1 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

Haier ซื้อ GE เจาะลึกดีลประวัติศาสตร์ เมื่อจีนกลืนกินตำนานอเมริกา?

เคยสงสัยไหมว่า บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่บนปากเหวของการล้มละลาย ชนิดที่ว่าไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะรอดมาได้ จะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการธุรกิจได้อย่างไร
และที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้น คือการที่บริษัทแห่งนี้ กลับมาเป็นฝ่ายเข้าซื้อกิจการของยักษ์ใหญ่ระดับโลก
บริษัทที่เป็นเหมือนไอดอลและแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของตัวเองมาโดยตลอด
เรื่องราวนี้ไม่ใช่พล็อตหนังฮอลลีวูด แต่มันคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจ
เป็นมหากาพย์การเดินทางของสองบริษัทที่ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วโลก แต่โชคชะตากลับขีดเส้นให้ทั้งคู่มาบรรจบกันในจังหวะเวลาที่คาดไม่ถึง
...
ก่อนอื่นต้องขอย้อนเวลากลับไปไกลหน่อย เพื่อทำความรู้จักกับยักษ์ใหญ่ที่เป็นเหมือนตำนานของโลกทุนนิยม นั่นคือ General Electric หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า GE
ถ้าจะบอกว่า GE คือบริษัทที่เป็นรากฐานของความเจริญในยุคใหม่ก็คงไม่ผิดนัก
เพราะชายผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทนี้ในปี 1892 คือ Thomas Edison ชายผู้มอบแสงสว่างให้กับคนทั้งโลก
ในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด GE คือสัญลักษณ์ของนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนอเมริกัน
จากความมืดมิดสู่แสงสว่าง จากงานบ้านที่เหนื่อยยากสู่ความสะดวกสบายด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า
ลองจินตนาการถึงภาพครอบครัวชาวอเมริกันในยุคก่อน ที่ทุกบ้านต้องมีหลอดไฟ เตารีดไฟฟ้า และที่ขาดไม่ได้เลยคือตู้เย็นรุ่น Monitor-Top ในปี 1927 ที่มีมอเตอร์อยู่ด้านบน
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มันคือเครื่องหมายของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
โลโก้ของ GE ในเวลานั้น จึงเปรียบเสมือนตราประทับความน่าเชื่อถือที่ทุกครัวเรือนไว้วางใจ
อาณาจักรของ GE เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจ
ในปี 1980 พวกเขามีพนักงานกระจายอยู่ทั่วโลกถึง 400,000 คน ซึ่งนั่นคือจำนวนที่มหาศาลมาก
แต่ความยิ่งใหญ่ก็มักจะมาพร้อมกับปัญหาที่ซ่อนอยู่ องค์กรที่ใหญ่โตขนาดนี้ เริ่มมีความอุ้ยอ้าย เคลื่อนตัวช้า
และถูกมองว่าเป็นเพียงบริษัทที่เติบโตล้อไปกับเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่มีอะไรหวือหวาให้น่าตื่นเต้นอีกต่อไป
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้นในปี 1981 เมื่อชายหนุ่มไฟแรงที่ชื่อ Jack Welch ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
Jack Welch เป็นคนที่ไม่ชอบระบบราชการที่ล่าช้า เขาเกลียดความเฉื่อยชา และเขามาพร้อมกับแนวคิดที่ดุดันจนได้รับฉายาว่า "นิวตรอนแจ็ค"
เขาประกาศนโยบายที่สะเทือนวงการ นั่นคือทุกธุรกิจในเครือ GE จะต้องเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ในตลาดเท่านั้น
ถ้าทำไม่ได้ ก็มีทางเลือกแค่สองทาง คือแก้ไขให้ได้ หรือไม่ก็ขายทิ้งไปซะ
แนวคิดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร พนักงานนับแสนคนต้องตกงาน
แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้ GE กลายเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศและผลกำไรอย่างบ้าคลั่ง
Welch เริ่มมองเห็นว่า ธุรกิจดั้งเดิมอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้จะเป็นรากเหง้าของบริษัท แต่มันทำกำไรได้น้อยนิดเมื่อเทียบกับธุรกิจใหม่ๆ ที่เขากำลังปั้นขึ้นมา
เขาจึงเบนเข็มทิศของ GE ไปสู่ธุรกิจการเงิน ธุรกิจการบินและอวกาศ รวมถึงการผลิตเครื่องยนต์เจ็ต ซึ่งดูจะมีอนาคตที่สดใสกว่า
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มกลายเป็นลูกเมียน้อย...
