2 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

Part 2: กลยุทธ์ | Purdue Pharma : กลยุทธ์มอมเมาและเกราะกำบังทางกฎหมาย

โดย TheKingMaker :
​Purdue Pharma คือกรณีศึกษาที่น่าสะพรึงกลัวของการใช้ "การตลาดเชิงรุกที่ไร้จริยธรรม" และการใช้ "การวางโครงสร้างกฎหมาย" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน
​ความสำเร็จของ Purdue ไม่ได้มาจากนวัตกรรมทางเคมี แต่มาจากความอัจฉริยะในการ "ล้างสมอง" ระบบสาธารณสุขและผู้วางนโยบาย
นี่คือตัวเลขและกลยุทธ์ที่ทำให้ยาเสพติดกลายเป็นรายได้หลักของตระกูล
​1. กลยุทธ์ "แรงจูงใจที่บิดเบี้ยว"
​Purdue เปลี่ยนระบบการแพทย์ให้กลายเป็นเครื่องจักรการขาย
บริษัทตั้งเป้ายอดขายให้เซลล์แมนอย่างบ้าคลั่ง หากใครทำยอดถึงเป้าจะได้โบนัสสูงสุดถึง 240,000 ดอลลาร์ต่อปี
ทำให้เซลล์แมนทำทุกทางเพื่อให้หมอจ่ายยามากขึ้นโดยไม่สนผลกระทบ
​พวกเขาใช้ข้อมูล Data Analytics ในการระบุว่าหมอคนไหน "ใจอ่อน" หรือ "จ่ายยาเยอะ"
แล้วส่งเซลล์แมนเข้าไปประกบเพื่อประเคนสิ่งตอบแทน จนหมอเหล่านั้นกลายเป็น "โรงงานผลิตใบสั่งยา"
​2. การสร้าง "วิทยาศาสตร์ลวงโลก"
​Purdue นำจดหมายสั้นๆ ในวารสารการแพทย์มาบิดเบือนเป็นสถิติอ้างอิงว่ายา OxyContin แทบไม่มีอันตรายจากการเสพติด
ซึ่งเป็นคำโกหกคำโตที่ถูกใช้หลอกลวงหมอทั่วโลกนานนับทศวรรษ
​พวกเขาบริจาคเงินให้องค์กรการแพทย์เพื่อผลักดันให้ "ความเจ็บปวด" กลายเป็นสัญญาณชีพที่ 5 บีบให้หมอต้องจ่ายยาแก้ปวดทุกครั้งที่คนไข้บอกว่าเจ็บเพียงเล็กน้อย
​3. กลยุทธ์ "Legal Shield & Strategic Bankruptcy"
​เมื่อวิกฤตเริ่มปะทุ ตระกูล Sackler ใช้แผนการ "แยกตัวตนออกจากบริษัท"
​ระหว่างปี 2008-2017 ตระกูล Sackler ถอนเงินออกจาก Purdue ไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัทเหลือแต่เปลือกเมื่อถูกฟ้อง
​พวกเขาพยายามใช้ช่องโหว่ของการล้มละลายในศาล เพื่อขอ "การคุ้มครองถาวร" ไม่ให้คนไข้หรือรัฐบาลฟ้องร้องสมาชิกตระกูลได้อีกในอนาคต แลกกับการจ่ายเงินชดเชยเพียงเศษเสี้ยวของกำไรที่ได้มา
​4. 6 แนวทางปรับใช้สู่ยุคปัจจุบัน
​3 ข้อสำหรับระดับกลยุทธ์ (CEO/Owner)
: ​กำไรที่มาจากการทำลายสังคม คือระเบิดเวลา การมีจริยธรรมในโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือการบริหารความเสี่ยงที่จะทำลายบริษัทในอนาคต
​: การตั้งโบนัสหรือ KPI ที่เน้นยอดขายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คุมวิธีการ จะนำไปสู่พฤติกรรมที่เน่าเฟะภายในองค์กร จงระวังว่า "คุณกำลังให้รางวัลอะไรแก่พนักงานของคุณ"
​: ในยุค AI ข้อมูลลูกค้าคืออาวุธ หากคุณใช้มันเพื่อ "หลอกล่อ" หรือ "มอมเมา" ลูกค้าแบบที่ Purdue ทำกับข้อมูลหมอ วันหนึ่งความไว้วางใจจะพังทลายและแบรนด์ของคุณจะไม่มีวันฟื้นกลับมาได้
​3 ข้อสำหรับระดับทัศนคติ (General Reader)
​: แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญหรือหมอก็อาจถูกโน้มน้าวด้วยผลประโยชน์ จงหาความรู้และตรวจสอบข้อมูล เสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสารเคมี
​: เงินบริจาคหรูหราในชื่อของคนรวยอาจเป็น "การล้างภาพลักษณ์" จากธุรกิจที่มืดมน จงตัดสินคนหรือองค์กรจากการกระทำที่สร้างรายได้ ไม่ใช่จากการบริจาคทิ้งท้าย
​: อะไรก็ตามที่สัญญาว่าจะแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (เช่น ความปวดสะสม) ได้ในพริบตาและอ้างว่าไร้ความเสี่ยง มักจะมีราคาที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่เสมอ
​บทสรุป
​Purdue Pharma สอนให้โลกเห็นความน่ากลัวของการที่ "การตลาด" อยู่เหนือ "จริยธรรมการแพทย์"
พวกเขาไม่ได้แค่ขายยา แต่พวกเขาขาย "ความหายนะ" ที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษสีทองแห่งความร่ำรวย
​Call to Action:
ในสนามธุรกิจของคุณ คุณกำลังสร้าง "ยารักษา" หรือกำลังสร้าง "ยาเสพติด" ที่กัดกินลูกค้าของคุณ?
