13 ม.ค. เวลา 12:40 • ความคิดเห็น
กระทู้คมเสื้อแสงขาดเบย!
อาจเป็นมุมคิดนึงที่อ่อนด้อย
เข้าไม่ถึงคำว่าสูงสุดเกินมนุษย์
ถ้ามองจากฐานความรู้เชิงประวัติศาสตร์มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม
และปรัชญาการเมืองร่วมกัน
จะเห็นว่า “การทุจริต”ไม่ได้
ผูกติดกับยุคสมัยใดยุคหนึ่ง
แต่ผูกติดกับเงื่อนไขของ
ความเป็นมนุษย์มากกว่า
คือทุกสังคมที่มีทรัพยากร
อันมีค่ามีอำนาจในการจัดสรร
มีความไม่สมบูรณ์ของแบบ
ของระบบสังคมย่อมเปิดพื้นที่
ให้มีโอกาสแสวงหาประโยชน์
ส่วนตนเกิดขึ้นได้เสมอ
แม้ในสภาพที่มนุษย์มีอายุ
ยืนยาว แข็งแรง ปราศจาก
ความขาดแคลนขั้นพื้นฐาน
ทั้งหมดทั้งสิ้น
ในกรอบคิดระยะยาวเกิน
อายุขัยมนุษย์การทุจริตอาจ
ไม่ปรากฏในรูปแบบหยาบ
กระด้างถึงหน้าด้านอย่างการโกงกินเงินหรือทรัพย์สิน
เพราะเมื่อความอยู่รอด
ไม่ใช่ปัญหา แรงจูงใจแบบ
ดั้งเดิมจะลดลงแต่จะค่อยๆ
แปรรูปไปเป็นการผูกขาด
อิทธิพลการครอบงำในเชิง
สัญลักษณ์
กำหนดกติกาที่เอื้อประโยชน์
แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแนบเนียนหรือการสะสม “อำนาจในการนิยามความจริง”
ซึ่งตรวจจับยากกว่าการทุจริต
เชิงวัตถุหลายเท่า
ในสังคมที่ดูเหมือนอุดมคติ
ที่สุดความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่
ความชั่วร้ายฉับพลันกระมัง
แต่อยู่ที่ความเคยชินความนิ่ง
สงบเงียบงันและความเชื่อมั่น
ว่าระบบดีพอแล้วเพราะเมื่อ
มนุษย์เชื่อว่าตนอยู่ในยุคศรี
อารยเมตไตรย
ความสงสัยการตรวจสอบจะ
ค่อยๆหายไปและนั่นคือจุดที่
Pataว่าการทุจริตระดับโครง
สร้างสามารถงอกงามโดยไม่ถูกเรียกชื่อว่า“ทุจริต”
หากถามว่ามีความเป็นไปได้
รึไม่?คำตอบคงคือ “มี” แต่ไม่
ใช่ในรูปแบบที่มนุษย์ยุคปัจจุบัน
คุ้นเคยและอาจไม่ใช่สิ่งที่คนในยุคนั้นจะมองเห็นว่าเป็นปัญหา
เลยด้วยซ้ำ
เพราะการทุจริตที่ลึกที่สุด
มักไม่ขัดกับกฎหมายไม่ขัด
กับศีลธรรมที่ถูกนิยามในยุคนั้น และไม่กระทบชีวิตคนส่วนใหญ่
ในระยะสั้นทว่ามันจะค่อยๆ
เปลี่ยนทิศทางของสังคมอย่างช้าๆ จนกว่าจะมีผู้ที่อยู่นอกกรอบอายุขัยหรือกรอบความคิดเดิม มองเห็นรอยร้าวนั้นได้ในที่สุด
Pataเพียงคิดว่านะ!
2
โฆษณา