ทีนี้ อยากชวนทุกคนบินข้ามโลกมาที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Jack Welch กำลังรุ่งโรจน์
ที่นั่นมีโรงงานตู้เย็นเล็กๆ แห่งหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น สภาพของโรงงานเรียกว่าย่ำแย่จนแทบจะดูไม่ได้ ขาดทุนสะสม พนักงานขาดวินัย และสินค้าก็ไม่มีคุณภาพ
ในยุคที่จีนเพิ่งเริ่มเปิดประเทศ โรงงานแห่งนี้เป็นเพียงซากปรักหักพังทางธุรกิจ ขนาดที่ว่าเปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วถึง 3 คนภายในปีเดียว แต่ก็ไม่มีใครสามารถกู้วิกฤตนี้ได้เลย
จนกระทั่งการมาถึงของชายหนุ่มวัย 35 ปี ผู้จัดการคนที่สี่ที่ชื่อว่า จาง รุ่ยหมิน
จาง รุ่ยหมิน เข้ามาพร้อมกับความมุ่งมั่น แต่สิ่งที่เขาพบคือความล้มเหลวที่ฝังรากลึก
วันหนึ่งเขาตรวจพบตู้เย็นที่มีตำหนิและใช้งานไม่ได้กองอยู่ในโกดังถึง 76 เครื่อง
แทนที่เขาจะสั่งซ่อม หรือแอบเอาไปขายลดราคาเหมือนที่เคยทำกันมา เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาสั่งเรียกพนักงานทุกคนมารวมตัวกัน แล้วยื่นค้อนปอนด์ให้กับพนักงานที่ประกอบตู้เย็นเหล่านั้น สั่งให้พวกเขาทุบทำลายตู้เย็นทิ้งด้วยมือของตัวเอง ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานทุกคน
เสียงค้อนที่กระแทกลงบนตู้เย็น ไม่ได้แค่ทำลายสินค้า แต่มันคือเสียงประกาศสงครามกับความไม่ได้มาตรฐาน มันคือการส่งสัญญาณว่า จากนี้ไปเราจะไม่ยอมรับของห่วยๆ อีกต่อไป
เหตุการณ์ทุบตู้เย็นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศจีน และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โรงงานแห่งนี้เริ่มใส่ใจเรื่องคุณภาพอย่างจริงจัง
เพียงแค่ 3 ปีหลังจากนั้น โรงงานที่เคยใกล้เจ๊ง ก็ผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตตู้เย็นอันดับหนึ่งของจีน และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Haier ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้นหูกันในปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ตรงนี้...
รู้ไหมว่าไอดอลในดวงใจของ จาง รุ่ยหมิน คือใคร คำตอบก็คือ Jack Welch แห่ง GE นั่นเอง
จาง รุ่ยหมิน ศึกษาแนวคิดการบริหารของ Welch อย่างละเอียด เขาชื่นชมในความเด็ดขาดและการมุ่งเน้นผลลัพธ์ จนนำมาปรับใช้เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งให้กับ Haier
ในขณะที่ GE ของ Welch กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการเงินและเทคโนโลยีขั้นสูง ทิ้งห่างจากธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเรื่อยๆ
Haier กลับเลือกที่จะเติบโตในเส้นทางที่ GE เริ่มมองข้าม
พวกเขาสร้างชื่อจากคุณภาพที่ไว้ใจได้ และขยายอาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้าไปทั่วประเทศจีนอย่างรวดเร็ว
โชคชะตาเล่นตลกกับทั้งสองบริษัทนี้ครั้งแรกในปี 1992 เมื่อ GE ที่กำลังมองหาฐานการผลิตราคาถูกในจีน ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการของ Haier
ในตอนนั้น GE คือยักษ์ใหญ่ที่ใครก็ต้องเกรงขาม การถูกซื้อกิจการอาจดูเป็นทางรอดที่สวยหรู แต่ จาง รุ่ยหมิน กลับตอบปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
เขามีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่านั้น เขาไม่ได้ต้องการเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตให้ฝรั่ง แต่เขาต้องการสร้างแบรนด์จีนให้โลกยอมรับ
ซึ่งคำปฏิเสธในวันนั้น สร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้บริหาร GE ไม่น้อย
เวลาล่วงเลยผ่านไป โลกธุรกิจหมุนไปอย่างรวดเร็ว Haier เริ่มเจอปัญหาคลาสสิกขององค์กรที่โตเร็วเกินไป ตลาดจีนเริ่มอิ่มตัว และคู่แข่งก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
จาง รุ่ยหมิน รู้ดีว่า การเป็นแค่บริษัทที่ ใหญ่ที่สุด มันไม่พออีกแล้วในโลกยุคใหม่ แต่ต้องเป็นบริษัทที่ ปราดเปรียวที่สุด ด้วย
ในปี 2005 เขาจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติองค์กรอีกครั้ง ด้วยโมเดลการบริหารที่เขาคิดค้นขึ้นเอง เรียกว่า Rendanheyi
คำนี้อาจจะฟังดูเข้าใจยาก แต่หลักการของมันคือการทุบทำลายโครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดทิ้งไปซะ เลิกการมีเจ้านายสั่งการลงมาเป็นทอดๆ
เขาแบ่งพนักงานหมื่นกว่าคนออกเป็นหน่วยธุรกิจย่อยๆ หรือ Micro-enterprises นับพันหน่วย ให้ทุกคนคิดเหมือนเถ้าแก่ที่ต้องรับผิดชอบกำไรขาดทุนของตัวเอง
ลองจินตนาการดูว่า จากเดิม Haier เปรียบเหมือนเรือบรรทุกสินค้าลำยักษ์ที่เลี้ยวกลับลำยาก ตอนนี้พวกเขากลายเป็นกองทัพเรือเร็วสปีดโบ๊ทนับพันลำ
แต่ละลำมีอิสระในการตัดสินใจ จะซ้าย จะขวา จะเร่งเครื่อง ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าตรงหน้า ไม่ต้องรอคำสั่งจากสำนักงานใหญ่
โมเดลนี้ได้ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวพนักงาน ทำให้ Haier กลายเป็นองค์กรที่ตื่นตัวและตอบสนองต่อตลาดได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ...
ตัดภาพกลับมาที่ GE ในฝั่งอเมริกา สถานการณ์กลับตาลปัตร ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยเป็นความภาคภูมิใจ กำลังกลายเป็นภาระ
GE Appliances เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งหน้าใหม่จากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ LG ที่เข้ามาตีตลาดบ้านเกิดอย่างหนักหน่วง
แบรนด์ที่เคยเป็นตำนาน เริ่มทำกำไรได้น้อยลงเรื่อยๆ และดูเหมือนจะไม่เข้ากับทิศทางใหม่ของบริษัทแม่ที่ต้องการเน้นธุรกิจอุตสาหกรรมหนัก
จนกระทั่งปี 2016 ฝันร้ายของคนรักแบรนด์ GE ก็กลายเป็นจริง เมื่อบริษัทประกาศขายหน่วยธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่มีอายุกว่าร้อยปี
และหนึ่งในผู้ที่ยกมือขอเข้าประมูลซื้อกิจการในครั้งนี้ ก็คือ Haier บริษัทจีนที่ GE เคยเมินหน้าหนีเมื่อ 20 กว่าปีก่อน
การประมูลเป็นไปอย่างดุเดือด มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายกระโดดลงมาเล่นในเกมนี้ และมีข่าวลือว่าข้อเสนอเรื่องเงินของ Haier ไม่ใช่ข้อเสนอที่สูงที่สุดเสียด้วยซ้ำ
แต่ จาง รุ่ยหมิน ไม่ยอมแพ้ เขาบินตรงไปที่สหรัฐอเมริกาเพื่อขอเข้าพบ Jeff Immelt ซึ่งเป็น CEO ของ GE ในขณะนั้น
ในการเจรจา เขาไม่ได้เอาตัวเลขทางการเงินมาคุยเป็นหลัก แต่เขาเลือกที่จะขาย วิสัยทัศน์ และโมเดล Rendanheyi
เขาอธิบายอย่างใจเย็นว่า ปรัชญานี้จะช่วยปลุกยักษ์หลับอย่าง GE Appliances ให้ตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวาได้อย่างไร
เขาจะเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่องช้า ให้กลายเป็นกองทัพนวัตกรรมได้อย่างไร
แนวคิดนี้ซื้อใจผู้บริหารของ GE ได้อย่างจัง พวกเขาไม่ได้แค่มองหาคนมาซื้อกิจการแล้วจบไป แต่พวกเขามองหาคนที่จะมาสานต่อตำนานนี้ให้คงอยู่
ในที่สุด ดีลประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น GE ตัดสินใจขายธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับ Haier ด้วยมูลค่า 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากโรงงานตู้เย็นที่เคยจะล้มละลาย ต้องทุบสินค้าทิ้งโชว์สื่อ กลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมของอเมริกา
แน่นอนว่าความกังวลย่อมเกิดขึ้น หลายคนสงสัยว่าวัฒนธรรมจีนกับอเมริกันที่ต่างกันสุดขั้ว จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร พนักงาน GE เองก็กลัวว่าจะถูกครอบงำ
แต่ Haier ฉลาดกว่านั้น พวกเขาไม่ได้เข้าไปเพื่อสั่งการหรือเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นจีน แต่พวกเขาเข้าไปด้วยความเคารพ
จาง รุ่ยหมิน ให้อิสระกับทีมผู้บริหารเดิม โดยมี Kevin Nolan เป็นแม่ทัพใหญ่ และค่อยๆ ถ่ายทอดแนวคิด Rendanheyi ให้กับคนในองค์กร
Nolan เองก็เปิดใจ เขาเริ่มแบ่งองค์กรที่เทอะทะออกเป็นหน่วยย่อยๆ เหมือนที่ Haier ทำ ให้พนักงานมีอำนาจตัดสินใจ และเป็นเจ้าของโปรเจกต์ของตัวเอง
ผลลัพธ์ที่ได้นั้น เรียกว่าระดับปรากฏการณ์ หน่วยธุรกิจหลายตัวที่เคยขาดทุน สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายในเวลาแค่ปีเดียว
Haier สนับสนุนให้เกิดโปรเจกต์อย่าง First Build ซึ่งเป็นเหมือนพื้นที่ปล่อยของ ให้ใครก็ได้ที่มีไอเดีย เข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
นวัตกรรมเจ๋งๆ อย่าง Kitchen Hub หรือศูนย์บัญชาการอัจฉริยะในห้องครัว ก็ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดนี้
วันนี้ GE Appliances ภายใต้ร่มเงาของ Haier กลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม พวกเขาสร้างสถิติผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปี
และที่น่าประทับใจคือ Haier กำลังพาแบรนด์ GE Appliances กลับไปบุกตลาดเมืองจีน ซึ่งเปรียบเสมือนการพาตำนานอเมริกันกลับไปประกาศศักดาในแดนมังกร
เรื่องราวของ Haier และ GE ชี้ให้เห็นสัจธรรมของโลกธุรกิจว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า และไม่มีใครต่ำต้อยตลอดไป
ยักษ์ใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ อาจพ่ายแพ้ได้ หากหยุดที่จะเรียนรู้และปรับตัว
ในขณะที่คนตัวเล็กๆ ก็สามารถผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
มันคือเรื่องราวของการส่งต่อและเรียนรู้ จากวันที่ จาง รุ่ยหมิน เคยยึดถือ Jack Welch เป็นอาจารย์ จนมาถึงวันที่ลูกศิษย์คนนี้ ได้กลับมาช่วยกอบกู้มรดกของอาจารย์เอาไว้
นี่คือบทพิสูจน์ว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณเป็นใคร หรือมีประวัติศาสตร์ยาวนานแค่ไหน
แต่มันวัดกันที่ว่า คุณวิ่งได้เร็วแค่ไหน และเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งเพียงใด...
References : [hbr, forbes, corporate-rebels, bloomberg, nytimes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา