเพียง 3ปี คาดกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปีนี้จะเติบโตราว 30% 2) อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัว ความต้องการยาเพื่อรักษาโรคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และ 3) สาธารณูปโภค (Utilities) การเติบโตของ Data Center และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม
“ความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้อัตรากำไร (Profit margin) ของอุตสาหกรรมอาจแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ระดับ 15% ในปีนี้ ทำให้กลุ่มสาธารณูปโภคเปลี่ยนบทบาทจากหุ้นเชิงตั้งรับ (Defensive) เป็นหุ้นเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural growth)”
3.Instability Armor: เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง ไปยัง 1) ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐ คาดปีนี้ Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 0.5% หนุนให้ราคาตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 2) ทองคำ ปริมาณหนี้สหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี คาดจะทำให้ราคาทองคำมีปีนี้โอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
และ 3) น้ำมัน คาดว่าจะเห็น กลุ่ม OPEC+ เริ่มใช้นโยบายควบคุมกำลังการผลิตเพื่อให้อุปทาน (Supply) ลดลงและผลักดันให้ราคาน้ำมันปีนี้อยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
แนะสร้าง “สมดุลพอร์ต” สไตล์ “Barbell Strategy”…เพื่อ “กระจายความเสี่ยง” และ “โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี”
เช่นเดียวกับ “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่มองว่า ปี26 ตลาดการลงทุนยังคงมีความผันผวนสูง ยังคงแนะนำกลยุทธ์การ “จัดพอร์ตแบบสมดุล” (Barbell Strategy) เพื่อกระจายความเสี่ยงและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยแนะนำให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ “สร้างโอกาสเติบโตสูง” ควบคู่ไปกับ “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง”
ทั้งนี้ในกลุ่มสินทรัพย์ “ฝั่งการเติบโต” ยังเน้น “กลุ่มเทคโนโลยี” ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ซึ่งในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” ตามสถิติแล้วหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยีมักจะมีโอกาสทำผลตอบแทนได้ดี
ในส่วนของสินทรัพย์ “ป้องกันความเสี่ยง” (Defensive) เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต แนะนำหุ้น “กลุ่ม Healthcare” ได้รับอานิสงส์ข่าวดีจากการที่รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐ ภายใต้การนำของ “Donald Trump” มีแนวโน้มที่จะยอมรับโครงการต่ออายุเงินอุดหนุน Obamacare ออกไปอีก 2 ปี ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลและประกันสุขภาพให้มีความมั่นคง
อีกทั้งยังมีการเจรจาลดราคายากับบริษัทยายักษ์ใหญ่แลกกับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤตด้านนโยบายควบคุมราคาให้เป็นโอกาสในการขยายตลาด ทำให้กลุ่ม Healthcare เป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน
“สุดท้ายแนะ ‘กระจายความเสี่ยง’ ไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง คือ ‘หุ้นเอเชีย’ ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีทั่วภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้การลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ณ ระดับราคาปัจจุบันที่ยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตลาดที่ยังเป็น Laggard Play”
สำหรับ “ปีม้าไฟ-2026” นี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย เต็มไปด้วยโอกาสและความผันผวน ดังนั้นการมองหาธีมที่ตอบโจทย์ทั้ง “การเติบโต” พร้อมกับ “ตั้งรับป้องกันความเสี่ยง” ควบคู่กันไป จึงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ช่วยให้คุณฝ่าตลาดผันผวนในปีนี้ได้เป็นอย่างดี
โฆษณา