13 ม.ค. เวลา 05:28 • สุขภาพ

Mefenamic acid คือยาอะไร?

Mefenamic acid คืออะไร?
Mefenamic acid เป็นยาแก้ปวดและลดการอักเสบในกลุ่ม NSAIDs (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) จัดอยู่ในกลุ่มย่อยที่เรียกว่า fenamate มีข้อบ่งใช้หลักในการบรรเทาอาการปวดเฉียบพลัน และใช้รักษาอาการปวดประจำเดือนในบางกรณี โดยหลักสำคัญของการใช้ยาในกลุ่มนี้คือ ให้ใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ยังให้ผลรักษา และใช้ในช่วงเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น
กลไกการออกฤทธิ์
Mefenamic acid ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ COX-1 และ COX-2 ซึ่งมีบทบาทในการสร้าง prostaglandins — สารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปวด การอักเสบ และไข้ นอกจากนี้ prostaglandins ยังมีบทบาทในการเกิดอาการปวดเกร็งช่วงมีประจำเดือนด้วย
ข้อบ่งใช้
ยานี้ใช้ในการบรรเทาอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลางในผู้ที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้เกิน 7 วันติดต่อกัน และอีกหนึ่งข้อบ่งใช้คือ การรักษาอาการปวดประจำเดือนชนิด primary dysmenorrhea
ขนาดยาทั่วไปของ Mefenamic acid (ตามข้อมูลในเอกสารกำกับยา)
> หมายเหตุ: ขนาดยาที่ใช้จริงควรได้รับการพิจารณาโดยแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาร่วมหลายชนิด
1. ปวดเฉียบพลันในผู้ที่มีอายุ ≥ 14 ปี
เริ่มด้วยขนาด 500 มิลลิกรัมครั้งแรก จากนั้นใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยทั่วไป ไม่ควรใช้เกิน 1 สัปดาห์
2. อาการปวดประจำเดือน (primary dysmenorrhea)
เริ่มด้วยขนาด 500 มิลลิกรัม จากนั้นใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เริ่มใช้ตั้งแต่มีเลือดประจำเดือนหรือเริ่มมีอาการ และ มักไม่จำเป็นต้องใช้เกิน 2–3 วัน
3. อายุน้อยกว่า 14 ปี
ยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลเพียงพอในการใช้ยานี้ในกลุ่มอายุดังกล่าว
กลุ่มที่ “ไม่ควรใช้” หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นพิเศษ
หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่มีประวัติดังต่อไปนี้
* เคยแพ้ Mefenamic acid หรือยากลุ่ม NSAIDs/แอสไพริน โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรง เช่น หอบหืด ลมพิษ หรือปฏิกิริยาแพ้รุนแรงอื่น ๆ
* โรคไตรุนแรงหรือไตบกพร่องมาก เนื่องจากยานี้อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
* สตรีตั้งครรภ์ช่วงปลายไตรมาสที่สาม (ประมาณ 30 สัปดาห์ขึ้นไป) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ NSAIDs รวมถึง Mefenamic acid เนื่องจากอาจทำให้หลอดเลือดสำคัญของทารกปิดก่อนกำหนด (fetal ductus arteriosus)
กรณีตั้งครรภ์ช่วง 20 สัปดาห์ขึ้นไป
ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรายงานว่าอาจส่งผลต่อการทำงานของไตทารกในครรภ์ และอาจสัมพันธ์กับภาวะน้ำคร่ำน้อย (oligohydramnios) หากมีความจำเป็นต้องใช้ในช่วงอายุครรภ์ 20–30 สัปดาห์ ควรใช้ขนาดต่ำที่สุด และในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น พร้อมกับการติดตามภาวะน้ำคร่ำหากใช้ยาต่อเนื่องเกิน 48 ชั่วโมง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย และสัญญาณอันตรายที่ควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
การใช้ mefenamic acid อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการปวดท้อง แน่นท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือท้องผูก รวมถึงอาการเวียนศีรษะในบางราย
สัญญาณอันตรายที่ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์
แม้จะพบไม่บ่อย แต่การใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs รวมถึง mefenamic acid อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, โรคหลอดเลือดสมอง, เลือดออกในทางเดินอาหาร, การทำงานของไตหรือตับบกพร่อง, หรือปฏิกิริยาแพ้รุนแรงทางผิวหนังได้ในบางกรณี
อาการที่ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ ได้แก่:
* อาเจียนเป็นเลือด
* ถ่ายดำคล้ายยางมะตอย
* เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก
* ใบหน้า ลิ้น หรือคอบวม
* มีผื่นพุพองร่วมกับมีไข้
* ตัวเหลือง ตาเหลือง
* บวมน้ำผิดปกติ เช่น เท้าบวมมาก
ยาที่ควรระมัดระวังหากใช้ร่วมกัน
การใช้ mefenamic acid ร่วมกับยาบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลไม่พึงประสงค์ จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ประเมินก่อนใช้ร่วมกัน โดยตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่:
* ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น warfarin) และ ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น aspirin): อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออก
* ยาในกลุ่ม SSRIs/SNRIs และ corticosteroids: เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกทางเดินอาหาร
* ACE inhibitors, ARBs, ยาขับปัสสาวะ: อาจส่งผลต่อการทำงานของไตหรือความดันโลหิต
* lithium, methotrexate, cyclosporine, digoxin: อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่สำคัญ
นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ mefenamic acid ร่วมกับยา NSAIDs ตัวอื่น ๆ พร้อมกัน (รวมถึงยาแก้ปวดหรือยาลดไข้บางชนิดที่มี NSAIDs แฝงอยู่) เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงโดยไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ
สรุป
Mefenamic acid เป็นยาแก้ปวดและลดการอักเสบในกลุ่ม NSAIDs ประเภทย่อย fenamate ใช้บรรเทาอาการปวดเฉียบพลันระยะสั้น และรักษาอาการปวดประจำเดือนชนิด primary dysmenorrhea โดยมีหลักการสำคัญในการใช้คือให้ใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล ในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 20 สัปดาห์ขึ้นไป
โฆษณา