2 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

กำเนิด 'เหยี่ยวดำ': เรื่องราวของ F-117 Nighthawk เครื่องบินล่องหนลำแรกของโลก

1.0 เงาปริศนาเหนือฟากฟ้าแบกแดด
ในค่ำคืนหนึ่งของสงครามอ่าวเปอร์เซีย F-117 สองลำกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายเหนือกรุงแบกแดด เบื้องล่าง ระบบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ (Surface-to-Air Missile: SAM) ที่นำวิถีด้วยเรดาร์กำลังกวาดสแกนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาสัญญาณของภัยคุกคาม แต่กลับตรวจจับได้เพียงจุดสัญญาณเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นแล้วก็จางหายไปในกลุ่มสัญญาณรบกวน ทันใดนั้น ช่องเก็บอาวุธของเครื่องบินลึกลับก็เปิดออก ปล่อยระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม (GPS) สองลูกมุ่งสู่ที่หมายซึ่งเชื่อว่าเป็นที่พำนักของซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักในขณะนั้น
นี่คือการปรากฏตัวของ F-117 Nighthawk เครื่องบินปฏิบัติการล่องหน (Stealth Aircraft) ลำแรกของโลก อากาศยานที่ถือกำเนิดขึ้นจากสมการคณิตศาสตร์อันซับซ้อน แต่ละเหลี่ยมมุมบนลำตัวถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสลายและดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ทำให้มันกลายเป็นเหมือนเงาที่เรดาร์ของศัตรูไม่อาจมองเห็นได้
เอกสารฉบับนี้จะพาคุณย้อนรอยไปสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังการพัฒนาอันน่าทึ่งของ F-117 ตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางทหารที่บีบคั้นให้ต้องมีการคิดค้นเทคโนโลยีพลิกโลก ไปจนถึงมรดกที่มันได้ทิ้งไว้ให้กับการสงครามทางอากาศยุคใหม่
2.0 วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่: เมื่อเครื่องบินรบกำลังจะกลายเป็นเป้านิ่ง
เรื่องราวของ F-117 เริ่มต้นขึ้นจากวิกฤตการณ์ในช่วงสงครามเย็น เมื่อสมดุลอำนาจทางอากาศกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ปี 1973 ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับกองทัพสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก
* ความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์: ในระยะเวลาเพียง 18 วัน นักบินอิสราเอลที่ขับเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุดจากสหรัฐฯ ต้องสูญเสียเครื่องบินไปมากถึง 109 ลำ
* ภัยคุกคามใหม่: เครื่องบินส่วนใหญ่ถูกยิงตกโดยระบบขีปนาวุธ SAM ที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้สนับสนุนให้กับอียิปต์และซีเรีย ระบบอาวุธเหล่านี้มีราคาถูกกว่าเครื่องบินรบหลายเท่า และพลประจำการก็ใช้เวลาฝึกฝนน้อยกว่านักบินรบอย่างมหาศาล
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ฝ่ายวางแผนของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ พวกเขาคำนวณอัตราการสูญเสียหากต้องทำสงครามเต็มรูปแบบกับสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าตกใจอย่างยิ่ง:
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ทั้งหมดจะถูกทำลายล้างภายในเวลาเพียง 17 วัน
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเครื่องบินรบที่เคยเป็นผู้ล่ากำลังจะกลายเป็นเป้านิ่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของโซเวียต กองทัพสหรัฐฯ ต้องการทางออกอย่างเร่งด่วน ก่อนที่อำนาจทางอากาศของตนจะหมดความหมายไป และคำตอบนั้นก็มาจากแหล่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือเอกสารวิชาการของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย
