14 ม.ค. เวลา 04:49 • ความคิดเห็น

โยนิโสมนสิการ

เมื่อวานพี่เตา บรรยง พงษ์พานิช ทิ้งท้ายบนเวทีเปิดตัวหนังสือโคตรเฟลไว้ว่า ให้ลองไปศึกษาวิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” ตามหลักพุทธดู เป็นวิธีคิดที่จะทำให้ความคิดไม่ว่าเรื่องใดๆ จะแยบคายและรอบคอบขึ้นมาก
และจะลดอัตราความเฟลในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องได้…
1
พี่เตาถึงกับบอกว่าคล้ายกับแนวคิดเรื่อง system two ของหนังสือชื่อดังอย่าง think fast and slow ที่พยายามแยกตามเหตุและความจริง ไม่ถูกอารมณ์หรืออคติหลอก แต่ดีกว่า system two ไปอีกหลายขุม
1
โยนิ แปลว่า ต้นเหตุหรือราก มนสิการ คือความใส่ใจพิจารณา ถ้าแปลตามรากศัพท์ก็คือ การใส่ใจต้นตอ สาเหตุที่แท้จริงของสิ่งนั้น โยนิโสมนสิการมีอยู่สิบข้อ แต่ละข้อก็เป็น mental model ในตัวเอง พอประกอบกันสิบข้อแล้วก็เลยเข้าใจได้ว่า ทำไมพี่เตาถึงบอกว่าจะทำให้แยบคายและรอบคอบขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้นมาก
1
พี่เตาแนะให้ไปอ่านคำอธิบายในหนังสือพุทธธรรมของท่าน ป.อ. ปยุตโต ที่จำแนกวิธีคิด 10 รูปแบบนี้ไว้ ซึ่งถ้าลองคิดตามจากปัญหาที่เรามีก็อาจจะมีทางออกหรือกระบวนการตัดสินใจที่ดีขึ้นได้ ใครมีปัญหาอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตหรือธุรกิจ ลองอ่านแล้วลองประยุกต์ตามดูก็น่าจะมีประโยชน์แน่ๆ
ผมเลยลองไปอ่านเบื้องต้นแล้วตีความในทางธุรกิจตามที่เข้าใจ ซึ่งผมเองก็ยังตื้นเขินมาก แต่แค่คิดตามก็ได้ประโยชน์แก่ตัวมากอยู่โขละครับ…
ในสิบรูปแบบนั้น เริ่มตั้งแต่ให้ลองคิดแบบมองหาที่ต้นเหตุ (ปฏิจจสมุปบาท) ว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไรก่อนที่จะแก้ หา rootcause ของปัญหาก่อน เช่นยอดขายตกอาจจะมีหลายสาเหตุ การแก้ปัญหาแต่แบบเดิมที่ยิงแอดซ้ำๆ อาจจะไม่ได้ช่วย ถ้าเกิดจากปัญหาคุณภาพสินค้าเป็นต้น
ทางต่อมาให้ลองคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ แตกย่อยปัญหาแล้วค่อยแก้ (ซึ่งเป็นวิธีที่พี่แต๋ม ศุภจีใช้แก้ปัญหาเวลาเจอปัญหาใหญ่มาตลอดตั้งแต่ไทยคมจนถึงดุสิตธานี)
แบบที่สาม ให้ลองคิดแบบมองถึงความไม่เที่ยงเป็นธรรมชาติ ไม่ยึดติด ในช่วงรุ่งเรืองก็ควรทำแผน bcp (business continuity plan) ไว้ในกรณีไม่เป็นไปตามที่คาดหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นโควิดที่ผ่านมา
1
แบบที่สี่ให้คิดแบบอริยสัจคือคิดเป็นระบบตั้งแต่ ปัญหาคืออะไร สาเหตุ เป้าหมายและวิธีแก้ ( อาจารย์ชัชชาติก็ใช้วิธีนี้ตอนเจอวิกฤตลูกชาย และเคยเล่าถึงการตัดอารมณ์ออก ใช้เหตุผลหาทางเลือกเป็นวิธีแก้และเลือกทางที่เข้าท่าที่สุด)
