14 ม.ค. เวลา 01:44 • เพลง & ซีรีส์ เกาหลี

6 องค์ประกอบความ Cinematic ของ Made In Korea ซีรีส์เนื้อเรื่องเข้มข้น รวมความเท่และแกลมแบบยุค 70s

ซีรีส์สัญชาติเกาหลีบนแพลตฟอร์ม Disney+ นั้นขึ้นชื่อเรื่องความน่าสนใจ หลายเรื่องติดโผในใจผู้ชม ด้วยบทอันเข้มข้น ดราม่าซับซ้อน และยังมีงานโปรดักชันที่สวยงามอลังการ ไม่แพ้ภาพยนตร์สเกลใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Moving (2023), Light Shop (2024) และในปี 2025 ที่ผ่านมาก็มีเรื่อง Hyper Knife และ Tempest อีกด้วยที่น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบแบบไม่พัก
‘Made In Korea’
ต้นปี 2026 นี้ก็มีซีรีส์อีกเรื่องที่น่าจับตาอย่าง ‘Made In Korea’ ที่ถือเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ และยังได้นักแสดงตัวท็อปอย่าง ‘ฮยอนบิน’ มาแสดงนำอีกด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าในคราวนี้ ผู้ชมจะได้เห็นอีกด้านของเขา ที่แสดงบทบาทด้านมืดได้อย่างเท่ และสุขุมสุดๆ
โดยเรื่องราวในซีรีส์ Made In Korea นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีช่วงปี 1970 ถ่ายทอดเรื่องราวของ แบคกีแท (แสดงโดย ฮยอนบิน) ที่ในด้านหนึ่งเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KCIA) แต่อีกด้านเขาก็เป็นนักลักลอบค้าของผิดกฎหมายตัวฉกาจอีกด้วย
ด้วยโทนของเรื่องที่น่าสนใจ ทำให้งานโปรดักชันของเรื่องนี้ได้รวมทั้งความเท่ ความแกลม และเสน่ห์ของความยุค 70s ไว้ด้วยกัน บวกกับมีการกำกับภาพที่ดู Cinematic หรือมีความงามเชิงภาพยนตร์ในทุกๆ ซีน
Art of จะพาไปดูกันว่ามีองค์ประกอบไหนใน ‘Made In Korea’ ที่ทำให้มีความ Cinematic สวยงาม จนเป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้ชมพลาด ! สามารถสตรีมได้แล้วทาง Disney+ เรื่องนี้มีทั้งหมด 6 ตอน พร้อมซับไทย และพากย์ไทย
องค์ประกอบ Gritty ขุ่นมัว
โทนของเรื่อง เห็นได้ตั้งแต่จากโปสเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงความขุ่นมัว สีเทา ควันฟุ้ง หรืออาจจะเรียกว่าแนว Gritty ก็ได้ มีความแปดเปื้อนสมจริง เข้ากับโลกอาชญากรรม แต่ก็มีความเท่ และแกลมในแบบ 1970s ซึ่งความขุ่นมัวนี้สะท้อนไปในองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่อง ทั้งในฉาก พร็อพ คอสตูม และแสง
สิ่งของอย่าง ‘บุหรี่’ ที่ตัวละครทุกตัวล้วนใช้ ก็มีการตีความได้หลากหลาย โดย ‘ควันบุหรี่’ ช่วยเน้นภาพของโลกที่เต็มไปด้วยเงา การซ่อนเร้น การต่อรองลับๆ บดบังความจริง บอกเป็นนัยว่าตัวละครในเรื่องนี้ไม่ได้ใสสะอาดตั้งแต่ต้น
เนรมิตฉากปูซานปี 1970s ที่หายไปขึ้นมาใหม่
เนื่องจากประเทศเกาหลีพัฒนารวดเร็วในช่วงปี 1970s ทำให้มีการทำลายสถาปัตยกรรมยุคนั้นไปจำนวนมาก จึงต้องมีการหาสถานที่ถ่ายทำให้เหมือนยุคนั้นที่สุด จนสุดท้ายก็ได้เลือกถ่ายทำในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงที่ในประเทศไทย
เช่น ในอาคารสถาปัตยกรรมหลายแห่งในเมืองโกเบ ยังมีความใกล้เคียงกับอาคารในเกาหลียุค 70s โดยเฉพาะฉากในอาคารสำคัญต่างๆ เช่นในกองบัญชาการ ที่ดูมีความดิบ ไม่มีการตกแต่งอะไรมาก
นอกจากนี้ยังมีฉากสงครามเวียดนาม ถนนเมืองเวียดนาม และฉากทางทะเลหลายฉากที่ที่ถ่ายทำที่ประเทศไทยอีกด้วย
โดยในแต่ละฉาก ทีมงานมีการค้นคว้าอย่างหนักให้สถานที่และการแต่งกายเป็นไปตามยุคนั้นมากที่สุด ไม่ให้มีความเป็นยุคปัจจุบันหลงเหลืออยู่เลย ทำให้ฉากออกมาสมจริงจนนักแสดงชื่นชม ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงสี และกระทั่งกลิ่น