3.0 ประกายแนวคิด: ความลับที่ซ่อนอยู่ในสมการ
ณ สถาบันวิจัยชั้นแนวหน้าของล็อกฮีดที่รู้จักกันในชื่อ "Skunk Works" การเดินทางของ F-117 ได้เริ่มต้นขึ้นบนโต๊ะทำงานของ เบน ริช (Ben Rich) ผู้อำนวยการคนใหม่ เขได้รับเอกสารทางวิทยาศาสตร์ของรัสเซียฉบับหนึ่งที่แปลโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเต็มไปด้วยสมการและทฤษฎีที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1
สำหรับคนส่วนใหญ่ เอกสารฉบับนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเรดาร์ของ Skunk Works มันคือขุมทรัพย์ที่ไขความลับสู่การออกแบบอากาศยานรูปแบบใหม่
* แนวคิดเรื่องการเลี้ยวเบน (Diffraction): ลองจินตนาการถึงคลื่นในทะเลที่เคลื่อนที่เข้าหากำแพงกันคลื่นในท่าเรือ แม้ว่ากำแพงจะสะท้อนพลังงานส่วนใหญ่ออกไป แต่คลื่นบางส่วนก็ยังสามารถ "เลี้ยว" อ้อมขอบกำแพงเข้าไปด้านในได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการเลี้ยวเบน และมันซับซ้อนยิ่งกว่าเมื่อเกิดขึ้นกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของเรดาร์
* โปรแกรม "Echo1": เอกสารของรัสเซียฉบับนี้ได้มอบกุญแจสำคัญในการคำนวณการเลี้ยวเบนดังกล่าว เบน ริช จึงอนุมัติให้สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อ "Echo1" ขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ว่ารูปทรงต่างๆ จะสะท้อนคลื่นเรดาร์กลับไปในทิศทางใด
* "เพชรสิ้นหวัง" (Hopeless Diamond): ผลลัพธ์แรกที่ได้จากโปรแกรม Echo1 คือรูปทรงเรขาคณิตที่ประกอบด้วยแผ่นสามเหลี่ยมแบนๆ ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า "Hopeless Diamond" เพราะนักอากาศพลศาสตร์ในยุคนั้น โดยเฉพาะ เคลลี จอห์นสัน (Kelly Johnson) ตำนานแห่ง Skunk Works ต่างเชื่อว่ารูปทรงแบบนี้ไม่มีทางบินได้อย่างแน่นอน
"เพชรสิ้นหวัง" ไม่ใช่เครื่องบิน มันเป็นเพียงทฤษฎีบริสุทธิ์ที่ขาดทุกอย่างที่เครื่องบินจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบควบคุม หรือปีก แต่มันคือพิมพ์เขียวแรกที่พิสูจน์ว่าแนวคิดการล่องหนจากเรดาร์นั้นเป็นไปได้ในทางทฤษฎี ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เหล่าวิศวกรการบินที่เก่งที่สุดจะต้องเปลี่ยนทฤษฎีสุดขั้วนี้ให้กลายเป็นเครื่องบินที่บินได้จริง
4.0 การเดินทางจากทฤษฎีสู่ความเป็นจริง: ความท้าทายทางวิศวกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน
การออกแบบ F-117 คือการประนีประนอมครั้งใหญ่ระหว่างข้อกำหนดด้านการล่องหน (Stealth) กับกฎเกณฑ์ทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ทุกชิ้นส่วนของเครื่องบินคือผลลัพธ์ของการต่อสู้ทางความคิดของเหล่าวิศวกร
4.1 ภารกิจคือนักฆ่าที่แม่นยำ
ภารกิจหลักของ F-117 ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน นั่นคือการเป็น เครื่องบินทิ้งระเบิดความแม่นยำสูงที่บินด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง (Subsonic Precision Bomber)
* อาวุธภายในลำตัว: เพื่อรักษาสภาพล่องหน F-117 จึงไม่สามารถติดตั้งอาวุธภายนอกลำตัวได้ มันมีช่องเก็บอาวุธภายใน 2 ช่อง สำหรับบรรทุกระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์หรือดาวเทียม (GPS)