แบบที่ห้าคือการคิดแบบรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไรก็เป็นอีกวิธีที่ผมใช้เวลาไม่แน่ใจในเรื่องใหญ่ๆ ก็จะคิดถึงลูกสาวเป็นหลัก หรือถ้าเป็นบริษัทก็คือ purpose หรือหลักการที่บริษัทหรือเจ้าของยึดถือ
แบบที่หกเป็นวิธีคิดแบบให้รู้เท่าทันธรรมดาถึงความเปลี่ยนแปลง (พี่ปี้แห่ง leowood เพิ่งเล่าเรื่องนี้ว่าตอนหลังรับวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีขึ้นเพราะเคยผ่านช่วงต้มยำกุ้งแล้วรอดมาได้ เลย เตรียมถึงการเปลี่ยนแปลงไว้ตลอด)
แบบที่เจ็ดคือคิดแบบเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส มองหาข้อดีของเรื่องที่เกิดขึัน หรือที่ฝรั่งเอามาเรียกว่า growth mindset มองว่าความล้มเหลว ผิดพลาดคือบทเรียนที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น หรือถูกลูกค้าตำหนิ ก็คือเป็น feedback ที่เป็นโอกาสในการปรับปรุงหรือแม้แต่แก้ปัญหาจนลูกค้าชื่นชมจนกลายเป็นความประทับใจได้
แบบที่แปดคือคิดอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นการโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่เอาเวลาไปมัวแต่ยุ่งกับสิ่งที่แก้ไม่ได้เช่นอดีต หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เหมือนกับคุณบิล แอคแมน ผู้จัดการกองทุนชื่อดังที่ออกจากจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตด้วยการหยุดมองปัญหาที่ใหญ่จนไม่รู้จะแก้ยังไงเพื่อไม่ให้ท้อ แล้วค่อยๆแก้ปัญหาทีละวันให้ดีขึ้นทุกวัน ทีละนิดจนหลุดพ้นมาได้
1
และสุดท้ายเรียกว่าคิดแบบวิภัชชวาท ก็คือการคิดแบบไม่มองอะไรเป็นขาวดำ ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ judge ความคิดคนอื่น เหมือนเพลงอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ด่วนตัดสินจากอคติที่มี แต่มององค์รวมรอบด้านมากกว่า
แค่อ่านแบบคนที่เพิ่งรู้จักคำว่า โยนิโสมนสิการ เมื่อวานแบบผิวเผินแล้วมาค้นและคิดตามก็ทำให้ความคิดหรือการหาทางแก้ปัญหาดูแยบคายและครบถ้วนขึ้นจริงๆ ก็เลยอยากลองแนะนำคำๆนี้เผื่อจะช่วยให้เกิดปัญญากับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนักๆ ของธุรกิจของชีวิต
บางหลักคิดหรือที่ฝรั่งเรียกว่า mental model นั้นอาจจะช่วยพามาซึ่งทางออก หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราสร้างทางเลือกได้ตามเหตุตามผลมากกว่าด้วยอารมณ์ซึ่งจะทำให้เราเลือกได้ดีขึ้นแน่ๆ
1
ท่าน ป. อ. ปยุตฺโต เน้นย้ำว่า โยนิโสมนสิการคือ "เครื่องมือในการสร้างปัญญา" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพึ่งพาตนเองทางปัญญาของเราในความคิดเราครบและรอบด้าน ช่วยลบอคติและสามารถตัดสินใจในเรื่องยากๆได้ดีขึ้นกว่าคิดโดยไม่มีหลักใดๆอย่างแน่นอน..
ลองค่อยๆ เริ่มต้นศึกษาและทำความเข้าใจ “โยนิโสมนสิการ” กันดูนะครับ … ผมก็เช่นกัน
โฆษณา