คอสตูมยุค 1970s ความเท่ แกลม แบบไม่จำกัดเพศ
ในยุค 1970s เส้นแบ่งทางเพศในการแต่งกายเริ่มหายไป เพราะผู้หญิงมีบทบาททางสังคมและอิสรภาพในการแสดงตัวตนมากขึ้น เสื้อผ้าจึงเต็มไปด้วยสีสันและลวดลาย นอกจากนี้ผู้หญิงก็เริ่มสวมสูท กางเกง และเสื้อผ้าผู้ชายด้วย
ใน Made in Korea คอสตูมจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นภาษาทางอำนาจที่เล่าเรื่องตัวละครได้อย่างชัดเจน
‘แบคกีแท’ ตัวละครหลัก คือภาพแทนของความเท่และความแกลมในแบบนิ่งลึก เขามักใส่สูทเรียบ มินิมอล โทนสีเข้ม ที่แม้จะไม่หวือหวา แต่กลับสะกดทุกสายตา ความเรียบนี้สะท้อนตัวตนของคนที่สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกองค์กรได้อย่างแนบเนียน
ในขณะที่ ‘อิเคดะ ยูจิ’ ตัวละครหญิงที่เป็นตัวแทนของแก๊งยากูซ่าและทำหน้าที่ลอบบี้ยิสต์ เลือกสวมสูทและกางเกงในลุคที่ดูเฉียบคมเด็ดขาด เสื้อผ้าของเธอแสดงถึงอำนาจ และสถานะที่เธอยืนอยู่ในฝั่งญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
ตรงกันข้ามกับ ‘แบกึมจี’ ตัวละครหญิงอีกคนที่แสดงความเฟมินินออกมาอย่างมั่นใจ ผ่านสีสันและลวดลายที่โดดเด่น แต่ความงามนั้นกลับถูกกดทับไว้ภายใต้อำนาจที่มองไม่เห็น อิสรภาพที่ไม่เคยเป็นของเธออย่างแท้จริง
ส่วนตัวละครอื่นๆ เช่น กลุ่มสายสืบ ก็เลือกแต่งกายในแบบคนธรรมดาของยุคนั้น เรียบง่าย สมจริง และแทบไม่มีความแกลม ความต่างนี้ยิ่งตอกย้ำว่า ‘ความแกลม’ ในเรื่อง ไม่ได้เป็นเพียงสไตล์ แต่คือสัญลักษณ์ของฝั่งอำนาจ และโลกสีเทาเบื้องหลังที่ไม่ปรากฏในชีวิตคนทั่วไป
องค์ประกอบแสงอันทรงพลัง สะท้อนอารมณ์และอำนาจ
ในซีรีส์เรื่องนี้ มีการใช้แสงที่คมและมีคอนทราสต์สูง สลับกับแสงที่ถูกพรางด้วยความขุ่นมัวตามที่กล่าวข้างต้น ในหลายฉาก แสงมีโทนสีที่จัดจ้าน ชวนให้นึกถึงผลงานของผู้กำกับ หว่องกาไว ที่มักใช้สีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่าเรื่องตัวละคร สีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างบรรยากาศ แต่สะท้อนอารมณ์ แรงขับภายใน และพลังของอำนาจ
แสงยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สะท้อนคาร์แรคเตอร์ของแต่ละองค์กร เช่น หน่วยข่าวกรองกลาง ที่แสงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับตัวละครข้างใน แสงแดดตกกระทบชัดเจน ทำให้เห็นตัวตนด้านมืดด้านสว่าง และยังชี้ให้เห็นว่าคนไหนเป็นคนที่มีอำนาจอีกด้วย
ส่วนในไนต์คลับต่างๆ ใช้สีสดจัดจ้านฉูดฉาด สื่อถึงความเย้ายวนของกิเลส เงินตราที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้าของความเจริญที่ค่อยๆ พัฒนาของเกาหลี
องค์ประกอบภาพเซอร์เรียล เหนือจริง
ในหลายฉากของซีรีส์เรื่องนี้ การเล่าเรื่องถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบภาพแบบเซอร์เรียล หรือมุมมองที่ไม่อาจพบเห็นได้ในชีวิตจริง
มุมกล้องที่กว้างจนแทบแบนราบเป็นเส้นตรงนั้นเป็นมากกว่าความสวยงาม แต่สะท้อนการเปิดเผยและการตีแผ่โครงสร้างของโลกเบื้องหลัง อำนาจ และความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้า
ขณะเดียวกัน มุมกล้องที่จัดวางตัวละครไว้ตรงศูนย์กลาง พร้อมสมมาตรซ้ายขวา ก็สร้างความรู้สึกของอำนาจ ความน่าเกรงขาม และการควบคุมในแต่ละฉาก
เมื่อบวกกับการเล่าเรื่องจากองค์ประกอบแสง ก็ยิ่งทำให้ภาพออกมาสมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นภาพที่บรรจงวาด
ภาพนี้แสดงถึงห้องทำงานของหน่วยข่าวกรอง ที่เมื่อเรื่องราวมีพัฒนาการเปลี่ยนไป แสงในห้องก็เปลี่ยนไปด้วย
โฆษณา