* ไร้การป้องกัน: เครื่องบินลำนี้ไม่มีอาวุธสำหรับป้องกันตัวจากการโจมตีทางอากาศ มันต้องพึ่งพาคุณสมบัติการล่องหนเพียงอย่างเดียวในการเจาะเข้าแดนศัตรูและปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ
4.2 ตารางแห่งการประนีประนอม: เมื่อการล่องหนต้องมาก่อน
การสร้างเครื่องบินที่มีรูปทรงแปลกประหลาดเช่นนี้ก่อให้เกิดความท้าทายทางวิศวกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมีดังนี้ :
ส่วนประกอบ - ช่องรับอากาศเข้าเครื่องยนต์
มีข้อข้อกำหนดด้านการล่องหน
- ต้องมีรูปทรงเป็นเหลี่ยมมุมเหมือนลำตัว
- ปิดคลุมด้วยตะแกรงสะท้อนเรดาร์
ปัญหาทางอากาศพลศาสตร์/วิธีแก้ปัญหา
- ลดแรงขับของเครื่องยนต์: ตะแกรงทำให้ประสิทธิภาพการรับอากาศ (Pressure Recovery) ลดลงอย่างมาก
- ปัญหาน้ำแข็งเกาะ: จำเป็นต้องติดตั้งระบบฉีดสารละลายน้ำแข็ง
- วิธีแก้ปัญหา: เพิ่มประตูรับอากาศสำรอง (Secondary Intake Doors) ซึ่งจะเปิดอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำกว่า Mach 0.5 เพื่อเพิ่มการไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์
ส่วนประกอบ - ท่อไอพ่นท้ายเครื่องยนต์
มีข้อข้อกำหนดด้านการล่องหน
- ต้องทำให้ไอเสียเย็นลงและกระจายออกเป็นวงกว้างเพื่อลดการตรวจจับด้วยอินฟราเรด
- ออกแบบเป็นท่อแบนกว้าง คล้ายปากเป็ด (Platypus Tail)
ปัญหาทางอากาศพลศาสตร์/วิธีแก้ปัญหา
- เกิดวงจรความไม่เสถียร (Positive Feedback Loop): 1) ท่อไอพ่นที่ทำมุมเข้าหากันอาจสร้างแรงขับไม่สมมาตร ผลักเครื่องบินออกด้านข้าง 2) มาตรวัดความเร่งด้านข้างอ่านค่าผิดพลาดว่าเกิดการไถลข้าง (Sideslip) 3) คอมพิวเตอร์การบินพยายาม "แก้ไข" การไถลข้างที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งกลับสร้างการไถลข้าง ของจริง ขึ้นมา 4) การไถลข้างของจริงยิ่งทำให้แรงขับไม่สมมาตรมากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอันตราย
ส่วนประกอบ - ปีก
มีข้อข้อกำหนดด้านการล่องหน
- ต้องมีมุมลู่ (Sweep Angle) ที่สูงมากเพื่อเบี่ยงเบนคลื่นเรดาร์
- เครื่องต้นแบบ "Have Blue" ใช่มุมลู่ที่สูงถึง 72.5°
ปัญหาทางอากาศพลศาสตร์/วิธีแก้ปัญหา
- แรงยกต่ำมาก: ปีกที่ลู่ไปข้างหลังมากจะสร้างแรงยกได้น้อย
- ต้องการปีกขนาดใหญ่: เพื่อชดเชยแรงยกที่ต่ำ ทำให้ต้องออกแบบปีกให้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว
- วิธีแก้ปัญหา: ในรุ่น F-117 ได้ลดมุมลู่ของปีกลงเหลือ 67.5° เพื่อเพิ่มแรงยกและปรับปรุงเสถียรภาพ
ด้วยแนวคิดการออกแบบที่สุดขั้วขนาดนี้ การทดสอบในโลกแห่งความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะสร้างเครื่องบินที่พร้อมปฏิบัติการจริงได้
5.0 "Have Blue": ต้นแบบลับสุดยอดที่พิสูจน์แนวคิด
เพื่อพิสูจน์ว่าเครื่องบินที่มีรูปทรงเหลี่ยมมุมแบบ "เพชรสิ้นหวัง" สามารถบินได้จริง ล็อกฮีดจึงได้ริเริ่มโครงการลับสุดยอดในชื่อรหัส "Have Blue" โดยมีการสร้างเครื่องบินต้นแบบสาธิตขึ้นมา 2 ลำ
* ภารกิจ: เป้าหมายหลักของโครงการ Have Blue คือการพิสูจน์แนวคิดว่าอากาศยานที่ตรวจจับได้ยาก (Low-Observable) และมีรูปทรงเหลี่ยมมุมนั้นสามารถบินและควบคุมได้จริง
* ผลลัพธ์: เครื่องบินต้นแบบทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการพิสูจน์แนวคิดการล่องหน อย่างไรก็ตาม พวกมันมีความไม่เสถียรในการบินสูงมาก และสุดท้ายก็ประสบอุบัติเหตุตกทั้งสองลำ