จงจำไว้ว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด คือความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นบนความสำเร็จและสุขภาวะที่ดีของผู้อื่น!
#TheKingMaker #Business #Casestudy #Leadership #BusinessStrategy #Entrepreneurship #History #PurduePharma
​Disclaimer :
บทความนี้คือการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์เพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน
​เอกสารอ้างอิง (References)
-​Keefe, P. R. (2021). Empire of Pain: The Secret History of the Sackler Dynasty. Doubleday.
-​Macy, B. (2018). Dopesick: Dealers, Doctors, and the Drug Company that Addicted America. Little, Brown and Company.
-​U.S. Department of Justice. Purdue Pharma Pleads Guilty to Dual Criminal Conspiracies.
-​The New York Times. The Sackler Family’s Reckoning.
** เพิ่มเติมจาก TheKingMaker ** ​
นี่คือสถานะล่าสุดและบทลงโทษที่พวกเขาได้รับ :
​1. การล้มละลายและการชดเชย
​หลังจากสู้คดีมาอย่างยาวนาน ในปี 2024 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยล้มล้างแผนการล้มละลายเดิมที่เคยให้ "การคุ้มครองถาวร" แก่ตระกูล Sackler
​: ตระกูล Sackler ต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) เพื่อนำไปใช้ในการบำบัดผู้ติดยาและเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียทั่วอเมริกา
​: พวกเขาต้องยอมสละสิทธิ์ในการบริหาร Purdue Pharma และบริษัทจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์
​2. ตราบาปทางสังคม
​แม้เงินจะยังเหลือล้น แต่ "ชื่อเสียง" ของตระกูลถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
​: พิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง The Met, Louvre, British Museum และ Guggenheim ได้ทำการถอดป้ายชื่อ "Sackler" ออกจากอาคารและห้องจัดแสดงทั้งหมด พร้อมประกาศไม่รับเงินบริจาคจากตระกูลนี้อีกต่อไป
​: จากตระกูลที่เคยถูกมองว่าเป็นมหาเศรษฐีใจบุญ ปัจจุบันชื่อของพวกเขาถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็น "ตระกูลที่สร้างวิกฤตยาเสพติดที่เลวร้ายที่สุด"
​3. ทำไมถึงไม่มีใครติดคุก?
​นี่คือสิ่งที่ขัดใจคนทั้งโลก ในทางกฎหมายอาญา การจะเอาผิดบุคคลในระดับผู้บริหารให้ติดคุกนั้นยากมาก เพราะ:
​: กฎหมายแยกตัวตนของ "บริษัท" ออกจาก "บุคคล" การทำผิดส่วนใหญ่ถูกระบุว่าเป็นความผิดของนิติบุคคล (Purdue Pharma) ไม่ใช่ความผิดส่วนบุคคลของสมาชิกตระกูล
​: เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ในชั้นศาลว่าสมาชิกตระกูล "สั่งการโดยตรง" ให้เซลล์แมนไปโกหกหมอ ส่วนใหญ่หลักฐานจะหยุดอยู่ที่ระดับปฏิบัติการ
​4. สถานะปัจจุบัน (2025-2026)
​ปัจจุบัน Purdue Pharma ได้ล้มละลายไปแล้ว และตระกูล Sackler ยังคงเป็นหนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในโลก
(แม้จะจ่ายไป 6 พันล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าพวกเขายังเหลือทรัพย์สินส่วนตัวอีกกว่า 10,000 - 15,000 ล้านดอลลาร์ ที่ฝากไว้ในกองทุนต่างประเทศ)
​สรุปมหากาพย์นี้:
พวกเขาเสีย "เงิน" (เพียงบางส่วน), เสีย "บริษัท", และเสีย "ชื่อเสียง" อย่างรุนแรงจนไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมชั้นสูงได้อีก
แต่ในเชิงกายภาพ พวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกองเงินที่เหลืออยู่ โดยไม่มีใครต้องก้าวเท้าเข้าสู่เรือนจำแม้แต่วันเดียว
โฆษณา