* บทเรียนราคาแพง: แม้ว่าเครื่องบินต้นแบบจะถูกทำลายไป แต่โครงการ Have Blue ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้มอบข้อมูลและบทเรียนอันล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุครั้งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอันตรายของ
ความไม่เสถียรอย่างชัดเจน: ระหว่างการลงจอด ขณะที่เครื่องอยู่สูงจากรันเวย์เพียง 1 เมตร ส่วนท้ายแบบปากเป็ด (Platypus Tail) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นผิวควบคุมพิเศษได้กางออกโดยอัตโนมัติ กระแทกเครื่องบินลงกับพื้นอย่างรุนแรงจนนักบินต้องดีดตัวออกมา บทเรียนเหล่านี้ถูกนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ สำหรับการออกแบบเครื่องบิน F-117 ที่จะเข้าสู่สายการผลิตจริง
บทเรียนที่ได้จากซากเครื่องบิน Have Blue กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานักล่าสุดอันตรายลำใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
6.0 F-117 Nighthawk: "เหยี่ยวดำ" ถือกำเนิด
F-117 Nighthawk รุ่นผลิตจริงคือผลลัพธ์ของการนำบทเรียนจากโครงการ Have Blue มาปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น มันมีขนาดใหญ่กว่าและมีเสถียรภาพมากกว่าเครื่องบินต้นแบบอย่างเห็นได้ชัด
คุณสมบัติ Have Blue (ต้นแบบ) F-117 Nighthawk (รุ่นผลิตจริง)
มุมลู่ของปีก 72.5° 67.5° (ลดลงเพื่อเพิ่มแรงยกและเสถียรภาพ)
แพนหาง แพนหางดิ่งคู่เอียงเข้าหากัน ซึ่งถูกลำตัวบดบังกระแสลมที่มุมปะทะสูง ทำให้อำนาจควบคุมลดลง แพนหางรูปตัว V (V-tail) เอียงออกจากกันและมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจการควบคุมในทุกสภาวะการบิน
พื้นผิวควบคุม - มีพื้นผิวควบคุมที่ส่วนท้าย (Platypus Tail)
- มี Elevon (ปีกเล็กท้ายปีกหลัก) 1 ชิ้นต่อข้าง - ตัดพื้นผิวควบคุมที่ส่วนท้ายออกไป
- เพิ่ม Elevon ชิ้นที่สองด้านนอกสุดของปีกแต่ละข้าง
การทดสอบและปฏิบัติการของ F-117 ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด โดยมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ Tonopah Test Range ในรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและรอดพ้นจากสายตาของผู้คน ความลับถูกรักษาไว้อย่างเข้มงวดเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ "เหยี่ยวดำ" จะได้เผยโฉมต่อสายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการ
7.0 ชัยชนะในพายุทะเลทราย: บทพิสูจน์คุณค่าของการล่องหน
ปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ในปี 1991 คือเวทีที่ F-117 ได้พิสูจน์คุณค่าของเทคโนโลยีล่องหนให้โลกได้ประจักษ์ ความสำเร็จของมันนั้นน่าทึ่งและเกินความคาดหมาย
* คืนแรกของการโจมตี: F-117 เพียงฝูงเดียวสามารถโจมตีเป้าหมายที่มีคุณค่าสูง (High-Value Target) ได้ถึง 26 แห่ง
* ตลอดช่วงสงคราม: เครื่องบินฝูงนี้โจมตีเป้าหมายสำคัญไปทั้งสิ้น 1,600 แห่ง
* สถิติอันน่าทึ่ง: F-117 ปฏิบัติภารกิจทั้งหมดนี้ได้สำเร็จโดย ไม่มีเครื่องบินตกหรือสูญเสียแม้แต่ลำเดียว
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้จัดทำอินโฟกราฟิกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของเทคโนโลยีใหม่นี้ โดยเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายตลอด 20 ปีระหว่างการใช้ฝูงบินล่องหนกับฝูงบินรบตามแบบแผนเพื่อปฏิบัติภารกิจเดียวกัน
* ฝูงบินล่องหน (Stealth Package): ใช้ F-117 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงสนับสนุน ค่าใช้จ่ายประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์
* ฝูงบินตามแบบแผน (Conventional Package): ต้องใช้ เครื่องบินทิ้งระเบิดเฉพาะทาง, เครื่องบินขับไล่คุ้มกัน, เครื่องบินรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และฝูงบินเติมเชื้อเพลิงจำนวนมากกว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจทั้งหมด ค่าใช้จ่ายประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์
F-117 ได้พิสูจน์แล้วว่ามันคือ "ไพ่ตาย" ที่สามารถพลิกเกมการรบทางอากาศได้อย่างสิ้นเชิง แต่วันเวลาแห่งการเป็นผู้ไร้เทียมทานก็อยู่ได้ไม่นาน
8.0 เมื่อเครื่องบินล่องหนถูกมองเห็น: การตกครั้งแรกและครั้งเดียว
เกราะแห่งความคงกระพันของ F-117 ถูกทำลายลงในเดือนมีนาคม ปี 1999 เหนือน่านฟ้าเซอร์เบีย F-117 ลำหนึ่งถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของเซอร์เบีย ซึ่งนับเป็นการสูญเสียจากการรบเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของเครื่องบินรุ่นนี้
ความสำเร็จของฝ่ายเซอร์เบียไม่ได้มาจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า แต่มาจาก ยุทธวิธีอันชาญฉลาด
1. การเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง: พวกเขาเคลื่อนย้ายตำแหน่งของสถานีเรดาร์และฐานยิงขีปนาวุธเป็นประจำ
2. เปิด-ปิดเป็นช่วงสั้นๆ: พวกเขาจะเปิดใช้งานเรดาร์เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถติดตามและวางแผนเส้นทางบินเพื่อหลบเลี่ยงได้
ยุทธวิธีนี้ทำให้พวกเขาสามารถจับสัญญาณและล็อกเป้า F-117 ได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า เทคโนโลยีล่องหนไม่ใช่การหายตัว (Invisibility) แต่เป็นเพียงการทำให้ ตรวจจับได้ยาก (Low Observable) เท่านั้น และด้วยยุทธวิธีที่ถูกต้อง แม้แต่ Nighthawk ก็สามารถถูกสอยร่วงลงมาได้
หลังนักบินได้รับการช่วยเหลือ กองทัพสหรัฐฯ ก็ไม่ได้พยายามทำลายซากเครื่องบินที่ตกแต่อย่างใด ในช่วงเวลานั้น F-22 Raptor ได้ทำการบินครั้งแรกไปแล้ว เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายุคสมัยของ F-117 กำลังจะสิ้นสุดลง และรุ่งอรุณแห่งยุคใหม่ของเทคโนโลยีล่องหนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
9.0 มรดกของ Nighthawk
F-117 Nighthawk คืออากาศยานแห่งการปฏิวัติ มันถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นคือการเอาชีวิตรอดในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยระบบขีปนาวุธ SAM อันทันสมัยของโซเวียต มันได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามทางอากาศไปตลอดกาล พิสูจน์ให้เห็นว่าการโจมตีโดยที่ศัตรูไม่ทันรู้ตัวนั้นเป็นไปได้จริง
มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Nighthawk คือการปูทางให้กับอากาศยานยุคต่อไป มันได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีล่องหน และผลักดันให้แนวคิดนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอากาศยานรบสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit หรือเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor และ F-35 Lightning II
จากที่เคยเป็นเพียงความสามารถพิเศษเฉพาะทาง ปัจจุบัน "การล่องหน" ได้กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่คาดหวังได้จากเครื่องบินรบชั้นแนวหน้าทุกรุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ "เหยี่ยวดำ" ผู้บุกเบิกที่กล้าหาญลำนี้นั่นเอง
แหล่งที่มา : Air Space Forces - September - October 2025
โฆษณา